ทราย เจริญปุระ | ผู้เลือก และการสาปแช่ง

ทราย เจริญปุระ

1.เมื่อก่อนจะเป็นพ่อ ที่คอยดูโทรทัศน์เย็นวันเลือกตั้ง

โดยเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนวันจริง ด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์ นั่งอธิบายกับฉันว่าคืนหมาหอนคืออะไร คนนั้นน่าจะได้เป็นนายกฯ อ้าว คนนี้ยานเกราะรุ่นใกล้กับพ่อเลย ฯลฯ

จนไปถึงวันจริงที่จะออกไปเลือกตั้งแต่ตอนเปิดคูหา (ซึ่งอยู่ตรงหน้าบ้านนี่เอง) ไล่ดูข่าวแต่ละเขตปิดหีบเลือกตั้ง เริ่มนับคะแนน รวมคะแนน

เอาจริงๆ ตอนนั้นฉันก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องของฉันเลย เป็นเรื่องของคนโตๆ เขาทำกัน

แต่ก็ชอบดูไปด้วย เพราะอยากอยู่ใกล้ๆ พ่อ

จากนั้นก็มาเป็นฉันที่งงๆ ดูพ่อด่าคนนั้นคนนี้ คนเสื้อคับ คนยานเกราะอะไรอีกเยอะแยะในปีที่วันเปิดเทอมไม่ใช่วันเปิดเทอม ฉันได้หยุดต่อแบบงงๆ พร้อมกับฟังพ่อคุยกับเพื่อนแบบใจเต้นตึกตัก ว่าเขา “ล้อมปราบ” กันสาหัสสากรรจ์เพียงใด

แล้วก็เป็นฉันอีก ที่ตะโกนลั่นๆ ร้องตามเพลงเชิญชวนให้ไปออกเสียงเลือกตั้งทั้งที่อายุตัวเองยังไม่ถึงให้ไปใช้สิทธิ์ นักร้องดังๆ ตอนนั้นก็ร้องกันทุกคน ถ้าไม่ร้องแปลว่าตกสำรวจว่างั้นเถอะ

แล้วก็เป็นฉัน เป็นตา เป็นยายที่รอการเลือกตั้งด้วยใจจดจ่อ

ตายายอยากไปเลือกผู้แทนคนเดิมที่เขาทำถนนกับขุดทางระบายน้ำให้ ถนนที่ตอนนี้เป็นคอนกรีตค้างเติ่งเพียงครึ่งก่อนจะเป็นลูกรังดินแดงด้วยหมดงบหรือหมดใจจะทำหรือหมดอำนาจ หรือหมดอะไรซักอย่างนี้ล่ะ

แล้วที่ฉันรอก็เพราะจะได้ขี่จักรยานตัดเข้านาไปได้ไกลขึ้นอีก สนุกขึ้นอีก

2.กติกาการเลือกตั้งบอกไว้ว่าต้องไม่มีการหาเสียงหรือโฆษณาไม่ว่าจะทางบวกทางลบแก่พรรคการเมืองใดๆ หลัง 18.00 น.ของวันก่อนเลือกตั้งไปจนจบกระบวนการ แต่คืนนั้นมีรีรันรายการที่ช่วยคนประหยัดไฟได้มากที่สุด ออกมาร้องเพลงโชว์ตัว

แต่ตอนนี้โลกมีเฟซบุ๊ก มีทวิตเตอร์ มีปุ่มหัวใจไว้ให้กด มีไลก์ไว้ให้แสดงออก

แต่คืนนี้เป็นคืนที่เคยเรียกกันว่า “คืนหมาหอน” เพราะว่ากันว่าเหล่าหัวคะแนนจะกรูเกรียวลักลอบไปตามบ้านต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดช่วงโค้งสุดท้าย

เล่นเอาหมาเฝ้าบ้านทั้งหลายหอนรับกันหลายต่อหลายทอดจนไม่ได้หลับได้นอน

3.ก็เป็นฉันนี่ล่ะ ที่โดนด่า โดนสาปแช่ง โดนกล่าวหา โดนแล้วโดนอีกฐานดิ้นรนออกไปเลือกตั้งในปีที่เขาจัดปิคนิคและปิดคูหาเลือกตั้งเพื่อกันไม่ให้ผู้คนไปใช้สิทธิ์

คูหาของเขตฉันก็ตั้งอยู่หน้าบ้านฉันมานาน ตั้งแต่พ่อยังเดินออกไปกาบัตรเลือกตั้งได้เองจนแกตายจากไป

ทำไมฉันต้องไม่เลือก ทำไมฉันต้องเลิกเชื่อสิ่งที่ฉันเชื่อ เลิกเชื่อสิ่งที่พ่อสอนเพียงเพราะคนเขาไม่ทำกัน

มันไม่ได้ผิดกฎหมายอะไรนี่

แต่ฉันใส่เสื้อผิดจากการยอมรับของคนส่วนใหญ่ (หรืออาจจะไม่ผิดก็ได้มั้ง มันอาจจะสอดคล้องกับสิ่งที่เขาคิดเกี่ยวกับฉันอยู่แล้วก็ได้)

แต่ตอนนั้นกฎหมายอะไรก็ดูไม่สำคัญเท่ากฎหมู่อีกต่อไป

4.เป็นฉันอีกแล้วที่ปวดใจตอนฟังผลเมื่อครั้งไปออกเสียงเลือกรับ/ไม่รับรัฐธรรมนูญ

แต่ก็ได้แค่ทำใจว่าเขาเลือกรับกันแล้ว

ไม่ว่า “เขา” ที่หมายถึงนั้นจะเป็นบุคคล เป็นองค์กร หรือเป็นกลุ่มก้อนใดๆ

ฉันก็บอกทุกคนว่าฉันออกไปใช้สิทธิ์แล้วนะ

แรงกระแทกดูจะเบาบางลงกับการออกไปใช้สิทธิ์ครั้งนี้

5.บรรยากาศการเลือกตั้งของปี 2562 นี้คึกคักมาก ทั้งคึกคักและเข้มข้น จนไม่น่าเชื่อว่ายังจะมีคนบางคนที่ออกปากเชิงเบื่อการเมือง ออกปากว่า “เราเป็นกลางนะ แต่…” ออกปากว่าทำไมต้องเลือก เป็นแบบนี้ก็สงบดี

สงบเป็นเรื่องไม่มีอยู่จริง 40 ปีของชีวิตฉันคือการเดินทางผ่านการผจญภัยและรอคอย ผจญภัยและรอคอย

คำว่ารอคอยนั้นคือรอการผจญภัยและเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ความสงบนั้นเป็นเหมือนภาพลวงตาของครอบแก้วใสๆ บางอย่าง ที่ครอบเอาพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ซ่อนเอาระเบิดของความรุนแรงครั้งต่อไปเอาไว้ข้างใน

ช่วงเวลาระหว่างนั้นไม่ได้เรียกว่าความสงบ

แต่มันเรียกว่าการรอคอย

ฉันเบื่อกับความคิดว่าเลือกไปก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พ่ายแพ้ เรารอและรอได้นานชั่วชีวิต และการรอคอยกับความหวังนั้นก็สามารถปลูกถ่าย ฝากฝังลงไปในคนรุ่นต่อจากเรา

คนที่ต้องอยู่ต่อ คนที่ต้องสู้กันต่อ เหมือนที่พ่อเคยฝากลงในตัวฉัน

เราเลือกเพราะเราต้องการเป็นผู้เลือก มันอาจเปลี่ยนอะไรไม่ได้ แต่เมื่อทุกคนรู้ว่าเรามีสิทธิ์เลือก เราจะไม่หยุดเลือก เราจะไม่รอให้เป็นแค่ของเหลือๆ

6.ฉันรีบเขียนบทความนี้ให้ทันก่อนหกโมงเย็น เพื่อจะได้ปิดการสื่อสารไม่เผลอทำอะไรให้เป็นช่องจับผิดได้จนกว่าจะถึงเวลาเปิดคูหา แปดนาฬิกาของพรุ่งนี้

ฉันเตรียมหนังสือไว้อ่านแล้ว เป็นผลงานยุคแรกๆ ของสตีเวน คิง เขาเขียนตั้งแต่ยังไม่ได้ใช้ชื่อตัวเองแต่ใช้นามปากกาเป็นเรื่องของทนายความร่างอ้วนคนหนึ่ง ที่ขับรถชนหญิงยิปซีจนเสียชีวิต

ทนายก็รอดคดีมาได้เพราะผู้พิพากษาเป็นเพื่อนเขา

ที่หน้าศาล ยิปซีชราคนหนึ่งกระซิบถ้อยคำแสนธรรมดาเข้าหูเขา

“ผอมลง”

แล้วน้ำหนักเขาก็เริ่มลดลง

ไม่ใช่ค่อยๆ ลด แต่เป็นการสูญเสียมวลร่างกายอย่างรวดเร็วรุนแรง และสั่นคลอนความอิ่มใจในการรอดคดีของเขา

บางทีหนทางของความยุติธรรม ก็อาจจะเป็นอะไรแบบนี้

สาปแช่ง

และอยู่ให้ยืนยาวกว่าคนเหล่านั้น

“สาปสยองยิปซี” (Thinner) สตีเวน คิง เขียนในนามปากกา ริชาร์ด บาคแมน แปลโดย วราพรรธน์ บุญมาธัญรัตน์ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดย แพรวสำนักพิมพ์ กุมภาพันธ์, 2562

บทความก่อนหน้านี้หนุ่มเมืองจันท์ | คาถาสู้ “ความทุกข์”
บทความถัดไปอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : แม่น้ำโขง การเมืองของแม่น้ำ