โลกหมุนเร็ว / เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง / เมื่อศัตรูมาอยู่ด้วยกัน

เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง

โลกหมุนเร็ว/เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง [email protected]

เมื่อศัตรูมาอยู่ด้วยกัน

 

ปีคริสต์ศักราช 2003 หรือในพุทธศักราช 2546 พระผู้นำศาสนาพุทธนิกายเซน ติช นัท ฮันห์ ได้นำภาวนาที่หมู่บ้านพลัมในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 6 วัน โดยผู้เข้าร่วมภาวนาซึ่งมาอยู่ ณ ที่เดียวกันนั้นคืออิสราเอลและปาเลสไตน์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นศัตรูกัน

เป็นงานภาวนาเพื่อบ่มเพาะการพูดและการฟังที่เป็นมิตรต่อกัน

เป็นงานที่จัดขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ร้อนแรงถึงขีดสุด ต่างฝ่ายต่างผลัดกันสังหารผู้นำของอีกฝ่าย มิไยที่ชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาไกล่เกลี่ยและผลักดันให้เกิดการเจรจาสันติภาพ

ตั้งแต่กันยายน 2000 ถึงกุมภาพันธ์ 2002 ชาวอิสราเอลถูกผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ฆ่าตายแล้วกว่า 300 คน รวมทั้งมีการสังหารหมู่แบบพลีชีพโดยปาเลสไตน์

ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าล้างแค้นกันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน นายกรัฐมนตรีแอเรียล ชารอน ประกาศทำลายล้างชาวปาเลสไตน์ทุกวิถีทาง อิสราเอลเพิ่มกำลังทหารเพื่อการนี้

ความเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพเป็นความพยายามของบุคคลหลายฝ่าย

 

มีนาคม 2003 ติช นัท ฮันห์ จัดภาวนาให้ชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ร่วมกันที่หมู่บ้านพลัมในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

มิถุนายน 2003 ประธานาธิบดีจอร์จ บุช จัดการประชุมสุดยอดตะวันออกกลางที่จอร์แดน มีการหารือกับนายกรัฐมนตรีชารอนของอิสราเอลและนายกรัฐมนตรีอับบาสของปาเลสไตน์ เพื่อยุติการโจมตีทั้งสองฝ่าย

ความพยายามเพื่อสันติภาพผ่านมาหลายสมัยจนถึงยุคของประธานาธิบดีโอบามา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเอาชนะความเกลียดชังและการแบ่งแยกที่ฝังรากลึกมายาวนาน

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เพราะมนุษย์นั้นมีอารมณ์ และมีการรับรู้ที่ต่างกัน

ถามว่าทำไมติช นัท ฮันห์ พระชาวเวียดนามจึงต้องเข้าไปจัดภาวนาที่ท้าทายด้วยการให้ศัตรูที่กำลังเข่นฆ่ากันมาอยู่ด้วยกัน

เราอาจนึกไปถึงความท้าทายสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์เผชิญหน้ากับองคุลีมาล และใช้วาทะ “เราหยุดแล้ว ท่านหยุดหรือยัง”

ในยุคสงครามเวียดนามซึ่งสิ้นสุดในปี ค.ศ.1973 พระในพุทธศาสนาต้องเผชิญกับการเข่นฆ่าจากสงครามกลางเมืองเหนือ-ใต้ และการแทรกแซงของสหรัฐ ผู้นำพระภิกษุในศาสนาพุทธอย่างติช นัท ฮันห์ ทราบดีถึงความโหดร้ายและความทุกข์ที่เกิดจากการแตกแยกเกลียดชัง ท่านได้นำประสบการณ์จากครั้งนั้นมาจัดงานภาวนา และหวังให้การภาวนาช่วยนำคนอิสราเอลและปาเลสไตน์มาอยู่ด้วยกันเพื่อรับฟังแต่ละฝ่าย

ในการภาวนาท่านบอกว่า ก่อนที่เราจะสร้างสันติภาพกับผู้อื่น เราย่อมต้องมีสันติภาพในตัวเองก่อน สันติภาพภายในจะเกิดจากการมีสติและการเฝ้าตามลมหายใจเข้า-ออก อยู่กับปัจจุบันขณะ

ความทุกข์เกิดจากการที่คนเรามีการรับรู้ที่ไม่ถูกต้อง

การรับรู้ที่ไม่ถูกต้องทำให้เกิดความกลัว ความโกรธ ความสิ้นหวัง ก่อเกิดการแบ่งแยก

จงอย่าตกเป็นเหยื่อ

จงเป็นนายของการกระทำของตัวเอง

จงอนุญาตให้ร่างกายของเธอพักผ่อนจากเรื่องตึงเครียดต่างๆ

 

การรับรู้เรื่องติช นัท ฮันห์ จัดงานภาวนาให้คนที่เป็นศัตรูกันสามารถมาอยู่รวมกันและรับฟังกันได้เช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นรัฐบาลเขาน่าจะมีโอกาสได้พบปะกับผู้นำฝ่ายค้านนอกรัฐสภา และถามถึงสิ่งที่ฝ่ายค้านคับข้องใจ มันอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้น และทำให้เกิดความสงบอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การตั้งมั่นอยู่คนละข้างย่อมทำให้เกิดการรับรู้ที่บิดเบี้ยว

ความสามัคคีที่บางสังคมเห็นว่าดีอาจทำให้หลงทาง ไม่จำเป็นที่ทุกคนในสังคมจะเห็นเหมือนกันหมด สัจจะความจริงต่างหากคือสิ่งที่ควรยึดถือ

ในเวทีการเมืองสัจจะจะปรากฏเมื่อสื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้พูด และประชาชนเป็นผู้พิจารณา อย่างเช่น การแถลงเรื่องการเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เมื่อสองวันก่อน เป็นการแถลงหลังจากนักข่าวอิศราขุดแคะเอกสารการประชุมภายในของบริษัทดังกล่าว การแถลงของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นับว่าชัดเจน

การจัดงานภาวนาของติช นัท ฮันห์ สำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์กล่าวได้ว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งภายใน ให้สามารถต้านทานกับสิ่งที่มากระทบภายนอก เมื่อเร็วๆ นี้เช่นกันพรรคอนาคตใหม่ก็ทำสิ่งที่คล้ายคลึงกันคือจัดสัมมนาภายในองค์กรให้ ส.ส.ใหม่ เพื่อรับมือกับกระแสการดูดงูเห่า

องค์กรทั้งหลายจะเข้มแข็งต้องเข้มแข็งจากภายใน

พรรคอนาคตใหม่ต้องทำหลายอย่างเพื่อยืนหยัดเดินหน้าการเมืองแบบใหม่ ที่ผู้สนับสนุนพรรคคาดหวังเอาไว้

บทความก่อนหน้านี้การศึกษา / ‘บิ๊กบิลเลี่ยนฯ’ นอนคุกอีกยาว คดีซื้อตั๋วสัญญาปลอม 2.5 พันล้าน
บทความถัดไปเครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์/ ลาโรง…บ้านเรือนเคียงกัน