วงค์ ตาวัน | ทำไม ปชป.ร่วง-อนาคตใหม่รุ่ง

วงค์ ตาวัน

การเลือกตั้ง 24 มีนาคม ได้นำมาซึ่งสถานการณ์ที่ยุ่งยากตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าการสรุปผลคะแนน การสรุปผลการเลือกตั้ง เต็มไปด้วยความขลุกขลัก มากด้วยข้อพิรุธ ข้อกังขา รวมทั้งยืดเยื้ออย่างไม่เป็นปกติ อีกทั้งการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เห็นชัดว่าคงไม่ลงตัวอย่างง่ายดาย

การต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้ว ต้องประลองกำลังและฝีไม้ลายมือกันอีกหลายยก

เพราะพรรคเพื่อไทย ซึ่งหลังการเปิดผลคะแนน ส.ส.ในแบบแบ่งเขต ยังคงมาเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 137 ส.ส. แต่ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ แกนนำของขั้ว คสช. ได้จำนวน ส.ส.น้อยกว่า แต่ก็อ้างอิงคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตว่าได้มาเป็นอันดับ 1

ทำให้ต่างสามารถอ้างความชอบธรรม เพื่อต่อสู้ช่วงชิงการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้

“ศึกนี้จึงน่าจะยาวนานแน่นอน”

จุดสำคัญก็คือ ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐนั้น การได้จำนวน ส.ส.ไม่ห่างกันมาก ไม่ทิ้งกันแบบขาดลอย นี่เองทำให้เกิดสภาพความก้ำกึ่ง ส่งผลให้เกิดเกมยาวตามมา

พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.แบ่งเขตถึง 137 ที่ แต่ไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์เลย ส่วนพลังประชารัฐได้ ส.ส.แบ่งเขต 97 ที่ แต่ได้ปาร์ตี้ลิสต์ทำให้ขึ้นไปถึง 119 ที่

“ผลเลือกตั้งที่ออกมาเช่นนี้ ทำให้ผู้คร่ำหวอดในสนามเลือกตั้งทั้งหลายชี้ได้เลยว่า มีกระบวนการอันไม่ปกติเกิดขึ้นแน่ๆ!?”

จึงส่งผลให้พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.น้อยกว่าที่คาด เพราะแม้ว่าเพื่อไทยจะส่งผู้สมัครเพียง 250 เขต ไม่ครบ 350 เขต ทำให้เสียเปรียบ แต่การกะเก็งผลก่อนเลือกตั้ง ประเมินได้ว่าเพื่อไทยน่าจะได้จำนวน ส.ส.ไม่น้อยกว่า 170 ที่ เท่ากับผิดเป้าไปอย่างมาก

แต่ยังดีที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม คสช.อีกพรรคคืออนาคตใหม่ กลายเป็นพรรคน้องใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างพุ่งพรวด ได้จำนวน ส.ส.มาอย่างท่วมท้นถึง 88 ที่ ผงาดเป็นพรรคใหญ่อันดับ 3 ส่งผลให้ภาพรวมของฝ่ายประชาธิปไตยจึงมีเสียงที่หนาแน่น

เมื่อรวมกับพรรคสายเดียวกันอื่นๆ คือ เสรีรวมไทย ประชาชาติ เศรษฐกิจใหม่ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทย

จึงสามารถเปิดตัวจับขั้ว 7 พรรค ไม่น้อยกว่า 255 เสียง โชว์ความเป็นกลุ่มพรรคที่มีเสียงเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 500 เสียงได้ก่อน

“สร้างความได้เปรียบเหนือกว่าขั้ว คสช.ได้อย่างรวดเร็ว”

เพียงแต่จำนวนเสียงเท่านี้ อาจจะมีโอกาสสูงในการชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้

แต่การชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะต้องมีเสียงได้มากกว่าอีกคือเกิน 375 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่งของเสียงสภาผู้แทนราษฎรรวมกับวุฒิสภา ซึ่ง 250 เสียง ส.ว. จะร่วมโหวตนายกฯ ด้วย

ขั้วฝ่ายประชาธิปไตยอาจชิงความเหนือกว่าได้ก่อน แต่สุดท้ายศึกนี้ก็ยังต้องใช้เวลาและวัดกำลังกันอีกไม่น้อยเลย!

พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคที่เสียหายยับเยินที่สุดในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม จากเดิมที่หวั่นกันว่าจะต่ำกว่า 100 ลงเอยกลายเป็นพรรคครึ่งร้อย ได้ที่นั่ง 55-56 ที่ ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคทันทีที่ทราบผลเลือกตั้งเบื้องต้น

เกิดข้อวิเคราะห์ถึงสาเหตุการพังพ่ายครั้งนี้หลายแง่มุม โดยเฉพาะการเปิดไพ่ใบสุดท้าย ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจของ คสช.

“เป็นที่วิจารณ์ว่า เป็นการเดินหมากที่ผิดพลาด บรรดาเสียงชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ที่สนับสนุนอำนาจทหาร เลยหันมาปฏิเสธประชาธิปัตย์อย่างรุนแรง”

บ้างก็วิเคราะห์ว่า เพราะการแสดงท่าทีแบบแทงกั๊กมาตลอด ประกาศตัวเป็นขั้วที่ 3 จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจน กลายเป็นผลเสีย ส่งให้คะแนนวูบครั้งใหญ่

ไปจนถึงวิเคราะห์ว่า การไปร่วมเป่านกหวีด ทำให้ คสช.เข้ามายึดอำนาจปกครองประเทศ แล้วตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจอยู่ในสภาพฝืดเคือง โดยเฉพาะราคายางพารา ปาล์ม มะพร้าว เศรษฐกิจหลักของคนใต้ และที่สำคัญผลกระทบต่อชาวประมงอย่างรุนแรง

“ทำให้ประชาธิปัตย์ถูกชาวปักษ์ใต้ที่มีปัญหาปากท้องรุนแรงไม่ยอมรับไปด้วย”

ทุกข้อวิเคราะห์ดังกล่าวก็น่าจะมีส่วนทั้งสิ้น แต่ก็นั่นแหละ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ชาวประชาธิปัตย์ให้ความสนใจอย่างมาก ว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคคะแนนวูบเป็นพรรคครึ่งร้อย

“นั่นคือ มีการใช้อำนาจในทางลับ ไปจนถึงการใช้อำนาจเงินเข้าโจมตีในสนามเลือกตั้งที่เป็นพื้นที่เดิมของประชาธิปัตย์อย่างหนักหน่วง!”

อำนาจลับและอำนาจเงินนี่แหละ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้สมัครทุกพื้นที่และแทบทุกพรรครู้ดี เผชิญสงคราม 2 อำนาจนี้กันถ้วนหน้า

แต่ประชาธิปัตย์ตั้งรับได้น้อยกว่า และเมื่อรวมกับเหตุผลอื่นๆ 2-3 ประการข้างต้น จึงทำให้ประชาธิปัตย์โดนถล่มจนพังวูบ

“ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องเซ่นสังเวยอนาคตทางการเมืองให้กับการเลือกตั้งภายใต้ยุค คสช.”

ดังนั้น ระหว่างการเดินหมากการเมืองที่ผิดพลาด และการถูกอำนาจลับและอำนาจเงินโจมตีในสนามเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุผลรวมที่ชาวประชาธิปัตย์ต้องนำมาพิจารณาหาข้อสรุป

ถ้าหากให้น้ำหนักกับประเด็นอำนาจลับและอำนาจเงิน ย่อมส่งผลต่อการกำหนดจุดยืนในการโหวตนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะมาถึง

เริ่มมีข้อวิเคราะห์ว่า มีโอกาสสูงที่ประชาธิปัตย์จะถอยออกมาเป็นกลาง หรือไม่ร่วมสนับสนุนฝ่าย คสช.ก็ได้

ความรุนแรงของการใช้อำนาจในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นที่ลือลั่นในแวดวงพรรคการเมืองต่างๆ อย่างมาก ภาษานักเลือกตั้งเรียกกันว่า มีการยิงกระสุนมหาศาลมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่ามาจากฝ่ายที่เส้นใหญ่เท่านั้น จึงกล้าทำได้

ความไม่ปกติของการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้จำนวน ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยก็ตกลงมา จากที่คาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 170 ลงเอยได้มา 137

ไปจนถึงอีกพรรคใหญ่คือประชาธิปัตย์ กลายเป็นพรรคครึ่งร้อย

“น่าจะเป็นผลมาจากอำนาจลับและอำนาจเงิน ที่มีการใช้อย่างรุนแรงดังกล่าว”

ขณะที่พรรคน้องใหม่ ไม่มีความเจนจัดในสนามเลือกตั้ง ไม่มีอดีต ส.ส.เก๋าเกมอยู่ในพื้นที่ต่างๆ คือพรรคอนาคตใหม่ กลับได้ผลคะแนนที่สวนทางกับพรรคอื่นๆ

“พุ่งทะยานถึง 88 ที่นั่ง เข้ามาเป็นพรรคอันดับ 3 อย่างเหลือเชื่อ!!”

เหตุใดอนาคตใหม่จึงหลุดรอดการใช้อำนาจโจมตีได้

นั่นเพราะอนาคตใหม่เป็นพรรคที่ไม่มีระบบหัวคะแนน ไม่มีผู้นำชุมชน ผู้นำหมู่บ้านใดๆ ที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน ไม่มีพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงแน่ชัด

“สรุปรวมคือพรรคที่ไร้ตัวตนในพื้นที่!”

เป็นพรรคที่คนนิยมอย่างเป็นกระแส โดยเฉพาะจากคนรุ่นใหม่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ คนรุ่นใหม่วัยเพิ่งเข้าทำงาน

เมื่อไม่มีระบบใดๆ ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจจับโฟกัสได้ จึงทำให้ไม่มีใครสามารถใช้อำนาจใดๆ เล่นงานคะแนนเสียงของพรรคอนาคตใหม่ได้

“อนาคตใหม่จึงเป็นพรรคที่รอดพ้นจากกลเกมการสกัดกั้นได้ในที่สุด”

กลายเป็นพรรคที่สำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ทั้งในวัยเรียนและในวัยคนเพิ่งทำงาน กลายเป็นความจริงได้ในที่สุด

ทั้งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณให้พรรคการเมืองทุกพรรคต้องปรับตัวขนานใหญ่ ต้องละทิ้งการเล่นการเมืองแบบเดิมๆ กันครั้งใหญ่

“ที่สำคัญ ได้ผงาดขึ้นร่วมเป็นแกนหลักของฝ่ายประชาธิปไตย ที่จะเดินหน้าในการหยุดยั้งอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างทรงพลัง”

ขณะที่หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ นำมาซึ่งศึกสงครามในการชิงการตั้งรัฐบาลและการโหวตนายกฯ ระหว่าง 2 ขั้ว อย่างเข้มข้นสูสี

พรรคอันดับ 3 อนาคตใหม่ กลายเป็นกำลังสำคัญที่ยืนเคียงคู่เพื่อไทยพรรคที่ได้ ส.ส.อันดับ 1

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่ตกวูบลงไป แต่มี 50 กว่าเสียงก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญ เช่นเดียวกับภูมิใจไทยพรรคที่มี 50 เศษๆ ใกล้เคียงกัน

ขั้วไหนจะเป็นรัฐบาลใหม่ ยังต้องดูกันยาวๆ!

บทความก่อนหน้านี้พี่มิ่ง-งูเห่า-ใบสารพัด
บทความถัดไปเส้นทางความรัก ของ “เฌอเบลล์” ลัลณ์ลลิน