การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ บนผืนแผ่นดิน

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

[เพียงบัวที่คิดถึง,

วันนี้เราคิดถึงเธอมากๆ เลยนะ เพราะอะไรรู้มั้ย (เธอจะต้องว่าอีกแน่ๆ ทำไมเราชอบมีคำถาม!) ก็เพราะมีความอยากรู้อย่างไรเล่า ว่าเธอจะอยากรู้เรื่องราวของเราอยู่หรือเปล่า

ขอโทษ ขอโทษที โยกโย้แล้วสิใช่มั้ย ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่อยากบอกว่าคิดถึง คิดถึงคนใจดีที่คอยส่งหนังสือมาให้อ่าน

ที่ส่งมาอีกกล่องนั้นก็ได้รับแล้ว ขอบคุณมากๆ อีกครั้งนะคนดี

เพียงบัว, เรามีเรื่องมากมายอยากเล่าให้เธอฟัง ด้วยสองสามวันมานี้ เรากำลังมีความคิดใหม่ๆ หลายอย่าง และบางอย่างก็มีที่มาจากหนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน แน่นอน หนังสือที่เธอส่งมาให้

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของฟูกูโอกะ

โอ…มันช่างเป็นหนังสือที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก แล้วเราก็รักมันเหลือเกิน]

 

ฉันเดินออกไปในท้องทุ่งกับคำหวาน อยู่กันมาตั้งนาน ก็เพิ่งรู้ว่าหวานมีชื่อจริงไพเราะไม่น้อย…คำหวาน ฉันออกจะชอบเวลาเปล่งเสียงออกไป และรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นรอยยิ้มแจ่มจ้ากลับมา

จู่ๆ เฟืองสีเหลืองแห้ง-แล้งเยียบเย็นก็หายลับจากดวงตา ใบหน้าแป้นๆ เขรอะสิวของหวาน กลายกลับเป็นความซื่อไร้เดียงสา หน่วยตาปราศจากจริตมายา หน้ากลมแก้มนวลขึ้นทุกคืนทุกวัน และฉันก็สังเกตว่า แท้แล้วคำหวานมีผิวออกจะขาวเผือดมากกว่า แค่ว่ากร้านแดดหยาบลมก็เท่านั้น

ตั้งแต่วันที่เราพูดกัน เกี่ยวกับความฝันภายในจิตใจ ตั้งแต่วันที่บางสิ่งเปลี่ยนไป ฉันแทบไม่รู้ตัวว่าหวานเข้ามาใกล้มากๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ที่เราจะต้องไปกลับที่ทำงานด้วยกัน วันไหนที่ออกเร็วก็จะเลี้ยวไปเดินเล่นทางถนนทรายทุ่งตะวันตก

บางวันยืนมองดูนกปีกขาวที่โบยบินอยู่เหนือทุ่งนา มองฟ้าสีส้มจ้าจัด แล้วก็จับมือกัน…โดยฉันจำไม่ได้แน่ชัดแล้วว่า ใครยื่นมือหาใคร

 

[ในยามเริ่มแรก คนเราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน1 หรือจะไปไหน การพูดว่าคุณเกิดมาจากครรภ์มารดา และต้องกลับไปสู่ผงคลีดิน เป็นคำอธิบายทางชีววิทยา แต่ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรดำรงอยู่ก่อนการเกิด หรือโลกที่รอเราอยู่ภายหลังตาย

เกิดมาโดยไม่รู้เหตุผล เพียงเพื่อจะหลับตาและจากไปด้วยความไม่รู้อันหาที่สุดมิได้ มนุษย์แท้จริงแล้วช่างเป็นสัตว์โลกที่น่าสงสาร]

 

“เขาเขียนไว้ยังงั้นเหรอ”

คำหวานถาม เรานั่งกันบนคันนาผ่าวแดด มีหมวกปีกกว้างรอบหัวคนละใบ

ชายผ้าขาวม้าที่ใช้โพกหน้าปลิวน้อยๆ ตามแรงลมพัดมา ฉันเพิ่งสังเกตอีกว่า หวานมีนัยน์ตาซื่อใสกว่าใครๆ ที่เคยรู้จัก

แม้กระทั่ง…เด็กผมขอด และนางฟ้า

ไม่หรอก คนอย่างคำหวานไม่อาจจะเป็นได้อย่างนางฟ้า ไม่น่าดึงดูดใจอย่างแพรวพลอย ไม่มีเสน่ห์ในเล่ห์กลเช่นจอมฝัน แล้วคงไม่มีวันเหมือนใครได้สักคน…เพราะคำหวานคือคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแค่ตัวเอง

“อือ” พยักหน้า พลางยื่นมือไปเขี่ยไล่ละอองหญ้าที่ปลิวมาติดแก้มเพื่อน

คำหวานชะงัก หน้าเรื่อขึ้นเห็นชัด ทั้งๆ ที่ทำแค่นั้นเอง

ก็น่ารักดี…

“เขาเขียนไว้ดีทุกหน้าเลย อยากฟังหมดไหมล่ะ”

“อยากฟัง แต่เธอจะว่าไหมล่ะ ถ้าฉันจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง”

“ไม่เห็นเป็นไรนี่ บางทีฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน”

“ไม่ต้องพูดเลย เธอนะหรือจะไม่เข้าใจ” คำหวานถอนใจเบาๆ “ทุกคนรู้หมดแหละว่าเธอเป็นคนฉลาด ฉันยังแปลกใจเลยว่า ทำไมเธอถึงไม่ได้เรียนหนังสือต่อ”

 

[เพียงบัว,

มีหลายคำถาม ที่เราเองก็มักจะถามตัวเอง ซึ่งก็คงเพราะอย่างนั้น เราจึงไม่เคยได้คำตอบ

หรือบางที คล้ายจะมีคำตอบ ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

เหมือนวันที่หวานถามเรา…ก็จนปัญญาจะตอบได้ ถ้าตอบอย่างง่ายๆ เราไม่ได้เรียนหนังสือต่อชั้นมอ ก็เพราะความยากจน แต่ถ้าคิดไปจนไกลที่สุด ทำไมล่ะ? ทำไมเราถึงเกิดมาในจุดที่เป็นคนจน

แล้วการเป็นคนจนมันเกิดจากอะไร?

เพียงบัว เราไม่รู้จริงๆ นะว่า ใครจะตอบคำถามเราได้ หรือมันอาจจะมีคำไขปริศนานี้มั้ย ที่ไหนสักแห่ง? แต่อย่างหนึ่งที่เราแน่ใจ คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรอก

การเกิดมาเป็นคนจน เป็นคนบ้านนอก ต้องต่อสู้ดิ้นรนกันอยู่อย่างนี้ มันต้องมีคำตอบอยู่ที่ไหนสักแห่ง และเราก็คิดว่า สิ่งหนึ่งที่ชอบหนังสือของฟูกูโอกะ ก็เพราะเขามักจะถามในสิ่งที่เราสงสัย…]

[…ผมได้พบหมวกสานที่นักแสวงบุญกลุ่มหนึ่งมาทิ้งไว้ คราวที่แวะมาเยี่ยมหลังจากไปนมัสการวัดในชิโกกุ บนหมวกสานนั้นมีอักษรเขียนไว้ว่า

“เริ่มแรกนั้นไม่มีตะวันออกตะวันตก ทิศทางนับสิบอสงไขย”

บัดนี้ที่ถือหมวกในมือ ผมถามหนุ่มคนนั้นอีกว่า เขามาจากไหน และเขาตอบว่า เขาเป็นลูกชายของนักบวชแห่งวัดคานาซาว่า เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องโง่เขลาที่ได้แต่อ่านคัมภีร์อยู่ตลอดทั้งวัน จึงคิดอยากเปลี่ยนมาเป็นเกษตรกรบ้าง

ไม่มีตะวันออกหรือตะวันตก ดวงตะวันขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตก แต่นี่เป็นเพียงการสังเกตทางดาราศาสตร์เท่านั้น ความรู้ที่ว่าเรานั้นไม่เข้าใจทั้งตะวันออกและตะวันตกนั้นเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับสัจจะ ข้อเท็จจริงก็คือไม่มีใครรู้ว่าดวงอาทิตย์มาจากแห่งหนใด]

 

“พี่”

“อะไรหรือคำหวาน”

“เธอคิดว่า เราจะทำมันได้กันจริงๆ เหรอ”

“ได้สิ เราจะต้องทำได้”

“แล้วเราจะต้องเริ่มกันยังไง ฉันยังมองไม่เห็นหนทางอะไรเลย”

“ก็ต้องเริ่มจากการเก็บเงินกันก่อน”

นกขายาวที่เราไม่อาจแยกแยะได้ว่ามันใช่นกตัวเดิมหรือเปล่า โบยปีกสีขาวของมันขึ้นเหนือท้องทุ่ง มองไป มีคุ้งน้ำเหมืองเล็กๆ ไหลผ่านคดเคี้ยว นาข้าวเริ่มเขียวอีกครั้ง

ฤดูกาลผ่านเราเหมือนพลิกหน้ากระดาษเอาเร็วรี่

บทจะมีการเปลี่ยนแปลง ฤดูแล้งก็ผ่านไว

“ถ้าเราลองใช้วิธีแบบฟูกูโอกะ เราก็คงไม่ต้องใช้เงินกันมากนักหรอก”

“เธอว่า เราจะเก็บสตางค์ได้สักเท่าไหร่”

“ก็ถ้า…เราได้วันละสิบเจ็ดบาท หักให้พ่อแม่สักครึ่ง จะเหลือตกวันละแปดบาทกว่า ตีว่า 8 บาทก็แล้วกันนะ…ถ้าเราเก็บจริงๆ ก็ได้เดือนละสองร้อยกว่า ปีหนึ่งถึงสองพันบาทอยู่แล้วล่ะ”

“จริงเหรอ เราจะเก็บเงินได้ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“จริงสิ ถ้าเรามีเงินสักสองพันบาท ก็พอจะไปเช่าที่สวนได้ ฉันให้พ่อไปถามๆ มาแล้ว มีบางเจ้าเขาให้เช่าตกปีละแปดร้อย หรือไม่ก็จ่ายเป็นผลผลิต แบบทำผ่าครึ่ง”

“ดีจัง” คำหวานมีประกายตาวาดหวัง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฉันเองไม่เบื่อจะมอง “งั้นเราทำกันนะ มาเก็บสตางค์กัน”

“แน่นอน ฉันจะทำมัน”

 

[มนุษย์มักจะมองชีวิตและความตายด้วยทัศนวิสัยที่ค่อนข้างตื้น การเกิดขึ้นของฤดูใบไม้ผลิ และการตายจากของฤดูใบไม้ร่วงมีความหมายอย่างไรต่อหญ้าเหล่านี้

คนเราคิดว่าชีวิตคือความรื่นรมย์ และความตายคือความเศร้าสลด เมล็ดข้าวที่นอนนิ่งอยู่ในพื้นดิน ซึ่งจะงอกเป็นต้นอ่อนในฤดูใบไม้ผลิ ใบและลำต้นของมันจะเหี่ยวเฉาในฤดูใบไม้ร่วง แต่กระนั้นเมล็ดกระจิริดของมันก็ยังคงห่อหุ้มความรื่นรมย์แห่งชีวิตไว้อย่างเต็มเปี่ยม ความรื่นรมย์แห่งชีวิตมิได้สลายไปพร้อมกับความตาย

ความตายมิใช่อะไรมากไปกว่าการจากไปชั่วคราว คุณมิได้กล่าวหรอกหรือว่าข้าวนี้มิได้รู้จักความเศร้าสลดของความตาย ด้วยเหตุที่มันเป็นเจ้าของความรื่นรมย์แห่งชีวิตอันเต็มเปี่ยม…]

 

[เพียงบัว, เราเขียนจดหมายถึงเธอหลายหน้าในค่ำคืนนี้ เพื่อที่จะบอกว่า เรารู้สึกมากมายนักหนากับหนังสือที่อ่าน

เราอ่านเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอ่านทวนให้คำหวานฟัง เราว่า…เราจะลองตั้งใจอีกครั้ง จะมีความหวังกับชีวิตอันว่างเปล่าของเรานี้ เพื่อที่…เผื่อจะมีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึกแบบฟูกูโอกะ

เรายังไม่รู้อะไรมากนักหรอกนะ ยังไม่มีคำตอบในอีกหลายๆ คำถาม แต่เราอยากสารภาพว่ามีความจับใจ …ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทำให้นึกถึงทุ่งตะวันตกกับทุ่งตะวันออกของที่นี่ ซึ่งมีพระอาทิตย์วนขึ้นลงอยู่ทุกเช้าค่ำเช่นกัน

เราอดไม่ได้จะคิดถึงภาพเหล่านั้น…หากมีสักวันที่เราได้เดินไปในกลุ่มดอกหญ้า เก็บเอามันมาปักแจกัน นั่งเขียนบทกวีและอ่านหนังสือได้นานๆ ในกระท่อมไม้ไผ่ เราจะใช้เทียนหรือตะเกียงก็ได้ เราจะทำอาหารง่ายๆ กินเองในครัว ใช้เตาฟืนก่อไฟ…

เพียงบัว บางที เหล่านั้นอาจจะเป็น “ชีวิตที่ดี” ก็ได้นะ เมื่อเรามีอิสระจากการต้องทำมาหาเงินมากๆ…ไม่ต้องวิ่งวนจนเกินไป ไม่ต้องคอยรับคำสั่งใคร ไม่ต้องใช้ชีวิตตามใจคนอื่น…แค่เป็นตัวเอง]

 

“เธอเป็นคนเก่งของเรานะพี่”

“ไม่หรอก คำหวาน อย่าเพิ่งพูดขนาดนั้นเลย”

“จริงๆ เราทึ่งในตัวเธอมากเลยรู้มั้ย ทั้งตำบลของเรา ไม่มีใครอ่านหนังสืออย่างเธอหรอกนะ”

“ว่าไปได้ ที่ร้านในอำเภอก็มีหนังสือมากมาย พวกในอำเภอ พวกครูพวกหมอเขาก็มีหนังสืออ่าน”

“แต่เขาคงไม่ได้อ่านอย่างเธอหรอกมั้ง”

“เธอรู้ได้ยังไง”

“รู้ซี ฉันได้ยินบ่อยๆ ใครๆ ก็อยากจะไปเป็นเจ้าคนนายคน ใครๆ ก็อยากไปเป็นคนเด่นคนรวย มีแต่เธอเท่านั้นล่ะ คิดจะเช่าที่นาที่สวน อยากจะอยู่กระท่อมไม้ไผ่ ไม่เอาเงินเดือนจะเอาเงินดิน”

“ก็เราหาได้ที่ไหนเล่า เงินดาวเงินเดือน จะหามาได้ยังไง”

“…ก็จริง งั้นเอาใหม่ เราหาทางทำอะไรให้รวยๆ กันไม่ดีกว่าเหรอ”

“คำหวาน!”

“ล้อเล่นหรอก ไม่หรอกน่า ไม่ต้องรวยก็ได้ ขอแค่ให้ฉันได้อยู่กับเธอก็พอใจแล้ว”

“เดี๋ยว…”

คำหวานผุดลุก ปัดหญ้าออกจากก้นและชายกางเกง แว่วยินเสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ล่องมา พลางมือขาวก็โบกไหว

“อะ ไม่อยู่ก็ได้นะ อย่าตามมาล่ะ”

“คำหวาน!”

แล้วฉันก็ออกวิ่งบ้าง กระโดดกระโจนไปบนคันนา เพื่อจะคว้าทันตัวขาวนั้นไว้ แล้วรวบจนเต็มอ้อมแขน ก่อนจะล้มกลิ้งตามกันลงไป…นอนราบอยู่บนผืนแผ่นดิน

———————————————————————————————————————–
(1) จากหนังสือ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เขียน รสนา โตสิตระกูล แปล

บทความก่อนหน้านี้ศัลยา ประชาชาติ : ไร้เงารัฐบาลใหม่ ธุรกิจเสียววูบ “สุญญากาศ” เศรษฐกิจไทย
บทความถัดไปจรัญ พงษ์จีน : ก้าวย่างของ “ประชาธิปัตย์” สู่ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่