เทศมองไทย : “ป้ายยี่ห้อ” ทางการเมือง กับ “เครซี่ อีเล็กชั่น” ที่เมืองไทย

ถึงตอนนี้ผลการเลือกตั้งทั่วไปในไทย เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ยังถูกกักเอาไว้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ด้วยเหตุผลอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

แต่คะแนนจากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของบัตรเลือกตั้งทั้งหมดก็มากพอที่จะมองเห็นอะไรได้หลายๆ อย่างอยู่เหมือนกัน

เพราะมีสัญญาณหลายอย่างที่สะท้อนออกมาให้เห็นในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ค็อด ซาตรูซายาง บรรณาธิการอำนวยการของเอเชีย นิวส์ เน็ตเวิร์ก (เอเอ็นเอ็น) แสดงความคิดเห็นต่อสัญญาณที่ปรากฏต่างๆ ดังกล่าวเหล่านี้เอาไว้น่าสนใจมากเมื่อตอนดึกของวันเลือกตั้งที่ผ่านมา

 

เริ่มต้นจากความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่ยึดถือตัวเองว่าเป็นพรรคการเมืองที่อยู่คู่กับประชาธิปไตยของเมืองไทยมาโดยตลอด

ในสายตาของค็อดมองว่า พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคที่ “ไม่เป็นที่ต้องการ” ไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลายเป็น “มิดเดิล-ออฟ-เดอะ-โรด ปาร์ตี้” ที่อุปมาได้เหมือนติดอยู่บน “เกาะกลางถนน” จะถอยก็ไม่ถอย จะเดินหน้าก็ก้าวไม่ออก สุดท้ายก็ไม่ได้สะท้อนจุดยืนใดๆ และไม่มีใครสนใจเสน่หา

ค็อดระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ “จำเป็น” ต้องมองย้อนกลับไปดูตัวเองอย่างหนักในช่วงหนึ่งถึงสองทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากกลายเป็นเพียงพรรคอันดับ 4 ตามหลังแม้กระทั่งพรรคใหม่อายุเพียงไม่ถึงปีอย่างพรรคอนาคตใหม่ ว่าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นกันแน่

ในทัศนะของค็อด อาจบางทีสิ่งที่ดีที่สุดที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ พรรคไม่มีข้อแก้ตัวอีกต่อไปแล้วที่จะไม่ “รีอินเวนต์” และ “รีออร์แกไนซ์” ตัวเองเสียใหม่

“สมาชิกหนุ่มสาวของพรรคประชาธิปัตย์อีกเป็นจำนวนมากยังคงภักดีต่อพรรค และหากคนเหล่านี้สามารถนำพาพรรคให้มั่นคงได้อีกครั้งเพื่อตัวเอง อาจบางที พรรคประชาธิปัตย์ก็อาจเปี่ยมด้วยพลังอีกครั้งหนึ่ง ในอนาคตที่ไม่ไกลมากมายนัก”

 

ค็อด ซาตรูซายาง มองพรรคเพื่อไทยไปในลักษณะเดียวกัน แม้จะในระดับที่น้อยกว่ากันก็ตามที

ปัญหาของพรรคเพื่อไทยในสายตาของค็อด ซาตรูซายาง ก็คือ พรรคกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ “แคตช์-22” อันเนื่องมาจาก “ปมทักษิณ” ซึ่งเขาบอกว่าเป็น “ป้ายยี่ห้อ” หรือ “แบรนด์” ทางการเมืองที่ถึงแม้จะยังมีคนจงรักภักดี แต่ “ฐานกำลังหดเล็กลงเรื่อยๆ และมีคนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่พบว่า การที่อดีตนายกรัฐมนตรียังคงแทรกแซงการเมืองไทยอยู่ต่อเนื่องนั้นเฝื่อนขมมากขึ้นทุกที”

“สิ่งที่ชัดเจนก็คือ ปัญหาทักษิณคงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปก่อนที่การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมาถึง หากเพื่อไทยยังอยากครอบงำการเมืองไทยให้ได้เหมือนกับที่เคยทำได้มาก่อนหน้านี้” ค็อดสรุปไว้อย่างนั้น

 

แน่นอน คงคาดเดากันได้ไม่ยากว่า ค็อดให้ความสำคัญกับความสำเร็จของพรรคอนาคตใหม่ไม่น้อย ในทางหนึ่งนั้นเป็นเพราะเขาเห็นว่านี่คือภาพสะท้อนของการแสดงออกจากคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งได้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก แต่มีอีกบางสิ่งบางอย่างที่เขาตั้งข้อสังเกตเอาไว้

ค็อดยึดถือว่า พรรคอนาคตใหม่คือพรรคการเมืองก้าวหน้าที่แท้จริงซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เหตุผลก็คือ นี่ไม่ใช่พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นตามแบบเดิมๆ ซึ่งใช้วิธี “ซื้อ” ตัว “ตระกูล” การเมืองในท้องถิ่นมาบริหาร ตรงกันข้ามกลับดำเนินงานการเมืองผ่าน “ประเด็นปัญหา” และได้รับชัยชนะซึ่งๆ หน้าต่อระบบการเมืองพวกพ้อง

ในอีกทางหนึ่ง ค็อดมองความสำเร็จของอนาคตใหม่ไว้ว่า “หมายถึงว่าในที่สุดแล้ว คนไทยรุ่นใหม่ก็โอบรับเอาทางที่สามเข้าไว้นอกเหนือจากทางเลือกจากการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มอนุรักษ์กับทักษิณ”

 

แน่นอนเหมือนกันที่ว่า ค็อดก็ต้องพูดถึง “ลุงตู่” ซึ่งเขายึดถือว่าเป็นอีก “ป้ายยี่ห้อทางการเมือง” หนึ่ง ชูขึ้นมาขายโดยพลังประชารัฐ แล้วก็ “ต้องยอมรับว่า” ประสบความสำเร็จเกินคาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

เขาบอกว่า นายพลเจ้าของวาจาตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซาก กับภาพลักษณ์ “ลุงตู่” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือเหตุผลที่ว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐถึงได้ที่นั่ง ส.ส.มากเหมือนอย่างที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้

และไม่ควรมองข้ามอีกต่อไปในอนาคต

แบรนด์ลุงตู่ในทางการเมือง แข็งแกร่งไม่เบาเลยทีเดียว

ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมค็อด ซาตรูซายาง ถึงได้ขนานนามเลือกตั้งทั่วไปของไทยครั้งนี้ว่า “เครซี่ อีเล็กชั่น” แต่ก็ชอบแฮะ

เครซี่กันมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งยันหลังเลือกตั้งเลยละครับ

บทความก่อนหน้านี้ในประเทศ : ถอดรหัสความเหลือเชื่อ! “อนาคตใหม่” พรรค 1 ขวบ กวาด 80 เสียง
บทความถัดไปE-DUANG : ประชาธิปัตย์ แยก แตกตัว ปรากฏการณ์ ฝ่ายค้านอิสระ