อนุสรณ์ ติปยานนท์ : เดินฝ่าหมอกแบบหลงทาง

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

เมืองในหมอก (5)

วินาทีที่นายหมอกสีเทาเห็นภาพของหญิงสาวผู้นั้น เขาเกิดอาการสงสัยและเคลือบแคลง หน้ากากป้องกันมลพิษรุ่นดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำออกจำหน่าย มันนอนรออยู่ในห้องเก็บตัวอย่าง มันนอนรอการอนุมัติจากผู้มีอำนาจอย่างอดทน

เป็นไปได้อย่างไรที่หญิงสาวผู้นี้จะมีหน้ากากรุ่นที่ว่า

วินาทีนั้นเองที่เขานึกถึงการโจรกรรม การขโมย การปล้นชิง หรือการกระทำใดๆ ก็ตามที่ฉกฉวยสิ่งของจากโรงงานของเขา

แต่ด้วยรูปร่างอันบอบบางของเธอ แต่ด้วยใบหน้าของเธอที่แม้จะถูกปกคลุมด้วยหน้ากากมลพิษก็ยังคงความงามให้ได้คาดเดา

หญิงสาวผู้นี้คงไม่ได้ลงมือโจรกรรม ขโมย ปล้นชิงหรือทำสิ่งผิดเหล่านั้นเพียงลำพัง

เธอจะต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยเป็นแน่ เขาตัดสินใจลางานในบัดดล เขาตัดสินใจที่จะติดตามหญิงสาวผู้นั้นไป

และในรุ่งเช้าของวันนั้นเอง ชายผู้หนึ่งที่สวมใส่หน้ากากป้องกันมลพิษที่ยังไม่ได้รับการรับรองออกเดินตามหญิงสาวผู้หนึ่งที่สวมใส่หน้ากากป้องกันมลพิษที่ยังไม่ได้รับการรับรองไปตามท้องถนนในเมืองที่เต็มไปด้วยหมอกควันสีเทา

หญิงสาวผู้นั้นออกเดินไปอย่างช้าๆ เห็นได้ชัดว่าอุบัติเหตุก่อนหน้านั้นทำความลำบากไม่น้อยให้แก่ร่างกายและการก้าวเดินของเธอ

ขาของเธอใช้งานได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

นายหมอกสีเทาผู้ที่เดินติดตามเธอมานึกถึงการตักเตือนเธอว่าเธอควรตรงไปที่โรงพยาบาลสักแห่งเพื่อรับการตรวจร่างกายเท่าที่จำเป็น

เธออาจมีแค่การบาดเจ็บภายนอก หรือเธออาจมีการบาดเจ็บภายใน มีแต่การตรวจร่างกายอย่างละเอียดเท่านั้นที่จะบอกเธอได้

แต่แล้วนายหมอกสีเทาก็ละเลิกความตั้งใจ เขานึกถึงโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยผู้ป่วยจากโรคของทางเดินหายใจ

เขานึกถึงทุกมุมของโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยรอยู่ ไม่มีแผนกอื่นอีกต่อไปในโรงพยาบาลขนาดเล็กยกเว้นแต่แผนกที่เกี่ยวข้องกับโรคของทางเดินหายใจ

แม้ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็มีแพทย์ในแผนกอื่นน้อยเต็มที และแพทย์เหล่านั้นก็มีไว้เพียงเพื่อช่วยเหลือแพทย์ในแผนกของโรคทางเดินหายใจ

ผู้คนล้มตายด้วยโรคนี้ก่อนที่จะมีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคอื่น

ดังนั้น การบอกให้เธอไปยังโรงพยาบาลจึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย เว้นเสียแต่ว่าหมอกควันสีเทาที่รุกรานเมืองแห่งนี้จะอันตรธานไป

 

ครั้นแล้ว นายหมอกสีเทาก็คิดถึงอุดมการณ์ของเขา ถ้าเขาสามารถคิดค้นหนทางกำจัดหมอกควันสีเทาได้อย่างที่ตั้งใจ เมืองเมืองนี้ก็จะกลับคืนสู่ความสุขสงบ

มันอาจไม่ใช่ความสุขสงบที่หมายถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย อาชญากรรมยังคงมีต่อไป

การเอารัดเอาเปรียบระหว่างพ่อค้า นายทุน ต่อผู้บริโภคตัวเล็กตัวน้อยยังมีต่อไป

การนอกใจภรรยาหรือสามียังคงมีต่อไป

การขับรถฝ่ากฎจราจรคงยังมีต่อไป

ความผิดพลาดจากกระบวนการยุติธรรมยังคงมีต่อไป

ความสิ้นหวังต่อชีวิตอันเนื่องจากความรักยังคงมีต่อไป

แต่ทั้งหมดนี้ยังคงมีต่อไปโดยปราศจากหมอกควัน ผู้คนใช้ชีวิตไปตามปกติ มีทั้งสุข ทั้งทุกข์

แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น พวกเขาใช้ชีวิตที่อยากจะใช้ ไม่ใช่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจเหนือที่มองไม่เห็น ภายใต้อำนาจเหนือที่ขจัดไม่ได้ ภายใต้อำนาจเหนือที่ทุกคนต้องรับมือกับมันผ่านทางหน้ากากป้องกันมลพิษและทำให้ทุกคนเหลือเพียงบางส่วนของใบหน้าให้ได้พบเห็นกันในที่สาธารณะ

ชีวิตแบบนี้ไม่ใช่ชีวิตที่ดี

แม้จะเรียกว่าเป็นชีวิตก็ยังน่าเคลือบแคลงยิ่งนัก

 

หญิงสาวผู้นั้นยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยจังหวะการเดินที่ไม่สมบูรณ์ นายหมอกสีเทาเดินตามเธอไปอย่างช้าๆ เขาทำตัวเสมือนหนึ่งดังคนที่หลงอยู่ในหมอกและออกเดินดุ่มไปแบบไร้เป้าหมาย

อันที่จริงแล้วแทบทุกคนในเมืองนี้ล้วนเป็นคนที่หลงอยู่ในหมอกและออกเดินไปแบบดุ่มเดินไร้เป้าหมายทั้งสิ้น

นอกจากบ้าน ที่พัก สถานที่ทำงานและสถานที่สำคัญสำหรับซื้อหาสิ่งของที่จำเป็นแล้ว พวกเขาไม่อาจจดจำสถานที่อื่นได้อีก

ไม่มีสวนสาธารณะ ไม่มีการออกกำลังกาย ไม่มีต้นไม้สีเขียว มีแต่ต้นไม้สีดำ และเมื่อไม่มีต้นไม้ ย่อมไม่มีผัก ไม่มีพืชใบเขียวให้ได้เก็บกิน

พืชที่เป็นอาหารในยามนี้ถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการสังเคราะห์แสงด้วยแสงประดิษฐ์

สัตว์ที่ใช้เป็นอาหารก็เช่นกัน หมู วัว ปลา ทั้งหมดนี้ถูกเลี้ยงภายใต้ห้องปฏิบัติการ

อาหารที่ผู้คนในเมืองกินนั้นล้วนเป็นอาหารที่ได้มาจากห้องปฏิบัติการ

พวกเขาต่อสู้กับมลพิษทางอากาศและรับเอาอาหารประดิษฐ์ที่แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตแต่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตเทียม คุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองจึงเสมือนกับสิ่งมีชีวิตที่หายใจภายใต้มลพิษและกินอยู่ภายใต้ความหลอกลวง

หญิงสาวผู้นั้นรู้สึกตนแล้วว่าการเดินของเธอผิดปกติ น่าจะมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อของเธอแล้ว

เธอคิดถึงการเดินทางไปตรวจอาการบาดเจ็บนั้นที่โรงพยาบาล

แต่แล้วเมื่อนึกถึงผู้คนจำนวนมากที่รอการตรวจอยู่ที่นั่น ผู้คนที่เจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เธอก็ล้มเลิกความคิดลง

อยู่ภายนอกด้วยร่างกายที่สมประกอบยังดีกว่าการเสี่ยงเป็นโรคทางเดินหายใจด้วยร่างกายที่สมบูรณ์

เธอพยายามฝืนเดินต่อไป จากตำแหน่งที่เธออยู่เธอน่าจะถึงห้องวิจัยของเธอได้ภายในเวลาสิบห้านาที

แต่จังหวะก้าวที่ช้าลงนี้ทำให้เธอคิดว่าเธอคงไปถึงมันได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง

เธอไม่เคยไปทำงานสาย แต่ช่างมันเถิด จะเร็วหรือช้าเพียงครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง เธอก็ไม่คิดว่ามันจะมีผลอะไรต่อเมืองแห่งนี้ ต่อผู้คนในเมืองแห่งนี้ ในเมืองที่สิ้นหวัง ที่มีผู้คนที่สิ้นหวัง

ซึ่งรวมถึงเธอด้วย

 

ช่างน่าแปลกที่แม้ว่าเธอจะอยู่ในกลุ่มคนที่เปรียบเสมือนดังมันสมองของผู้คน แต่เธอกลับตกอยู่ในสภาวะที่สิ้นหวัง

ทุกอย่างที่เธอทำ ที่เธอลงมือค้นคว้า ลงมือวิจัย

เธอไม่มีความเชื่อมั่นในมันเลยว่ามันจะเป็นหนทางที่ใช้ต่อสู้และรับมือกับหมอกคันสีเทานี้ได้

โครงการแล้ว โครงการเล่าที่เธอเคยร่วมมือ เธอพบว่ามันจบลงที่เป็นเพียงรายงานการวิจัยที่ไม่อาจใช้ปฏิบัติการได้จริง

กองกระดาษเหล่านั้น แฟ้มเอกสารเหล่านั้น ข้อความเหล่านั้นไม่ว่าจะถูกกักเก็บในรูปแบบใด มันจะถูกพลิก ถูกตรวจสอบ ถูกอ่านก็เพียงแค่ครั้งหรือสองครั้งพอเป็นพิธี ก่อนที่จะถูกลืมและถูกทอดทิ้งไปในที่สุด

ไม่มีใครอยากเสียเวลากับสิ่งที่ไร้หวัง

พวกเขาจะมุ่งหน้าไปสู่โครงงานใหม่ ปลุกปลอบหัวใจว่าต้องมีสักวันที่พวกเขา บุคคลทั้งหลายที่เป็นสุดยอดมันสมองของผู้คนจะค้นพบได้ว่าอะไรคือหนทางที่ใช้จัดการกับหมอกควัน

เมืองทั้งเมืองมีนักวิจัยที่มากเกินพอ หากมีใครจะถามเธอถึงความเห็นเช่นนั้น และเมืองทั้งเมืองมีนักวิจัยที่ใช้การไม่ได้มากและมากเกินพอ

หากมีใครจะถามเธอถึงความเห็นเช่นนั้น และบุคคลที่มากเกินพอเหล่านั้นกลับไม่อาจทำอะไรได้เลย พวกเขาพ่ายแพ้กับหมอกควันตั้งแต่เริ่มต้น พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับหมอกควันตั้งแต่แรกเห็น

สิ่งที่พวกเขาทำอยู่ในยามนี้คือการซื้อเวลาไปวันๆ พวกเขาหลอกลวงตนเองว่าตนเองจะมีวันเอาชนะหมอกควันที่ว่าได้ในที่สุด

แต่ในความเห็นของเธอแล้ว ไม่มีทาง พวกเขาไม่มีทางเอาชนะหมอกควันสีเทานั้นได้เลย

 

ยกตัวอย่างเช่น ในโครงการที่เธอทำ การดักจับหมอกควันสีเทาด้วยขนม โครงการที่ว่านี้ถูกนำเสนอโดยนักวิจัยคนหนึ่งที่ชอบกินของหวาน เขาเพียงอยากทดลองทำของหวานในรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นกิน เพียงเหตุผลเท่านี้เองที่ทำให้เขาคิดโครงการนี้ขึ้นมา

ในช่วงเวลานี้ใครๆ ก็สามารถนำเสนอโครงการที่ตนเองอยากทำขึ้นมาได้ เงินจำนวนมหาศาล กองทุนจำนวนมหาศาลที่รอการใช้จ่าย

เมืองทั้งเมืองอยู่ได้ด้วยความหวัง เมืองทั้งเมืองอยู่ได้ด้วยการฝากความหวังไว้กับกลุ่มคนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นสุดยอดมันสมองของผู้คน แต่พวกเขากลับไม่รู้เลยว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่สุดแล้วเป็นกลุ่มคนที่สิ้นหวังพวกเขาไม่มีอุดมการณ์ พวกเขาไม่มีความใฝ่ฝันที่จะเอาชนะหมอกควันสีเทา

พวกเขาเพียงแต่ดำรงชีพไปวันๆ ด้วยเงินจำนวนมหาศาลและโครงการที่ไม่มีวันสำเร็จ

พวกเขาไม่ต่างจากจอกแหนที่ลอยน้ำไปเรื่อยๆ ภาพที่ทุกคนเห็นคือใบอันเขียวชอุ่มของจอกแหนเหล่านั้น

แต่ลึกลงไปในน้ำรากของจอกแหนเหล่านั้นกำลังเปื่อยเน่าอย่างช้าๆ

 

สิ่งที่เธอรู้ดีว่าเธอเองก็สูญเสียไปคืออุดมการณ์

การที่ใครสักคนจะมีอุดมการณ์ได้นั้น พวกเขาย่อมต้องมีความปรารถนาที่จะกระทำการอะไรบางอย่างเพื่อบุคคลอื่น

พวกเขาจำเป็นต้องมีแรงปรารถนาอันไปพ้นจากตัวตนของตนเอง เป็นศรัทธา เป็นความเสียสละ เป็นความไม่สิ้นหวังต่อผู้คน

แต่หมอกควันสีเทากักกันพวกเขาออกจากผู้คน ครั้งสุดท้ายมันเนิ่นนานเท่าใดแล้วที่เธอถูกกอด ถูกสัมผัสจากมนุษย์ที่อบอุ่น

นี่คือรากเหง้าสำคัญของอุดมการณ์

อุดมการณ์ต้องยืนอยู่บนความอบอุ่น บนความเห็นอกเห็นใจต่อผู้คนที่ไม่เคยพบเห็นหรือคุ้นเคย เป็นความรู้สึกแผ่กว้างไพศาลไปต่อพวกเขาเหล่านั้น แต่สำหรับกลุ่มคนที่ถูกยกย่องว่าเป็นมันสมองชั้นนำของผู้คน พวกเขาย่อมไม่ต่างอะไรจากคนที่ติดอยู่บนหอคอยงาช้างและยิ่งหอคอยที่ว่านี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบด้วยแล้ว พวกเขาจะมองเห็นอะไรได้เล่า สิ่งที่พวกเขามองเห็นมีแต่ตัวเองเท่านั้น

ตลอดทางเดิน หญิงสาวผู้นั้นขบคิดถึงเรื่องนี้ เธอขบคิดถึงเรื่องอุดมการณ์

จนลืมสังเกตว่าหน้ากากป้องกันมลพิษอันใหม่ที่เธอหยิบมาใช้นั้นทำให้เธอหายใจสะดวกขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย

บทความก่อนหน้านี้“อนุสรณ์” กระตุก “บิ๊กตู่-พปชร.” ถ้าเคารพเสียงประชาชนจริง หัดเกรงใจประชาชนบ้าง
บทความถัดไปหมวดเจี๊ยบ เหน็บ บิ๊กตู่ ย้อนแย้ง เคยไล่จับคนอ่าน1984 ทั้งที่คนเขียนเดียวกันกับ Animal Farm