เศรษฐกิจ / แจกต่อไม่รอรัฐบาลใหม่แล้วนะจ๊ะ อัดมาตรการภาษี หว่านเงินคนจน 2 หมื่นล้าน ดูแลเศรษฐกิจไตรมาส 2 ส่งท้าย คสช.

เศรษฐกิจ

 

แจกต่อไม่รอรัฐบาลใหม่แล้วนะจ๊ะ

อัดมาตรการภาษี

หว่านเงินคนจน 2 หมื่นล้าน

ดูแลเศรษฐกิจไตรมาส 2 ส่งท้าย คสช.

 

เศรษฐกิจไตรมาส 2 มีสัญญาณอ่อนตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 1 และคาดว่าครึ่งปีแรก 2562 เศรษฐกิจไทยจะโตได้เพียง 3% จากปี 2561 โตได้ถึง 4.1%

จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณไม่ดี ทำให้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นั่งไม่ติดเก้าอี้ แม้จะเหลือเวลาในการทำงานรัฐบาลชุดนี้อีก 1-2 เดือน นัดประชุมทีมผู้บริหารกระทรวงการคลังช่วงหลังสงกรานต์ และสั่งให้ออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 30 เมษายน 2562

ผลประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2562 วงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยการอัดฉีดเงินให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถือบัตรสวัสดิการ 14.6 ล้านคน รวมวงเงิน 13,200 ล้านบาท มี 4 มาตรการ ประกอบด้วย

  1. เพิ่มวงเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการทุกคนเพื่อนำไปซื้อของร้านธงฟ้า 500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน จากเดิมได้รับเดือนละ 200 บาท สำหรับผู้มีรายได้เกิน 3 หมื่นบาท-1 แสนบาทต่อปี และได้รับ 300 บาท สำหรับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี โดยมาตรการนี้ใช้เงินรวม 6,600 ล้านบาท
  2. แจกเงินให้ผู้ปกครองเพื่อซื้อชุดนักเรียน-อุปกรณ์การเรียนในระดับชั้นไม่เกินมัธยม คิดเป็น 2.7 ล้านคน วงเงินคนละ 500 บาทต่อบุตร 1 คน โดยสามารถกดเป็นเงินสด หรือนำไปรูดซื้อของในเดือนพฤษภาคม วงเงินรวม 1,350 ล้านบาท
  3. แจกเงินช่วยเหลือค่าปุ๋ยให้เกษตรกร 4.1 ล้านคน คนละ 1,000 บาทครั้งเดียวในเดือนพฤษภาคม วงเงินรวม 4,100 ล้านบาท
  4. แจกเงินกับคนพิการเดือนละ 200 บาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กันยายน 2562 มีคนพิการรับเงินประมาณ 1.16 ล้านคน ใช้เงินประมาณ 1,160 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษี 6 มาตรการ คาดว่าทำให้รัฐสูญรายได้กว่า 8 พันล้านบาท ประกอบด้วย

  1. ลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬาไม่เกิน 15,000 บาท ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2562 คาดว่าทำให้สูญรายได้ 1,500 ล้านบาท
  2. ลดหย่อนภาษีสำหรับซื้อสินค้าโอท็อป 15,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562 คาดว่าทำให้สูญรายได้ 150 ล้านบาท
  3. ลดหย่อนภาษีจากการซื้อหนังสือและอีบุ๊ก 15,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2562 คาดว่าทำให้สูญรายได้ 2,256 ล้านบาท
  4. ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวสำหรับเมืองหลัก 15,000 บาท และเมืองรอง 20,000 บาท โดยรวมทั้ง 2 ส่วนต้องไม่เกิน 20,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562 คาดว่าทำให้สูญรายได้ 1,000 ล้านบาท
  5. ลดหย่อนภาษีซื้อบ้านหลังแรก 2 แสนบาท สำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท มีเงื่อนไขโอนภายในปีนี้ คาดว่าทำให้สูญรายได้ 1,300 ล้านบาท
  6. มาตรการสำหรับนิติบุคคลหักรายจ่ายลงทุนในอี-แท็ค 2 เท่า ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน-31 ธันวาคม 2562 คาดว่าจะสูญรายได้ 2,370 ล้านบาท

 

เหตุผลที่ต้องเร่งออกมาตรการโดยไม่รอรัฐบาลใหม่ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล และกระทรวงการคลัง ระบุว่า ไม่อยากให้เศรษฐกิจแย่ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ จากการส่งออกในเดือนมีนาคม 2562 ติดลบ 4.88% เมื่อเทียบเดือนมีนาคมปีก่อน ส่งผลให้ไตรมาสแรกลบ 1.64% ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวล

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท.ปรับลดเป้าหมายส่งออกเหลือเพียง 3% และรู้สึกเป็นกังวลกับการส่งออกในปีนี้มาก เพราะด้วยเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และไทยยังไม่มีรัฐบาลใหม่ รวมถึงเจอปัญหาภัยแล้งกระทบถึงผลผลิตสินค้าเกษตร

และล่าสุด นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ตัดสินใจประกาศปรับคาดการณ์ส่งออกลงเหลือแค่ 2.1% จากคาดการณ์ไว้เดิมที่ 3.1% โดยการส่งออกต่อเดือนนับจากนี้ต้องมีมูลค่าเฉลี่ย 21,560 ล้านเหรียญสหรัฐ!!

หลายสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจ ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงล่าสุดต่ำลงทุกเดือน ส่วนใหญ่มองว่าจะโต 3.8% แต่มีบางสำนักมองจะเหลือเพียง 3.5% จากปี 2561 โตได้ถึง 4.1%

หากเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 4% ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่กระทรวงการคลังมองไว้ และในการจัดทำตัวเลขด้านงบประมาณ คาดการณ์รายได้ การกำหนดงบสมดุล กระทรวงการคลังอิงตัวเลขว่าเศรษฐกิจต่อจากนี้ไปต้องโตอย่างน้อยปีละ 4%

 

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากตัวเลขการส่งออกในเดือนมีนาคม ทำให้ สศค.เป็นห่วงเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ดังนั้น จำเป็นต้องออกมาตรการมาดูแลเฉพาะในช่วงนี้ โดยเงินที่นำมาใช้นั้นถูกหมุนในระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 2-3 รอบ “มาตรการล่าสุดคงยังไม่ใช่ยาแรง เนื่องจากเศรษฐกิจตกลงไปไม่มาก จึงออกมาตรการมาแค่พยุง เพื่อดูแลไม่ให้ต่ำไปกว่านี้ เพราะถ้าปล่อยให้ลงไปมากกว่านี้ ต้องใช้งบประมาณที่มากขึ้น”

ทั้งนี้ การอัดฉีดเงินให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการกว่า 13,200 ล้านบาทนั้น จะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น 0.1% โดยปีนี้ สศค.คาดว่าเศรษฐกิจจะโต 3.8% โดยครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้เพียง 3% คาดว่าครึ่งปีหลังโต 4.5-4.6% เป็นการปรับลดลงจากเดิมที่ สศค.คาดว่าจะโต 4% เป็นผลจากการส่งออกคาดว่าปีนี้ลดเหลือเพียง 3.4% จากเดิมคาดว่าขยายตัว 4.5%

ส่วนหลังจากนี้จะมีมาตรการใหม่เพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายลวรณให้ความเห็นว่า คงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 2 และสถานการณ์ส่งออกว่าจะเป็นอย่างไร รวมถึงรอดูผลของมาตรการ และต้องรอนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม หากส่งออกดีขึ้น อาจทำให้เศรษฐกิจปีนี้กลับมาขยายตัวถึง 4%

 

เมื่อเดือนมีนาคม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดตัวเลขประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2562 ลงเหลือ 3.8% จากเดิมประเมินไว้ 4.0% เป็นผลจากการส่งออกสินค้าคาดว่าจะลดลงเหลือ 3% จากเดิมคาดว่าจะโต 3.8% โดยผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณว่าจะปรับเป้าหมายเศรษฐกิจลงอีก รอบของการปรับเป้าหมายของ กนง.คือเดือนมิถุนายน 2562

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินตัวเลขเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แนวโน้มในปี 2562 คาดว่าจะโต 3.5-4.5% โดยมีค่ากลาง 4% ซึ่ง สศช.จะประเมินตัวเลขใหม่ในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมๆ กับการประกาศตัวเลขจริงไตรมาส 1 ซึ่งมีแนวโน้มปรับเป้าหมายตัวเลขทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายเดิม ตาม สศค.และ ธปท.

ส่วนภาคเอกชน มองตัวเลขทิศทางเดียวกับภาครัฐ โดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนมองว่าในปีนี้เศรษฐกิจโตในกรอบ 3.5-4% จากปีที่แล้ว 4.1% สำหรับการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ยังยืนเป้าไว้ที่ 8% นั้น เอกชนมองว่าจะโตได้ 4-5%

แต่มีเอกชนบางรายมองว่าจะโตเพียง 2% เท่านั้น

 

ด้านนายเจริญ วังอนานนท์ อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นที่ออกมาอาจดูน้อยไปหน่อย เพราะทุกครั้งใช้มากกว่านี้ สิ่งที่อยากเห็นคือมาตรการใหม่ๆ ที่จะมาช่วยเศรษฐกิจ โดยเป็นการกระตุ้นอย่างยั่งยืน เพราะเท่าที่ดูรัฐบาลยังใช้มาตรการเดิมๆ

ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังมีแนวคิดแจกเงินคนละ 1,500 บาท สำหรับประชาชน 10 ล้านคนวงเงินรวม 15,000 ล้านบาท เพื่อนำไปเที่ยวเมืองรอง แต่ล้มไปเพราะมีเสียงวิจารณ์มาก

   ดังนั้น คงต้องติดตามว่าวงเงินใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ 13,200 ล้านบาท จะเพียงพอพยุงเศรษฐกิจตามที่ภาครัฐหวังไว้หรือไม่ หรือจะเหมือนคำสบประมาทของภาคเอกชนว่าไว้ “ผลต่อเศรษฐกิจคงไม่มาก แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

บทความก่อนหน้านี้สมุนไพรมหิดล/คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล มะดัน
บทความถัดไปน้ำตกอิกัวซู อาร์เจนตินา ที่สุดความยิ่งใหญ่แห่งน้ำตก อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล