ยุทธภูมิแห่ง “สำนักสวนพลู” เปิดเพื่อนร่วมรุ่นตัวช่วย “บิ๊กอู๊ด” สกัดคลื่นใต้น้ำรอยต่อ “ผบช.สตม.”

“ผมในฐานะผู้บังคับบัญชา จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ใครทำผิดก็ว่ากันตามผิด ตามกฎหมาย ผมสั่งให้หัวหน้าหน่วยดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี… หากหัวไม่ส่าย หางคงไม่กระดิก”

เป็นความตอนหนึ่งที่ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลั่นวาจาไว้ในวันเข้ารับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ สตม. เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่แล้วมา

คำพูดตามสไตล์ตำรวจสายสืบเก่า ไม่ต้องหวือหวา โดยเฉพาะวลีท้ายคงทำเอาใครหลายคนยิ้มแหยๆ นั่งไม่ติดเก้าอี้เป็นแถบ

นับเป็นเวลา 1 เดือนเศษ ตั้งแต่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่งเด้งฟ้าผ่า “เดอะโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม. เก็บเข้ากรุศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ตามคอมโบด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 2/2562 ใช้อำนาจ ม.44 โยกอีกรอบ จับถอดเครื่องแบบตำรวจไปนั่งเก้าอี้ “ที่ปรึกษาพิเศษ” นักบริหารระดับสูงประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ยังมีอีกหลายภารกิจที่ “บิ๊กอู๊ด” เป็นผู้คุมหางเสือ สตม.

แม้ว่า “สำนักสวนพลู” จะมีหัวเรือใหม่แล้ว แต่เชื่อได้ว่ายังมี “คลื่นใต้น้ำ” จากวงนอกที่ส่งแรงกระเพื่อมให้รับรู้ได้เป็นระยะจนพอรู้สึกได้ชัดขึ้นหลังจากวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีบันทึกข้อความสั่งให้ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.ภ.7 ไปช่วยราชการพิเศษที่สำนักสวนพลูแห่งนี้เป็นเวลา 1 ปีเต็ม

เป็นมือเป็นไม้ให้ “บิ๊กอู๊ด” เพื่อนร่วมรุ่น นรต.40

พล.ต.ต.สุรพงษ์รั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจพิสูจน์บุคคลโดยเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ ลายพิมพ์นิ้วมือและภาพถ่ายใบหน้า ซึ่ง ตร.ได้ทำสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์กับกิจการร่วมค้าเอ็มที โดยมีบริษัท เอ็มเอสซี สิทธิผล จำกัด เป็นตัวแทนหลัก ชนะประมูลผ่านระบบอีบิตดิ้ง ที่มีกระทรวงการคลังเป็นตัวกลางตรวจสอบ มีกำหนดส่งมอบงานภายใน 660 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาเมื่อราวปี 2559 ซึ่งจะตรงกับวันที่ 2 พฤษภาคม ปี 2562 รวมวงเงินงบประมาณ 2,116 ล้านบาท

จังหวะนี้เองกลับมีกระแสข่าวลือจากคนบางกลุ่ม ที่หยิบยกขึ้นมาตีโต้ในเชิงไม่ไว้วางใจ ทั้งยังอ้างอิง “คนในอดีต” หวังดิสเครดิตจนเป็นศึกทางข้อมูลให้ร้าวฉาน

สําหรับไบโอเมตริกซ์หรือข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล คือเทคโนโลยีใช้ยืนยันตัวบุคคลด้วยข้อมูลชีวภาพที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว เชื่อมเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ด้วยกัน

ข้อดีสำหรับผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ความจำ หรือถือบัตรผ่านใดๆ สร้างความสะดวกรวดเร็ว ป้องกันบัตรผ่านสูญหาย และยังยากที่จะถูกสวมรอย ส่วนข้อดีสําหรับองค์กรหรือบริษัท ที่แน่ๆ คือช่วยลดต้นทุนการจัดการ

กล่าวโดยสรุปอย่างเข้าใจง่าย ก็เหมือนฟังก์ชั่นบนโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ที่บันทึกข้อมูลเจ้าของมาใช้ปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ด้วยลายพิมพ์นิ้วมือ แม้กระทั่งใบหน้า

“เรามาก็ไม่รู้ตัว อาจเพราะเป็นคนนอกที่ไม่เกี่ยวอะไร จึงเหมาะสมที่จะมาตรวจสอบให้ตรงไปตรงมา เพราะไม่มีใครทาบทามมา เชื่อว่าที่ถูกย้ายมาช่วยราชการคงเป็นเพราะไม่มีใครรู้จัก เป็นที่ไว้วางใจได้ของผู้บังคับบัญชา และพี่อู๊ดก็เป็นคนตรงๆ เราก็ตรงๆ น่าจะประสานมาตรวจสอบไม่ให้นอกลู่นอกทางกันง่าย” พล.ต.ต.สุรพงษ์พูดคุยกันถึงการเข้ารับตำแหน่งช่วยราชการ สตม. ก่อนจะครบกำหนดการตรวจรับพัสดุไบโอเมตริกซ์ในงวดที่ 6 ตามสัญญา หลังมีคำสั่งออกมาล่วงหน้าเพียงสัปดาห์เดียว

พล.ต.ต.สุรพงษ์บอกเล่าว่าที่ผ่านมา ส่วนงานวิจัยพัฒนาจากภาครัฐและเอกชนได้เก็บข้อมูลค้นคว้าพบว่ามี 70 ประเทศทั่วโลกแล้วที่นำระบบไบโอเมตริกซ์มาใช้ จนเกิดประสิทธิภาพทั้งในแง่การเดินทางเข้าประเทศผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและงานอาชญากรรม เนื่องจากระบบเดิมอย่างพาสปอร์ตรูปเล่มเพียงอย่างเดียวยังถูกสวมรอยได้ง่าย ขณะที่ระบบใหม่ซึ่งเรารับมาจากประเทศเยอรมนี จะต้องเก็บข้อมูลจำเพาะบุคคล นอกจากรูปใบหน้าแล้วยังต้องใช้ลายนิ้วมือทั้งสิบ เหมือนทะเบียนประวัติอาชญากรรม ฉะนั้น เหล่าคนไม่ดีคงจะรอดได้ยาก

จากรายงานระบุว่า ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลไบโอเมตริกซ์จะถูกติดตั้งทั้งหมด 1,843 จุดทั่วประเทศ ตามด่านตรวจคนเข้าเมืองขาเข้าและออก แม้กระทั่งด่านตำรวจน้ำ ด่านตามเมืองต่างๆ และอีก 16 สนามบิน ซึ่งติดตั้งพร้อมทดสอบระบบเรียบร้อยแล้ว 10 แห่ง คือ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.สุราษฎร์ธานี บนเกาะสมุย และสนามบินแม่ฟ้าหลวง (จ.เชียงราย) เป็นต้น

ในที่นี้บางแห่งก็เริ่มใช้งานแล้ว และยังอยู่ระหว่างทดสอบอีก 6 แห่ง

พล.ต.ต.สุรพงษ์ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจรับพัสดุไบโอเมตริกซ์ว่าเกิดความล่าช้า เนื่องจากบริษัทเอกชนผู้รับเหมาได้ทำหนังสือชี้แจงว่าท่าอากาศยานบางแห่งยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงต่อเติม ทำให้ไม่สามารถเข้าไปติดตั้งระบบได้ทันวันรับมอบงวดที่ 6 ในวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นเหตุสุดวิสัย จึงขอขยายเวลาส่งมอบพัสดุออกไปอีก 110 วัน ตามระเบียบข้อบังคับการจัดซื้อส่งมอบครุภัณฑ์

“ซึ่งข้อมูลตรงกับที่บริษัทโทรคมนาคม ที่เข้าไปติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งว่า ท่าอากาศยานแห่งนั้นกำลังปรับปรุงพื้นที่ทำให้ไม่สามารถส่งมอบได้ตามกรอบระยะเวลา แต่ยืนยันว่ายังไม่มีการยกเลิกสัญญาว่าจ้างกับบริษัทเอกชนรายนี้แน่นอน” พล.ต.ต.สุรพงษ์กล่าว

และเสริมว่า ทั้งนี้ หากว่าบริษัทไม่สามารถส่งมอบครุภัณฑ์ได้ตามกำหนดแม้จะขยายเวลาให้แล้วก็จะต้องถูกปรับถึงวันละ 5 ล้านบาท โดยระหว่างนี้ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้หารือแนวทางการทำงานต่อที่ประชุมเพื่อเสนอพิจารณาอนุมัติขยายเวลาโดย ผบ.ตร.ต่อไป

ยังมีคำบอกกล่าวของเจ้าหน้าที่รายหนึ่งซึ่งได้เข้าร่วมทดสอบระบบที่ท่าอากาศยานในโครงการติดตั้งระบบไบโอเมตริกซ์นี้ด้วยว่า เครื่องมือสามารถใช้งานได้ตามปกติ เพียงแต่มีข้อจำกัดทางกายภาพ กล่าวคือ เครื่องตรวจอัตลักษณ์สูงใหญ่ไป เมื่อเทียบกับขนาดตัวคนใช้ ปัญหาปลีกย่อยอื่นคือ ทางหน่วยงานยังไม่สามารถส่งพื้นที่คืนได้เนื่องจากเป็นส่วนราชการ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ ตม.บางส่วนเข้าใจว่าพัสดุยังไม่ได้ส่งมอบ เกรงจะเกิดความเสียหายจึงยังไม่ได้เปิดใช้งานเพื่อทดสอบระบบ

แน่นอนว่าโครงการจัดซื้อพัสดุราคาหลักพันล้านนี้ ย่อมมีข้อครหาเรื่องความโปร่งใสเป็นธรรมดา ซึ่งโครงการที่ว่า แต่เดิมทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นแม่งานที่เสนอเรื่องขึ้นมา ไม่ใช่หน่วยงานใดเพียงหนึ่งแห่งที่จะเป็นเจ้าภาพคนเดียว

สำหรับ “ไบโอเมตริกซ์” สตม.ได้ดำเนินการเรื่อยมาตั้งแต่สมัย พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.ในขณะนั้น ต่อเนื่องมายัง พล.ต.ท.สุทธพงษ์ วงษ์ปิ่น และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล จนถึงปัจจุบัน

บทความก่อนหน้านี้พช. ดันเที่ยวอีสาน ชวนสัมผัสเสน่ห์ 20 จังหวัด 84 หมู่บ้าน ใต้แนวคิด “ม่วนคัก ฮัก ISAN”
บทความถัดไปMQDC จับมือ CBRE แต่งตั้งเป็นตัวแทนขาย “วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท” มูลค่ากว่า หมื่นล้านบาท ลักชัวรี่คอนโดบนทำเลใจกลางกรุง