มนัส สัตยารักษ์ | Hate Speech ที่ต้องชำระ

มนัส สัตยารักษ์

ในช่วงเวลาก่อนวัน “เลือกตั้ง 62” เป็นช่วงเวลาอันเข้มข้นของสงครามแย่งชิงคะแนนเสียง ตามมาด้วยสงครามแย่งชิงการตั้งรัฐบาล สมาชิกสื่อโซเชียลต่างละเลงวาทกรรมแบบ hate speech เข้าใส่กันอย่างไม่บันยะบันยัง ถี่ยิบ สร้างความแตกแยกมากขึ้นไปกว่าเดิม

หลาย hate speech ประกอบด้วยคำหยาบคาย ผมเคยชินกับคำหยาบคายเสียจนไม่ค่อยรู้สึกกระทบกระเทือนเท่าไรนัก เพียงแต่วิตกนิดๆ ว่าจะพลอยเผลอหลุดคำหยาบคายไปด้วยในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น อยู่ต่อหน้าหลานสาวตัวน้อย เป็นต้น

แต่ที่วิตกมากๆ ก็คือ ส่วนใหญ่มันบิดเบือนและเป็นเท็จ!

และมันผนึก “ความเข้าใจผิด” เข้าไปสถิตอยู่ในหน่วยความจำ (memory) ของหลายคนที่ไม่สนใจจะไตร่ตรอง หรือเขาเห็นเป็นคำที่ถูกใจ ถูกกับจริตของตนเสียจนยินดียึดติดไว้ที่ผนังกะโหลกอันหนาทึบโดยไม่ยอมปล่อยวาง

เสมือนถูก “ฝังชิพ” ที่โปรแกรมไว้ล่วงหน้า ราวกับหุ่นยนต์ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง

อันที่จริงคำว่า hate speech มีบัญญัติไว้เป็นภาษาไทยเมื่อประมาณปี 2557 ว่า “ประทุษวาจา” หรือ “วาจาที่สร้างความเกลียดชัง” แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งแต่เดิมหมายความรวมๆ ว่า เป็นการแสดงความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยมีอัตลักษณ์ เช่น เชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ฐานะทางเศรษฐกิจ อุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน

หลังจากนั้นก็มีวาทกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น อำมาตย์-ไพร่ รวยกระจุก-จนกระจาย หอคอย-รากหญ้า ฯลฯ และล่าสุด… เผด็จการ-ประชาธิปไตย

และเมื่อถึงวาระที่การต่อสู้ทางการเมืองเริ่มเข้มข้น hate speech ก็ทำงานอย่างเข้มข้นกว่าตัวอย่างข้างต้นเสียด้วยซ้ำ

ระยะนี้ผมไม่กล้าขับรถด้วยตัวเองเพราะปวดคอจนเหลียวมองถนนไม่ค่อยถนัด บังเอิญว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปทำกิจธุระต่างๆ…ไปเจาะเลือดที่ศูนย์แพทย์พัฒนา ไปพบหมอตามใบนัดที่โรงพยาบาล ไปกินกาแฟคุยกับเพื่อนเก่าที่สโมสรแห่งหนึ่ง และไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จึงใช้บริการแท็กซี่ไป-กลับหลายเที่ยว

เที่ยวที่เดินทางไปโรงพยาบาลเป็นช่วงเวลาที่การจราจรติดขัดมาก โชเฟอร์แท็กซี่คงจะมีอารมณ์หงุดหงิด อยู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาด้วยความไม่พอใจคดี “ล่าเสือดำ” ที่เมืองกาญจน์ ซึ่งศาลเพิ่งพิพากษาจำคุกและปรับจำเลย

แต่ฟังจากเสียงคำรามและเนื้อความที่ตามมาแล้วเชื่อว่าต้นเหตุน่าจะมาจากวาทกรรม “คุกไม่ได้มีไว้ขังคนรวย”

“คนรวยมันฆ่าเสือดำในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มันไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว”

เขาพูดเหมือนตะโกน ผมพยายามไม่โต้ตอบ (ตามที่ได้รับคำแนะนำจากลูกหลาน)

“เวลากลางคืนแท้ๆ มันเข้าไปได้ยังไง เจ้าหน้าที่ป่าไม้มันต้องเป็นใจให้ความร่วมมือด้วยแหงๆ มีเงินเสียอย่างทำอะไรก็ได้ ไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว” เขายังคำราม

ผมพยายามชี้แจงว่า เหตุที่จำเลยไม่ติดคุกนั้นเพราะได้รับอนุญาตให้ประกันตัว คดียังไม่ถึงที่สุด ต้องว่ากันต่อในชั้นอุทธรณ์และฎีกา และสิทธิการขอประกันตัวนั้นเป็นสิทธิพื้นฐาน ถ้าไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทั่วโลกจะตำหนิติเตียนเพราะมันขัดกับหลักมนุษยธรรม

“ทีตากับยายเก็บเห็ดยากจน ติดคุกยาว” แท็กซี่สวนทันควัน

เขายกวาทกรรม hate speech เรื่อง “ตากับยายเก็บเห็ด” อันเก่าแก่มาใช้อีก ผมพยายามอธิบายข้อเท็จจริงว่า ประชาสัมพันธ์ของศาลได้ชี้แจงแล้วว่า ตากับยายอายุแค่ 40-50 ปี และไม่ได้ยากจน ไม่ได้เข้าไปเก็บเห็ดแต่รับจ้างนายทุนมาตัดไม้ในป่าด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย

เขาก็บอกว่า ตากับยายที่เขาพูดถึงนี้เป็นตากับยายอีกรายหนึ่ง คนละรายกับที่ศาลชี้แจง

ผมยอมแพ้และหยุดพูด

วาทกรรม hate speech สร้างความเสียหายต่อการสังคมเท่าๆ กันกับข่าวสารหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ข่าวปลอม หรือบิดเบือน มันเป็นเรื่องหลอกลวง ใส่ร้ายป้ายสีที่ไม่มีการตอบโต้ ไม่มีการกล่าวโทษดำเนินคดี ใช้กันมากเสียจนได้รับการยอมรับ จนดูเหมือนวาทกรรมที่ตกแต่งสวยหรูจะกลายเป็นความจริงไปแล้ว

วิธีที่จะแก้ไขมีทางเดียวเท่านั้น คือ ใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและรวดเร็ว เลิกเกรงใจกัน

ตำรวจยอมรับว่าในช่วงเวลาของการเลือกตั้งไปจนถึงหลังเวลาเลือกตั้ง มีการตรวจสอบการโพสต์และการแชร์ข่าวเท็จ ข่าวสร้าง ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลบนโซเชียลมีเดียทั้งหมด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจเตือนประชาชนที่แชร์ข้อมูลข่าวสารให้คำนึงถึงผลที่จะตามมา ตำรวจบอกว่าใช้เวลาแค่ 1-2 วันก็ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นต้นทางและใครแชร์บ้าง อัตราโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท เท่ากันทั้งคนผลิตและคนแชร์

หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ บก.ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ซึ่งกำลังรับภาระหนักกับสารพัดข่าวที่สร้างความเสียหาย

เรื่องที่กำลังร้อนระอุที่สุดในขณะนี้ก็คือข่าวที่พาดหัวว่า

“ปลดด่วน! 2 กกต. สลับรถขนบัตร” มีภาพกรรมการ กกต.ในเครื่องแบบชุดขาว ประดับเครื่องราชชั้นสายสะพายสีแดง 2 รูป ดูน่าเชื่อถือ

เนื้อข่าวมีว่า “อัปยศที่สุดในประเทศไทย ยัดบัตรผี 600,000 ใบ สลับรถในโรงรถ” และ “ประธานชี้ อาจมีเลือกตั้งใหม่”

ล่าสุด บก.ปอท. สามารถจับกุมทั้งต้นทางผู้ผลิตและผู้แชร์มาดำเนินคดีแล้ว 9 ราย

หลังจากนี้ก็น่าจะใช้กฎหมายย้อนไปเล่นงานบรรดา hate speech ทั้งหลายที่ยังไม่เสื่อมคลายมนต์ขลังเสียที เพราะสังคมส่วนรวมเสียหายมากกว่าพรรคการเมืองเสียหาย…