ประกาศก้องจาก “ธนาธร” “สักวันหนึ่งผมจะกลับมา” เมื่อถูกสกัด ไม่ให้เข้าสภา ก็จะขออยู่กับประชาชน

“ทุกคนอาจสิ้นหวังหมดหวังเมื่อได้ยินคำวินิจฉัยของศาล แต่อยากเรียนผู้สนับสนุนอนาคตใหม่ว่านี่ไม่ใช่เวลาของความสิ้นหวัง นี่คือเวลาเปิดโปงความชั่วร้ายของเผด็จการ จากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ขอชวนพี่น้องลุกขึ้นยืนและต่อสู้ร่วมกัน เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งความเป็นธรรม

ผมและ ส.ส.อีก 79 คนยังไม่หมดหวัง แม้ศาลตัดสินให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ แต่ผมยังเป็น ส.ส.อยู่ ระหว่างรอการวินิจฉัยผมจะทำงานกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่ให้ผมเข้าสภา ผมก็จะอยู่กับประชาชนในฐานะบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจ 6.3 ล้านเสียงทั่วประเทศ”

คือคำแถลงตอนหนึ่งของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ความรวดเร็วของศาลรัฐธรรมนูญในการลงมติ 9 ต่อ 0 รับพิจารณาคำร้อง กกต. ขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของธนาธร จากกรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด พร้อมมีมติ 8 ต่อ 1 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องหลายประการ

เนื่องจากมติศาลรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น มีขึ้น 1 วันก่อนพิธีเปิดประชุมรัฐสภา และ 2 วันก่อนประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานและรองประธานสภา

ทั้งยังมีส่วนสัมพันธ์กับการเลือกตั้งเขต 8 เชียงใหม่

ซึ่งผลปรากฏ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ผู้สมัครอนาคตใหม่ ได้รับเลือกเป็นอันดับ 1 จำนวน 75,891 คะแนน ทิ้งห่างผู้สมัครพลังประชารัฐ อันดับ 2 ที่ได้ 27,861 คะแนน แบบไม่เห็นฝุ่น มากกว่า 48,000 คะแนน

ถึง น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี จากพลังประชารัฐ และ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร จากประชาธิปัตย์ จะได้รับอานิสงส์จากสูตรคำนวณพิสดารของ กกต. ได้รับประกาศรับรองให้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

แต่ชัยชนะของ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ไม่เพียงธนาธรจะระบุเสมือนของขวัญวันเกิดครบ 1 ขวบพรรคอนาคตใหม่

ยังแสดงให้เห็นว่าประชาชนอยู่ในภาวะโกรธ เคียดแค้น สิ้นหวังกับกระบวนการความพยายามสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ความไม่โปร่งใส ความไม่เป็นธรรมหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

 

ผลพวงคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ 23 พฤษภาคม

แม้ยังเปิดทางให้ธนาธรเข้าร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภาได้ แต่ก็ต้องลุกเดินออกจากห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันรุ่งขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือให้กำลังใจจากเพื่อน ส.ส.ร่วมอุดมการณ์ หลังนายชัย ชิดชอบ ประธานชั่วคราวแจ้งให้เลขาธิการสภาผู้แทนฯ อ่านคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

ถึงกระนั้นการถูกสกัดไม่ให้ทำหน้าที่ ส.ส.ในสภา ไม่ได้ทำให้ “พ่อของฟ้า” ท้อถอย ทั้งได้กำหนดจุดมุ่งหมายตัวเองขึ้นใหม่ ภายใต้ความเชื่อมั่นการเป็นตัวแทนประชาชนไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ในสภาอย่างเดียว

“ผมจะใช้เวลานี้ทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน เข้าไปพบปะพูดคุยรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อนำไปให้ ส.ส.พรรคตั้งกระทู้อภิปรายในสภา

จะใช้เวลานี้ศึกษาปัญหาของประชาชน ขยายแนวคิด อุดมการณ์ แนวนโยบายของอนาคตใหม่ให้ประชาชนเข้าใจ จะทำงานต่อไปไม่หยุดยั้ง ไม่ท้อถอย ไม่ได้ทำงานในสภาก็จะไม่ไปไหน ทำงานกับประชาชนต่อไป”

ก่อนทิ้งท้าย “สักวันหนึ่งผมจะกลับมา”

 

ประมวลข้อกล่าวหาต่อธนาธรและอนาคตใหม่ ที่ฝ่ายตรงข้ามหวังผลลงโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุก ตัดสิทธิ์ และยุบพรรค ถึงตอนนี้พบว่ามีด้วยกัน 7 คดี ได้แก่

ข้อกล่าวหาจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งกรณีลงประวัติส่วนตัวผิดลงบนเว็บไซต์ ข้อกล่าวหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีวิจารณ์พลังดูด ข้อกล่าวหายุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 กรณีชุมนุมหน้า สน.ปทุมวัน ข้อกล่าวหาเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยฯ กรณีประกาศสานต่อภารกิจคณะราษฎร

ข้อกล่าวหาขาดคุณสมบัติ ส.ส. กรณีถือครองหุ้นบริษัท วีลัค-มีเดีย จำกัด ข้อกล่าวหาสนับสนุนการกระทำผิดกรณีเซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติ และล่าสุดกรณีให้พรรคกู้เงิน 10 ล้านบาท

คดีความต่างๆ ที่โหมกระหน่ำเข้าใส่นายธนาธรเพื่อหวังผลทำลายในทางการเมือง ไม่เพียงอยู่ในสายตาของประชาชนไทย ยังเป็นประเด็นที่องค์กรต่างประเทศสนใจเฝ้าติดตามมาตลอดเช่นกัน

กลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (ASEAN Parliamentarians for Human Rights : APHR) ออกแถลงการณ์เรียกร้องทางการไทยหยุดคุกคามนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

ระบุตอนหนึ่งว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กําลังเผชิญกับคดีอาญาที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างน้อยสองคดีในปีที่ผ่านมา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาลรัฐธรรมนูญสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ระหว่างการสอบสวนข้อหาละเมิดกฎการเลือกตั้ง

สมาชิกรัฐสภาอาเซียนกังวลว่ารัฐบาลทหารไทยได้ใช้กฎหมายปราบปรามหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงข้อหาปลุกระดมและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในการคุกคามและปิดปากผู้วิจารณ์มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2557

การคุกคามนายธนาธร สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลในภูมิภาค

“ผมอยากลองชวนทุกคนให้ยืนเงียบๆ นิ่งๆ เงี่ยหูฟัง พวกเราได้ยินเสียงคร่ำครวญ เสียงความไม่พอใจของผู้คนข้างนอกหรือไม่ คสช.วันนี้กำลังอยู่ในช่วงขาลง คสช.และเผด็จการคืออาทิตย์กำลังอัสดง

ไม่ว่าความพยายามสืบทอดอำนาจด้วยการดึง ส.ส.จากพรรคอื่น หรือสกัดผมไม่ให้เข้าสภา แสดงถึงความสิ้นหวัง ดิ้นรนครั้งสุดท้ายของระบอบเผด็จการ

พวกเขาต้องการให้วันนี้เป็นเมื่อวาน เพื่อเสวยสุขบนความทุกข์ของประชาชนต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาคือความมืด พวกเราคือแสงสว่าง อนาคตใหม่ขออาสาเปิดประตูสู่รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ ธนาธรขอเป็นนายกฯ เพื่อหยุดยั้งระบอบ คสช. หยุดยั้งระบอบเผด็จการ”

ธนาธรกล่าวในการแถลงหลังรับทราบมติศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตการยื่นคำร้องของ กกต.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ รวบรัดไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากคณะกรรมการสืบสวนชุดเล็ก กกต. ยังสืบสวนหาข้อเท็จจริงไม่เสร็จสิ้น แต่ กกต.ใหญ่กลับส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยไม่รอ

ก่อนหน้านี้ กกต.เคยเรียกนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปตอบข้อร้องเรียน จดหมายมาถึงวันที่ 22 เมษายน ตอนบ่าย ให้ไปให้ปากคำวันที่ 22 เมษายนตอนเช้า ซึ่งไม่มีใครทำได้ จากนั้นวันที่ 23 เมษายน กกต.ก็แจ้งข้อกล่าวหาทันที โดยฝ่ายตนไม่มีโอกาสได้ชี้แจง

ธนาธรยังหยิบยกกรณีหุ้นของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ที่ใช้เวลา 417 วันนับจาก กกต.ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาเทียบเคียงกับกรณีตนเอง ซึ่งใช้เวลาเพียง 53 วัน

 

ต่อแถลงการณ์กลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนฯ ธนาธรย้ำว่า การใช้กฎหมายขัดขวางการเข้าปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ในสภา รวมถึงการตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของตนและพรรค แต่เกี่ยวพันถึงอนาคตประเทศ

ความพยายามอย่างเป็นระบบของระบอบรัฐประหาร สกัดกั้นอนาคตใหม่ไม่ให้ทำงานการเมือง ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศจับตามองว่ารัฐบาล คสช.ไม่ตั้งใจจริงที่จะคืนระบอบประชาธิปไตยให้ประเทศไทย

ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล เมื่อการเลือกตั้งถูกมองว่าไม่เสรีและเป็นธรรม รัฐบาลที่จะตั้งขึ้นเพื่อสืบทอดระบอบรัฐประหารก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ ไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกได้ ความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหลังเลือกตั้งก็จะไม่เป็นจริง

แต่เราไม่หมดหวัง อนาคตใหม่พยายามทุกวิถีทาง ทำงานทั้งในและนอกสภา เพื่อนำประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญผลักดันให้ธนาธรกลับมาอยู่บนทางสองแพร่ง หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวในนามพรรคการเมืองในสภาต่อไป หรือในนามภาคประชาชนบนท้องถนน คำตอบจากหัวหน้าอนาคตใหม่ก็คือ

การได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ดีที่สุด สงบสุขที่สุด คือการกระทำผ่านรัฐสภา เราเชื่อมั่น ไม่อย่างนั้นคงไม่ตั้งพรรคการเมือง เราต้องการดึงศรัทธาประชาชนกลับมาที่รัฐสภา เพราะถ้าประชาชนไม่ศรัทธา มองว่ารัฐสภาแก้ปัญหาไม่ได้ ก็จะเรียกร้องให้กองทัพเข้ามาแทรกแซง

ที่ผ่านมาประชาธิปไตยถูกมองเป็นต้นตอปัญหา การรัฐประหารเป็นทางออก เราต้องบอกว่าไม่ใช่ เพราะรัฐสภาเป็นที่อันทรงเกียรติ เหมาะสมที่สุดที่จะแก้ปัญหา พาประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตย

เราจะต่อสู้ให้สุดทางและยังไม่หมดหวัง

คำตอบของธนาธรชัดเจน ไม่บุ่มบ่ามหรือใช้แต่อารมณ์

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าจะทำอย่างไรต่อ หากฝ่ายประชาธิปไตยและอนาคตใหม่ต่อสู้ในรัฐสภาจนสุดทาง แต่ก็ยังไม่สามารถนำพาประเทศคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จนั้น

เป็นหน้าที่ของสังคมต้องช่วยกันค้นหาคำตอบ

บทความก่อนหน้านี้ตั้งรัฐบาลใหม่ลากยาว สะเทือนงบประมาณปี “63 ฉุดเศรษฐกิจ-เมกะโปรเจ็กต์
บทความถัดไปจรัญ พงษ์จีน : ศึกในคุกรุ่น ต้อนรับ “รัฐบาลประยุทธ์ 2”