ทวีปที่สาบสูญ : มีแต่อัมพรเท่านั้น โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์parinyasin@gmail.com

เพลงที่อัมพรร้องยังก้องอยู่ในหูของฉัน เหมือนกับยามฮัมเพลงอยู่ในส้วม และถ้าก้มเอาปากจ่อตุ่ม จะมีเสียงกังวานพิเศษออกมา

ใครกันล่ะ ที่เคยแสดงให้ดูอย่างนั้น…คนอกอิ่มตาเป็นประกายคนนั้นไง…

แพรวพลอย

“นั่งเลย อีพี่ จะกินอะไร”

อัมพรลากเก้าอี้มาให้ แล้วนั่งแหมะลงข้างๆ ทั้งที่โต๊ะมีที่ว่างอีกฟาก

“เจ้านี้อร่อย มีทั้งข้าวทั้งก๋วยเตี๋ยว ขาหมูก็มี”

ฉันนั่งลง พลางเงยหน้าดูป้าย มีหลอดไฟสว่างเหนือรถเข็นคันใหญ่ นึกได้ เหลียวมองรอบตัว เวลากำลังจะโพล้เพล้พลบค่ำ

จะค่ำแล้ว

นี่ฉันอยู่กับอัมพรมานานขนาดนี้เลยหรือ

“…กินอะไรก็ได้” ตอบออกไป

“อีกแล้ว! มึงนี่!” อัมพรฟาดหลังมือฉันดังเพียะ “เพราะอย่างนี้ซี ถึงได้เป็นขี้ข้าเขาอยู่วันยังค่ำ”

ไม่ใช่เรื่องแปลกกับคำพูดเช่นนี้ แต่ทั้งที่ตั้งใจอยู่หลัดๆ ว่า เราคงจะต้องดีต่อกัน…แต่แล้ว อัมพรก็ทำฉันสะแม้งใจอีกจนได้

“มันยังไงหรือ เธอไม่เคยเป็นขี้ข้าคนอื่นหรือยังไง”

อัมพรเหลียวกลับมาจ้องหน้าทันควัน

“ทียังงี้ละเถียง”

ฉันจ้องอัมพรกลับบ้าง

อย่างไม่คาดหมาย ฉันรู้สึกถึงอะไรสักอย่างหนึ่งที่ก่อตัวมาจากหนแห่งใดไม่รู้ได้ ในแฉกม่านตาสีน้ำตาลของอัมพรคนปลิ้นปล้อน ทำให้ในท้องน้อยของฉันปั่นป่วนขึ้น

เสียงกลองก้องกังวานมาไกลๆ

ใจฉันหายวูบ หรือเป็นเสียงตกค้างจากวณิพกคู่นั้น

อัมพรยื่นมือมาดึงสมุดกับปากกาจากตัก

“เอาวางบนโต๊ะก็ได้”

มือพาดมาบนต้นขา เป็นนาทีนั้นที่ฉันไหวตัวสะดุ้ง

และสะดุ้งซ้ำอีก เมื่ออัมพรเอนตัวเข้ามาจนผ่าวลมหายใจเป่าใกล้หู

“อีพี่ มึงดูคู่นั้นสิ”

 

คนสองคนยืนจับมือกันอยู่บนทางเท้า…คนหนึ่งผมสั้น อีกคนผมยาว ผิวขาวด้วยกันทั้งคู่ คงไม่ใช่ของแปลกอันใด หากมือที่เกาะเกี่ยวกันไปมานั้น จะไม่ลูบไล้ซอกนิ้วกันอยู่ไปมา

“ไม่เห็นมีอะไร” เลี่ยงออกความเห็นไป

“มึงว่า…มันจะเป็นผัวเมียกันหรือเปล่า”

อัมพรทำให้ฉันสะดุ้งเป็นหนที่สาม

“ไม่รู้…เรื่องของเขา”

“กูว่าใช่” อัมพรกระซิบเสียงใส่หูอีก “คนหนึ่งเป็นปู๊ อีกคนเป็นเมีย”

ฉันลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

“เธอจะกินอะไร จะได้ไปสั่ง”

อัมพรมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ในหน้า ฉันรู้สึกเกลียดชังแววตานั้นขึ้นจนท่วมท้น สมองสั่งว่า ควรจะต้องไปให้พ้นคนน่าเกลียดน่าชังคนนี้โดยเร็ว

“อยากกินของหวาน” อัมพรพูด “แต่เดี๋ยวกลับไปกินที่ห้องก็ได้”

ใบหน้าของอีพี่สร้อยสายลอยเด่นมาทันที

“ป่านนี้ด่าเปิงไปแล้วหรือเปล่า”

“ใคร อะไร” อัมพรขมวดคิ้ว

“…พี่สร้อยสาย”

อัมพรยักไหล่

“ช่างมันสิ กูอยู่ช่วยมันมาขนาดนี้ ไม่หนีทิ้งมันก็บุญแล้ว”

 

ฉันควรจะรู้สึกอย่างไรกับคนอย่างอัมพร ใบหน้าที่น่าชัง นิสัยที่น่ารังเกียจ อีกความประพฤติมากมายที่ได้รู้ได้เห็น…ได้ผ่านมา ฉันควรจะรู้สึกรู้สาและโกรธแค้นกับสิ่งที่หล่อนเคยทำทั้งสิ้นทั้งปวง

หากมีโอกาส ฉันควรจะฟาดฝ่ามือบนใบหน้านั้นสักฉาดด้วยซ้ำไป

อะไรหรือ

อะไรกัน

ที่ทำให้ฉันพบตัวเองอยู่บนฟูกนอน ท่ามแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาเบาบาง มีกลิ่นของลมหนาว…และมวลบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย

คงสักตีสองตีสามได้ ที่เสียงในย่านชุมชนคนค้าขายจะเบาลง ก่อนหน้านั้น กังวานประตูเหล็กหับลงทีละหลัง บางหลังมีเสียงดึงลากข้าวของเคลื่อนที่ มีเสียงร้องทักถามกันบ้าง กระแอมกระไอบ้าง

จนกระทั่งเงียบสงัดในที่สุด

และตอนนั้นเองที่อัมพรเริ่มการเคลื่อนไหว

ตอนนั้นเองที่ฉันต้องค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ

“อีพี่”

ยังมีกลิ่นก๋วยเตี๋ยวที่กินกันมาอยู่เลย ระเหยออกมากรุ่นๆ กับปากที่เคลื่อนมาใกล้ อัมพรดึงชายผ้าห่มคลุมจนถึงขา แต่ไม่พอจะห่มปลายเท้าไว้

หมอนมีสองใบ แต่อัมพรก็เลื่อนหัวเข้ามาใกล้ จนในที่สุดก็หนุนใบเดียวกัน

“อยู่นิ่งๆ ก่อนนะ”

“…เธอจะทำอะไร”

“น่า…” อัมพรตอบเบา “เฉยไว้ ขอกูจับตัวมึงก็พอ”

 

อัมพรค่อยๆ เริ่มต้นมัน โดยที่ฉันไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านอนตัวแข็งทื่อ รู้ว่ามีมือมาจับข้อแขนไว้ แล้วไม่นานนักก็เคลื่อนฝ่ามือเข้ามา

มือประกบกับมือของฉัน เหมือนคนที่เราเห็นบนทางเท้าคู่นั้น อัมพรกดอุ้งมือตัวเอง สอดนิ้วเข้าในร่องนิ้วของฉัน

เด็กสาวหยัดตัวขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังจัดท่าให้ดีที่สุด จากนั้นไม่นาน ฉันก็รับรู้ถึงการเสียดสีเบาๆ บนฟูก อย่างช้าๆ และเร็วถี่ขึ้นในบางจังหวะ กระทั่งเครือเสียงออกมาว่า

“อีพี่ ขยับมาอีกหน่อยได้มั้ย”

ฉันนิ่ง พยายามจะไม่ลืมตา ฉันคิดว่าตัวเองไม่รู้ว่าอัมพรกำลังทำอะไร แต่จิตใจที่ทรยศกลับทำให้หัวใจเต้นแรงอยู่โครมคราม

แต่พอเห็นนิ่ง แทนที่อัมพรจะหยุด กลับพลิกตัวนอนหงาย ถีบผ้าห่ม เลื่อนตัวออกไป

“งั้นอยู่เฉยๆ ล่ะ ขอเวลาเดี๋ยวเดียว”

 

อัมพรนอนแหงนหงาย บนพื้นถัดฟูกนอน มีแสงจันทร์ลอดส่องผ่านปล่องหน้าต่างเข้ามา และตกกระทบบนกาย บางเบา ราวเป็นแพรแสงลูบไล้ ใบหน้าเชิดขึ้นจนหัวกดถูพื้น ปล่อยผมสยาย

อัมพรไว้ผมยาวตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเพิ่งสังเกตในบัดเดี๋ยวนั้น หรือนั่นเองที่ทำให้เคยมีชื่ออื่นว่า “ไหม” ผมดำสนิทที่ยาวสยาย ผิวกายผ่องเผือด

เหมือนไม่ใช่คนเคยรู้จัก

ยินเสียงครางลอดคอมาแผ่วยาว ราวกับเจ็บปวดอยู่เป็นห้วงๆ ข้างใน ปลายเท้าหงิกงอจนแทบแลเห็นเส้นเอ็นเครียดขึง ยิ่งนาน ตาฉันยิ่งปรับได้กับความมืด

แค่ปรายตา ก็ชัดกว่าชัด

ชัดขึ้นทุกที

อัมพรเรียกชื่อของฉัน

“…อีพี่”

ฉันไม่เคยคิดว่า ชีวิตที่ระหกระเหินเดินทางจะได้พบพานถึงเรื่องเช่นนี้ มันควรเป็นสิ่งที่เร้นลับสำหรับตัวเอง ต่อให้เก่งเท่าเก่ง ใครสักกี่คนจะทำได้อย่างอัมพร

“…จับมือหน่อย” กระชั้นเสียงลมหายใจมาอีก

อีพี่สร้อยสายกลับออกไปทันทีที่เรากลับมา หลังคาดโทษว่าอัมพรเอาแต่เถลไถล แล้วบอกว่าจะมาใหม่แต่เช้ามืด เพื่อมาพาเราไป

เมื่อตะวันส่องฉาย ฉันจะได้ขึ้นไปทำงาน…ที่นั่น ซึ่งมันจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้

แต่ในยามนี้ โลกที่มีเพียงฉันกับอัมพร ในห้องนอนแคบๆ บนชั้นสองของตึกเก่าๆ

เด็กสาวสอนให้ฉันรู้ว่า บางเวลา เราจะไม่รู้จักแม้แต่ตัวเอง

 

แต่ฉันยังขลาดเกินกว่าจะทำอื่นใดได้ นอกเสียจากปล่อยให้อัมพรควานมือเข้ามา และตะปบฝ่ามือเข้ากับฝ่ามือฉันอีกแนบแน่น

แผ่นหลังของอัมพรเสียดสีกับพื้นที่มีแต่ฝุ่น น่าจะคันระคาย แต่เส้นผมที่ยาวสยายยังไหวกระเพื่อมอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า

คิดว่าไม่นาน…กลับนาน การที่อัมพรปลดปล่อยเสียงหายใจให้ดังขึ้นเรื่อยๆ ดังขึ้นทุกที ก่อนจะมีเสียงหวีดเบาๆ คล้ายคนทะลึ่งสำลัก

ฉันขบปากตัวเองทันที ยามที่แรงก่อกวนจากอัมพรผ่านทะลุเนื้อตัวร่างกายเข้ามาได้ เหมือนคมมีดกรีดเฉือนจนกล้ามเนื้อเกร็งขึงขึ้นบ้าง ต้นขากระชับบีบรัด

ฉันเผลอไผลจับมืออัมพรตอบ และรับแรงสะเทือนที่ส่งผ่านมา

“…เสร็จแล้ว!” อัมพรร้องออกมา พลิกตัวมารัดฉันแนบแน่น

 

มีผู้หญิงคนหนึ่ง ตัวกระตุกอยู่ซ้ำๆ ข้างตัวฉัน หล่อนพาดขาขึ้นมาโครมหนึ่ง และโดยหลับหูหลับตา ฉันได้แต่กลั้นลมหายใจ แทบเหมือนมีไฟหนึ่งกองลุกโชนขึ้นกลางห้อง หล่อนเพียงแต่หยิบยืมสัมผัสอันปราศจากความยินยอมพร้อมใจ แต่ในห้วงหนึ่ง ฉันก็อนุญาตหล่อนไปโดยไร้ถ้อยคำ

นั่นคือย่อหน้าแรกในสมุดเล่มใหม่ของฉัน ขณะประสาทสำนึกยังจดจำความร้ายกาจของอัมพร อีกครั้ง ที่หล่อนช่างสารเลวสิ้นดี

คงจะมีแต่อัมพรเท่านั้นที่ทำให้ฉันไปมาระหว่างนรกกับสวรรค์ได้ มีแต่อัมพรคนเดียวเท่านั้นที่สิ้นไร้ยางอายแม้ในวันแรกที่เพิ่งพบกัน

มีแต่อัมพรเท่านั้นที่รักกับตัวเองต่อหน้าคนอื่น และยังหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย พูดว่า

“…มึงอย่าดัดจริตเลยอีพี่ กูรู้ว่ามึงน่ะ…รู้สึก”

บทความก่อนหน้านี้‘แอร์วิน วูร์ม’ ปรัชญา ประ-ติ-บัติ นิทรรศการที่ใครๆ ก็กลายเป็นศิลปะได้ภายในหนึ่งนาที (1)
บทความถัดไปกรินทร์ จิรัจฉริยากูล : นกปีกแพรสีม่วง