พลิกคดีฆ่าแหม่มเยอรมันหนุ่มรับขืนใจ-หินทุบดับอำพรางศพหมกเกาะสีชัง สื่อนอกตีข่าวฉาวทั่วโลก

เป็นเหตุสลดที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้ง

สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวสาวชาวเยอรมันถูกข่มขืนแล้วฆ่าอย่างทารุณ อำพรางศพไว้ที่เกาะสีชัง จ.ชลบุรี แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของไทย

แม้จะสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว

แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของการท่องเที่ยวเมืองไทยกลับมาให้ดีดังเดิม

เพราะที่ผ่านมาก็เกิดเหตุรุนแรงกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบ่อยครั้ง ทั้งเหตุการณ์ที่เกาะเต่า และเกาะพะงัน

จนสื่อต่างชาติต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงความปลอดภัยในเมืองไทย

เป็นประเด็นคำถามที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้น

หากไม่สามารถมีมาตรการที่แก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก็ยากจะทวงคืนชื่อเสียงของประเทศกลับมา

และแน่นอน ย่อมมีปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

ตะลึงข่มขืนฆ่าสาวเยอรมัน
เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 7 เม.ย. เมื่อพนักงานสอบสวน สภ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุพบศพหญิงสาวชาวต่างชาติ ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทิ้งศพไว้ที่บริเวณโขดหินทางขึ้นยอดเสาธงพระจุลจอมเกล้า หมู่ 6 ต.ท่าเทววงษ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี
ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบศพหญิงสาวชาวต่างชาติ พบ หลักฐานพาสปอร์ต ระบุชื่อ น.ส.บีลเทอ มิเรียม อายุ 27 ปี ชาวเยอรมัน ถูกก้อนหินขนาดเล็กและใหญ่ทับถม รวมกับใบไม้แห้งปกคลุมไว้ ที่ท้ายทอยมีร่องรอยถูกตีด้วยของแข็งจนคอหัก ที่ใบหน้าและศีรษะถูกของแข็งกระแทกเป็นแผลฉกรรจ์ ที่ขาหนีบมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก คาดเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า น.ส.บีลเทอ มาท่องเที่ยวที่พัทยาเพียงลำพัง ระหว่างทางนั่งเรือข้ามฟากโดยสารจาก เกาะลอย อ.ศรีราชา มาเที่ยวยังเกาะสีชัง เมื่อเวลา 12.00 น. จากนั้นเช่ารถจักรยานยนต์ขี่เที่ยวรอบเกาะ

กระทั่งมีผู้พบศพถูกฆาตกรรมอำพราง โดยคาดว่าฆาตกรใช้หินทุบทำร้ายจนเสียชีวิต จากนั้นเจ้าหน้าที่นำศพส่งสถาบันนิติเวชวิทยา ร.พ.ตำรวจ ผ่าชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้วยคดีความที่ส่งผลเสื่อมเสียถึงชื่อเสียงของประเทศ และอยู่ในความสนใจของสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. ก็ลงมาจี้คดีนี้ด้วยตัวเอง
ในที่สุดก็สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว นั่นก็คือนายรณกร ร่มรื่น อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/3 ม.2 ต.ท่าเทววงษ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี พนักงานเก็บขยะของเทศท่าบาลเทววงษ์นั่นเอง โดยที่สามารถจับกุมได้ก็เพราะมีชาวบ้านที่เป็นพยานแวดล้อมระบุว่าเห็นนายรณกร ที่เพิ่งเป็นพนักงานเก็บขยะของเทศบาลได้เพียงประมาณ 2 เดือน เดินออกจากจุดที่พบศพ โดยเสื้อผ้าที่สวมอยู่มีรอยคล้ายเปื้อนคราบเลือด

จึงตามไปจับกุมได้ที่บ้านพักแล้วนำไปสอบสวนที่ สภ.เกาะสีชัง ตอนแรกยังให้การปฏิเสธ แต่เมื่อตรวจสอบร่างกายผู้ต้องหาพบมีร่องรอยถูกขีดข่วนเป็นแผลที่เกิดขึ้นใหม่ จึงเค้นสอบนาน 3 ชั่วโมง พร้อมส่งตัวอย่างคราบเลือดที่เจอบนเสื้อผ้าไปพิสูจน์

ในที่สุดก็รับสารภาพ

เปิดคำสารภาพนาทีโหด
โดยนายรณกรให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเสพยาไอซ์จนมีอาการมึนเมา แล้วไป นั่งริมโขดหินไม่ไกลจากจุดที่พบศพ จังหวะนั้นแหม่มสาวขี่จักรยานยนต์แวะไปชมวิวในจุดเดียวกัน จึงเข้าไปพูดคุย หวังร่วมหลับนอน

แต่แหม่มสาวไม่คุยด้วยแล้วเดินหนี จึงเดินตามไปใช้กำลังบังคับขืนใจ เมื่อลงมือเสร็จก็กลัวจะนำเรื่องไปแจ้งความ จึงใช้ก้อนหินที่อยู่บริเวณดังกล่าวทุบ ผู้ตายจนเสียชีวิต ทิ้งศพในซอกหินแล้วใช้หินกับใบไม้อำพราง กลับบ้านทำเป็นไม่รู้เรื่อง ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปจับกุม

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงคุมตัวมาแถลง ต่อสื่อมวลชนที่ บช.ภาค 2 จ.ชลบุรี ก่อนที่จะนำตัวกลับไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่เกาะสีชังตามเดิม

จุดแรกคือที่ร้านขายดอกไม้ ที่นายรณกรนำจักรยานยนต์มาจอดไว้ แล้วเฝ้ามองดูแหม่มสาว โดยปล่อยให้เดินขึ้นบันไดกว่า 360 ขั้น ไปที่ยอดเสาธง จากนั้นทำทีเป็นซื้อดอกไม้ แล้วเดินตามแหม่มสาวไปยังจุดที่สอง ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนถึงยอดเสาธง 50 เมตร
จากนั้นนายรณกรลงมือข่มขืนผู้ตายจนสำเร็จความใคร่ โดยอาศัยจังหวะที่แหม่มสาวเหนื่อยหอบ ก่อนที่แหม่มสาวพยายามหลบหนี และต่อสู้ขัดขืน นายรณกร จึงหยิบท่อนไม้ตีเข้าที่ท้ายทอยผู้ตาย

ต่อมาทำแผนที่จุดที่สาม ซึ่งเป็นจุดที่แหม่มสาวได้โอกาสวิ่งหลบหนี ลงบันไดมาที่ด้านล่าง ห่างจากจุดสอง ประมาณ 30 เมตร แล้วสะดุดหกล้ม นายรณกรวิ่งตามมาทัน ใช้ก้อนหินข้างบันไดทุบเข้าที่ศีรษะจนสลบ

จากนั้นจับแหม่มสาวหงายหน้าแล้วใช้หินทุบซ้ำอีกหลายครั้งจนเสียชีวิต แล้วถอดกางเกงในผู้ตายโยนทิ้งบริเวณโขดหิน แล้วอุ้มศพแหม่มสาวไปอำพรางคดีห่างจากจุดดังกล่าว 20 เมตร โดยใช้ก้อนหินและใบไม้วางทับศพอำพรางคดี

ก่อนที่จะลงมาพูดคุยกับพ่อค้าขายดอกไม้ แล้วขี่จักรยานยนต์หลบหนีไปยังบ้านพัก ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ซึ่งตำรวจใช้พยานแวดล้อม ภาพจากวงจรปิด ติดตามจับกุมคนร้ายได้ภายใน 1 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ และเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 โดยผิดกฎหมาย

ขณะที่เพื่อนของแหม่มสาวได้โพสต์ไว้อาลัย พร้อมเล่าให้ฟังว่า น.ส.บีลเทอมาเมืองไทยเป็นครั้งที่ 2 เพื่อเซ็ตเครื่องจักรให้กับบริษัท โดยพักโรงแรมที่ศรีราชา เพื่อจะไปเที่ยวพัทยาตามที่เพื่อนชาวเยอรมันแนะนำ และแวะไปเที่ยวเกาะสีชัง

จนกระทั่งเกิดเหตุสลดขึ้น

สื่อนอกตีข่าวฉาวทั่วโลก
แม้คดีนี้จะปิดได้อย่างรวดเร็ว แต่ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยก็เสียหายอย่างยับเยิน โดยสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก อาทิ เดอะมิร์เรอร์ เดลี่ เมล์ และเดอะซัน สื่อดังจากอังกฤษ และบิลด์ สื่อชื่อดังจากเยอรมัน ก็รายงานข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยเดอะมิร์เรอร์ยังรายงานด้วยว่า มีแบ๊กแพ็กเกอร์ ทั้งชาวอังกฤษ และยุโรป ถูกสังหารจนเสียชีวิต หรือบาดเจ็บ ในประเทศไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาทิ เหตุฆาตกรรมนายเดวิด มิลเลอร์ และ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ เมื่อปี 2557 ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษเตือนว่า มีรายงานการข่มขืนทางเพศที่รุนแรงในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงาน ฟูลมูน ปาร์ตี้ และกิจกรรมในช่วงค่ำ ซึ่งรายงานการข่มขืนในประเทศไทยนั้นมีทั้งชายและหญิง ที่เป็นเหยื่อจากการ กระทำดังกล่าว จึงต้องระมัดระวังการดื่มเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะในเกาะเต่า สมุย พัทยา และงานฟูลมูนปาร์ตี้บนเกาะพะงัน

เช่นเดียวกับสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประเทศไทยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนในปีนี้ราว 40 ล้านคน และได้รับการคาดหมายว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย แต่ก็ยังมีเหตุร้ายที่ทำลายชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่นเมื่อปี 2557 คดีสังหารนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานชาวเมียนมา 2 คน ถูกตัดสินประหารชีวิต

ขณะที่บรรยากาศที่ ต.ท่าเทววงษ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี เป็นไปด้วยความเงียบเหงา นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทยอยขึ้นเรือโดยสารกลับไปยังฝั่งพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่เกาะสีชังมีจำนวนน้อยมาก ร้านค้าในพื้นที่ก็ยังเงียบเหงา การค้าการขายก็ได้น้อยมาก

น.ส.รัตน์ติยา สังข์ทอง อายุ 37 ปี แม่ค้าขายอาหารตามสั่ง กล่าวว่า หลังจากที่เกิดเหตุดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะสีชังเป็นอย่างมาก เพราะตั้งแต่เกิดเหตุนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากต่างก็พากันออกจากเกาะสีชังโดยทันที ซึ่งคดีนี้ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาเลย

ตนอยู่บนเกาะสีชังมากว่า 37 ปี ก็ไม่เคยมีข่าวฆาตกรรมอำพรางศพเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ก็อยากจะวอนขอให้นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันมาเที่ยวที่เกาะสีชังเหมือนเดิม เพราะคนไม่ดีถูกจับไปแล้ว เหลือแต่คนดีๆ แล้ว

แม้จะมีความพยายามฟื้นฟูภาพลักษณ์ให้กลับมาดีดังเดิม

แต่ก็อยู่ที่ว่าจะมีมาตรการอะไรมาควบคุมไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นมาได้อีก โดยเฉพาะแนวทางที่ให้เกิดความเชื่อมั่น

หากไม่มีอะไรออกมา ก็ยากเหลือเกินที่ต่างชาติจะเชื่อถือ

บทความก่อนหน้านี้บทวิเคราะห์ : เมื่อ “แคนาดา” เจอวิกฤตจากภาวะโลกร้อน
บทความถัดไป4 วันอันตราย สรุปเจ็บทะลุ 2 พัน ตาย 237 ศพ อุดรฯ-โคราช เมาแล้วขับกลับเพิ่มขึ้น