โลกหมุนเร็ว /เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง/เมื่อไม่ให้ผมเข้าสภา

เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง

โลกหมุนเร็ว/เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง [email protected]

เมื่อไม่ให้ผมเข้าสภา

 

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่พูดไว้ว่า เมื่อไม่ให้เขาปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ในสภา เขาก็สามารถทำงานนอกสภาได้

ว่าแล้วนับจากวันที่โค้งคำนับประธานสภาและเดินออกนอกสภาไป ธนาธรก็เดินหน้าทำงานลงพื้นที่ด้วยความขยันขันแข็งเช่นเคย เพราะตอนนี้ธนาธรไม่มีอาชีพการงานอื่นแล้ว ในเมื่อได้โอนหุ้นต่างๆ ให้คนอื่นหมด ตำแหน่งหน้าที่ในบริษัทที่เป็นกิจการของครอบครัวเขาก็ลาออกหมด

มีเวลาเต็มที่ในการทำหน้าที่ ส.ส. ในเมื่อเตรียมตัวเตรียมใจทำงานในสภาแล้วไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไร ทำงานนอกสภาก็ได้

ย้อนกลับไปสมัยที่ธนาธรเรียนจบจากอังกฤษ เขาสมัครงานไปทำงานเพื่อสังคมที่แอฟริกา แต่พ่อตายจึงถูกเรียกตัวให้กลับมาทำงานกับครอบครัว

ตัวตนที่แท้จริงของธนาธรคือการทำงานเพื่อสังคม ดังนั้น ตอนนี้เขาก็ได้มีเวลาทำงานเพื่อสังคมอย่างที่เคยอยากทำได้เต็มที่

ผลก็คือ ธนาธรโดนที่ปรึกษากรมประมง “จวกยับ” เรื่องธนาธรไปรับฟังปัญหาชาวประมงที่ตลาดมหาชัย และกลายเป็นว่าธนาธรไปรับฟังจากชาวประมงที่ทำผิดกฎหมาย ที่ปรึกษาคนดังกล่าวจึงออกมาให้ข้อมูลถึงการทำงานที่ถูกต้องของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาประมง

ก็ดูเหมือนว่าธนาธรอาจได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เป็นเหตุให้ทางที่ปรึกษาออกมาชี้แจงทำให้ประชาชนเลยพลอยได้รู้ความเคลื่อนไหวของประมงไทยไปด้วย ถ้ามีเรื่องแบบนี้บ่อยๆ ก็เป็นเรื่องดีที่ประชาชนจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ มากขึ้น การทำงานของธนาธรก็ไม่ได้สูญเปล่า

สิ่งที่ไม่ถูกต้องในสังคมเป็นปัญหาใหญ่ แต่ความซับซ้อนของแต่ละปัญหาก็มีอยู่มาก ธนาธรยังเป็นมือใหม่ ก็ต้องเรียนรู้อีกมาก

 

ในหนังสือออกใหม่เกี่ยวกับธนาธรชื่อ “เลือกอยู่ข้างเวลา” ที่เขียนโดยชัชวนันท์ สันธิเดช จากการสัมภาษณ์ธนาธร มีตอนหนึ่งที่เล่าถึงการทำงานนอกสภาของธนาธรว่า

“ช่วงดึกคืนหนึ่งที่จังหวัดจันทบุรี หลังจากลงพื้นที่เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน ผมได้ร่วมวงสังสรรค์กับธนาธรและแนวร่วมของพรรค รวมแล้วประมาณ 8-9 คน พี่คนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางในเมืองจันทบุรี เล่าถึงประสบการณ์ตรงของเขาในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขาย เขาบอกว่าการขอใบอนุญาตผลิตปุ๋ยนั้นยากลำบากมาก ต้องใช้เงินใช้ทองเป็นแสนๆ ทดสอบแล้วทดสอบอีก แถมยังต้องรอเป็นปีกว่าจะได้ไฟเขียว นี่คืออย่างเร็วที่สุดแล้ว บางคนรอหลายปียังไม่ผ่าน เขากล่าวต่อไปว่าขนาดเขาเป็นคนพอมีทุนทรัพย์ รู้จักคนไม่ใช่น้อยยังวุ่นวายได้ขนาดนี้ หากเป็นชาวบ้านตัวเล็กๆ คงไม่มีโอกาสทำปุ๋ยขายได้แน่ๆ”

หลังจากฟังจบ ธนาธรก็ยิงคำถามให้เจ้าของเรื่องเล่าโดยละเอียดว่า ในกระบวนการขออนุญาตนั้นต้องจ่ายเงินบนโต๊ะเท่าไหร่ จ่ายใต้โต๊ะอีกเท่าไหร่ รวมๆ กันแล้วเป็นเท่าไหร่ ต้องไปที่หน่วยงานไหน อย่างไรบ้าง แล้วจึงสรุปว่านี่เป็นผลพวงการผูกขาดของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มที่มีความแนบแน่นกับรัฐ ทำให้เกษตรกรรายย่อยหมดโอกาส ธนาธรได้บอกให้ทีมงานของเขาไปสัมภาษณ์ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบคล้ายๆ กัน แล้วให้อีกทีมตามไปดูโรงงานผลิตปุ๋ยของคนที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขาย

ธนาธรทำงานฉับไว สั่งงานกันในวงเหล้า ผู้เขียนเล่า

 

นี่คือตัวอย่างการทำหน้าที่ ส.ส.นอกสภาของธนาธรที่ชัดเจนมาก ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าธนาธรจะยกเรื่องการผลิตปุ๋ยขึ้นมาเป็นประเด็นจนวงการผูกขาดปุ๋ยต้องร้อนตัวออกมาชี้แจงอีกหรือไม่

อันที่จริงนี่เป็นเรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นจนชาชิน บนโต๊ะ ใต้โต๊ะ  มีพรรคพวกหรือเปล่า แต่ธนาธรไม่เลือกที่จะชาชิน เขากลับนำมันมาเป็นประเด็นที่จะทำงาน พูดอีกอย่างคือ เขามีความผูกพันที่จะแก้ปัญหา ไม่ว่ามันจะใหญ่โตหยั่งรากลึกสักเพียงใด

ไม่ว่ามันจะเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตมากเพียงใด เพราะในที่สุดแล้วมันต้องกระทบผลประโยชน์ของทุนใหญ่แน่นอน

หนึ่งในนโยบายของพรรคอนาคตใหม่คือการต่อต้านทุนผูกขาด ณ วันนี้ทีมงานของพรรคคงมีข้อมูลเรื่องทุนผูกขาดมากมายไว้ให้ธนาธรทำงานต่อไป

ข้อดีของธนาธรคือ เขาไม่ใช่คนใจเสาะ ประวัติอันโชกโชนของเขาในการเล่นกีฬาที่ท้าทายบอกเราว่าจิตใจของเขาแข็งแกร่ง ส่วนการที่เขาโดนดูหมิ่นเหยียดหยามโดยไม่เคยตอบโต้อะไรเลยก็แสดงถึงวุฒิภาวะที่แข็งแรงของเขาเช่นกัน

ธนาธรคงไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องที่เขาเห็นว่าไร้สาระ แม้บางเรื่องจะเป็นการกล่าวหาลอยๆ ที่รุนแรงมาก

 

สิ่งที่ได้รู้ในหนังสือ “เลือกอยู่ข้างเวลา” คือการมองมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรี มนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่การเอาชีวิตรอดมีกินมีใช้ไปวันๆ มีเศรษฐกิจที่ดี ธนาธรใช้คำว่า “ถุงยังชีพ” เป็นสัญลักษณ์ ข้อความที่ชัชวนันท์ สันธิเดช เขียนไว้มีอย่างนี้ “รัฐในสมัยเก่ามักมองว่าประชาชนไม่มีความรู้ โง่เขลา ช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าพูดให้เห็นภาพคือ รัฐโบราณมักมองประชาชนว่าเป็นกลุ่มคนที่ต้องการถุงยังชีพ นี่คือการที่รัฐไม่เข้าใจประชาชน…เทคโนโลยีทำให้ความสัมพันธ์รูปแบบเก่าๆ พังทลายลงไป คนทุกคนมีอำนาจทางตรงมากขึ้น เป็นโลกใบใหม่ที่ทำให้สถานะของประชาชนไม่เหมือนเดิมอีก”

นอกจากนี้ ธนาธรยังต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ยังเด็ก เขาพูดถึงการที่เด็กอายุ 5 ขวบสามารถเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ได้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นเก่าที่ยังไม่ตระหนักว่า “เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก”

หนังสือ “เลือกอยู่ข้างเวลา” เล่มนี้น่าจะเป็นที่น่าสนใจของครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่กำลังหล่อหลอมลูกของตนให้อยู่ได้อย่างดีในโลกอนาคต

อย่างไรก็ดี การทำงานนอกสภาของธนาธรเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงกว่าการทำงานในสภา เพราะหากเมื่อเขาได้ปรากฏตัวอภิปรายในสภา คนจะเห็นเขาเป็นจำนวนมาก ยากต่อการประทุษร้าย เราอยากเห็นเขาวางบทบาทที่พอดี ไม่เงียบหายไปแต่ก็ให้เป็นภัยต่อตัวเองน้อยที่สุด เราอยากเห็นเขาอยู่ไปนานๆ คนเก่งหาไม่ยากในประเทศนี้

แต่คนกล้าหายาก เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

บทความก่อนหน้านี้ธนาธร-ปิยบุตร นำทีม ส.ส.ลุยฟังปัญหาประมงภาคตะวันออก
บทความถัดไปอดีตส.ส.ปชป. ข้องใจ! ปมพานไหว้ครูล้อการเมือง ถามเด็กเข้าใจความหมายพิธีมั้ย?