ในประเทศ : เพื่อไทย-อนค.นำเสนอ จากปิดสวิตช์ 250 ส.ว. ถึงปิดสวิตช์บิ๊กตู่-คสช. กับโปรโมชั่นสุดพิเศษ

ปฏิบัติการปิดสวิตช์ ส.ว. นำเสนอโดยพรรคอนาคตใหม่ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม จวบจนกระทั่งปัจจุบันก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

แม้หลายคนมองว่าเริ่มประสบความยากลำบากมากขึ้นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประเคนเก้าอี้ ส.ส.ให้พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้ไม่ถึง 7.1 หมื่นคะแนน จำนวนถึง 11 พรรค

โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากทั่วทุกสารทิศว่า เป็นการใช้สูตรคำนวณไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128

การใช้สูตรพิสดารคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. ไม่เพียงทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องประกอบไปด้วยพรรคการเมืองมากถึง 27 พรรค

ยังส่งผลต่อโอกาสจัดตั้งรัฐบาลของพรรคฝ่ายประชาธิปไตย 7 พรรค นำโดยเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ที่แต่เดิมคาดว่าจะได้ ส.ส.รวมกัน 255 เสียง ลดลงเหลือ 245 เสียงทันที

ในทางกลับกัน เป็นการเติมเสียงให้พรรคฝ่ายสืบทอดอำนาจ ซึ่งมีพลังประชารัฐเป็นแกนนำ โดยเฉพาะ 11 พรรคเล็กที่ได้รับแจกที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้งที่สอบตกไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ 7.1 หมื่นคะแนน

ก็ล้วนแล้วเป็นพรรคที่มีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยด้วยกันทั้งสิ้น ดังที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในการแถลงจุดยืนร่วมตัวแทน 11 พรรคเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ตรงนี้เองทำให้ปฏิบัติการปิดสวิตช์ ส.ว. จากเดิมที่ไม่ง่ายอยู่แล้ว มีความยากมากขึ้น เพราะเงื่อนไขอันดับแรกที่จะทำให้การปิดสวิตช์ ส.ว.มีความเป็นไปได้ ก็คือพรรคฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องได้เสียงรวมกันน้อยกว่า 126 ที่นั่ง

“การเดินทางต่อไปเป็นทางที่ลำบาก เป็นการเดินทางไกล เป็นการเดินทางขึ้นเขา ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ แต่ถ้าไม่ลุกขึ้นสู้วันนี้ อีก 10 ปีก็จะไม่มีวันถึงเสียที”

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวภายหลัง 11 พรรคเล็กแถลงจับมือกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ

 

ปฏิบัติการปิดสวิตช์ ส.ว.คือการปกป้องหลักการที่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกของ ส.ส.เท่านั้น ไม่ใช่ ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช.

ข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่ก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม นอกจากต้องปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องปฏิเสธพรรคพลังประชารัฐด้วยเนื่องจากเป็นพรรคตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ คสช.ชัดเจน

และภายใต้กลไกรัฐธรรมนูญที่ต้องการใช้เสียง ส.ว.เพื่อสืบทอดอำนาจ ทุกพรรคที่เคยประกาศยืนยันกับประชาชนว่าจะยุติการสืบทอดอำนาจ จึงต้องยกมือรับรองรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเสนอของพรรคการเมืองที่สามารถรวบรวมเสียง ส.ส.ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร หรือ 251 เสียง

ด้วยวิธีการปิดสวิตช์ ส.ว.เช่นนี้ สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลได้เอง โดยไม่อนุญาตให้ ส.ว.เข้ามาแทรกแซง เป็นการยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช. ได้อย่างสันติอีกขั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ยืนยันการสนับสนุนพรรคที่ได้เสียง ส.ส.มากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผู้กำหนดการจัดตั้งรัฐบาล เป็นคนละเรื่องกับการปิดสวิตช์ ส.ว.

เพราะไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็สามารถจับมือกันปิดสวิตช์ ส.ว.ได้ด้วยการผนึกเสียงรวมกันให้ได้มากกว่า 375 เสียง หรือกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา 750 คน ที่แบ่งเป็น ส.ส. 500 คน ส.ว. 250 คน

เพื่อจำกัดการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีให้อยู่แต่ในสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.เข้ามายุ่งเกี่ยว ซึ่งจะเป็นบันไดขั้นแรกนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย

แต่แล้วก็เป็น กกต.ที่คิดค้นสูตรพิสดารทำให้ทุกอย่างพลิกผัน จนหลายคนสงสัยว่ามีอำนาจเหนือกว่าอยู่เบื้องหลังสูตรพิสดารนี้หรือไม่

 

ภายใต้เกมช่วงชิงอำนาจทางการเมือง

ไม่ว่าการจัดตั้งรัฐบาล หรือการปิดสวิตช์ ส.ว. เบื้องต้นเพื่อไทยและอนาคตใหม่พุ่งเป้าการเจรจาไปยัง 2 พรรคตัวแปรสำคัญคือประชาธิปัตย์ที่มีอยู่ 52 เสียง กับภูมิใจไทย 51 เสียงเป็นหลัก เนื่องจากเป็นพรรคที่เคยให้สัญญากับประชาชนก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม ว่าจะต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเคยระบุไว้ชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.และมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่เห็นด้วยและจะไม่ยอมให้ 250 ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชนเป็นผู้กำหนดตัวนายกฯ

แต่ฉากล่าสุด 11 พรรคเล็กที่ได้รับแจก ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก กกต.พรรคละ 1 ที่นั่ง เปิดแถลงลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัย ทำให้สถานการณ์แปรเปลี่ยน

เพราะหมายความว่าพรรคพลังประชารัฐที่มี ส.ส. 115 ที่นั่ง ได้บวกเพิ่มจากพรรคเล็ก 11 ที่นั่ง รวมเป็น 126 ที่นั่ง

หากรวมกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 ที่นั่ง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 ที่นั่ง และพรรคพลังชาติไทย 1 ที่นั่ง เท่ากับว่าตอนนี้พรรคพลังประชารัฐกับพันธมิตร 14 พรรค มี ส.ส.ตุนไว้แล้ว 137 ที่นั่ง

เมื่อนำ ส.ส. 137 ที่นั่งไปรวมกับ ส.ว. 250 คน ก็จะได้ 387 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา 375 เสียง ไป 12 เสียง

ด้วยจำนวนเสียงที่มีอยู่ตอนนี้จึงสามารถปิดสวิตช์พรรคฝ่ายประชาธิปไตย เปิดประชุมรัฐสภาเมื่อใด สามารถโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สืบต่ออำนาจได้ทันที

จากภาพรวมตอนนี้ ยังไม่รวมพรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง กับพรรคชาติพัฒนา 3 เสียง ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะไปร่วมกับขั้วพรรคพลังประชารัฐ

เท่ากับว่าโอกาสจะปิดสวิตช์ ส.ว. สกัดการสืบทอดอำนาจ คสช.เหลือริบหรี่เต็มที

 

หากมองอีกแง่ เหมือนอย่างที่ “ธนาธร” กล่าวแยกแยะไว้ชัดว่า การเชิญชวนทุกพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาร่วมกันปิดสวิตช์ ส.ว. เป็นคนละเรื่องกับการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ที่ช่วงชิงกันอยู่ระหว่างฝ่ายสืบทอดอำนาจ กับฝ่ายประชาธิปไตย

ซีกฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไทยและอนาคตใหม่ทิ้งไพ่เด็ด ยืนยันพร้อมสละเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้พรรคอื่นที่จะมาร่วมอุดมการณ์ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช. นอกจาก 7 พรรคที่ลงสัตยาบันกันไว้แล้ว

การที่เพื่อไทย-อนาคตใหม่เปิดสเปเชียลโปรโมชั่น มีผลทำให้พรรคขั้วที่ 3 อย่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ไม่รีบผลีผลามตัดสินใจไปร่วมกับพลังประชารัฐ ที่กำลังโดนกระแสสังคมถล่มหนัก ตั้งแต่ถูกกล่าวหาอยู่เบื้องหลังสูตรคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. มาจนถึงเรื่องแต่งตั้ง ส.ว. 250 คน ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์อย่างรุนแรง

ถึง คสช.กับพรรคพลังประชารัฐจะไม่ออกอาการสะทกสะท้าน อ้างว่าทุกอย่างเป็นไปตามกติกาในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก

แต่พรรคฝ่ายประชาธิปไตยก็พยายามตอกย้ำ ชี้ให้เห็นว่า ต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียง 250 ส.ว.เป็นกำลังหลัก การจัดตั้งรัฐบาลก็ใช่ว่าจะราบรื่น

เพราะต้องเจอกับปัญหาการต่อรองผลประโยชน์จากพรรคอื่นๆ ที่อาจมีมากถึง 20 พรรค กระทั่งสุดท้ายถึงจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก็จะยังเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่ไม่มีเสถียรภาพและอายุสั้น

เหล่านี้คือสถานการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ในระยะเวลาอันใกล้ การเลือกตั้งครั้งใหม่อาจมาเร็วกว่าที่คาดคิด ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องประเมินให้ดีว่าจะตัดสินใจไปทางไหน อย่างไร ถึงจะเป็นคุณต่อพรรคในอนาคต

แม้การปิดสวิตช์ ส.ว.แทบหมดโอกาส แต่การปิดสวิชต์ คสช. ยังต้องเฝ้าติดตามต่ออีกระยะหนึ่ง อย่างน้อยต้องรอถึงเดือนมิถุนายน ถึงจะรู้ว่าผลออกมาอย่างไร

บทความก่อนหน้านี้อุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : ถูก-ก็แต่ราคา
บทความถัดไปต่างประเทศ : ชะตากรรม “เด็กไร้สัญชาติ” ผลผลิตวิกฤตเวเนซุเอลา