เห็นถนนที่ลาวแล้วจะอึ้ง! : ซีรีส์ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเมือง ที่มีไสยศาสตร์มากมายและดวงวิญญาณเร่ร่อน

ราชัน ศรีสกุลชวาลา

สิ่งที่คุณและผมไม่เคยรู้มาก่อน ในการขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเมือง ที่มีไสยศาสตร์มากมายและดวงวิญญาณเร่ร่อน…บรึ๋ย…(2)

ความเดิมจากตอนที่แล้ว…ไสยศาสตร์มีจริงที่ประเทศลาว

มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งเสียอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม่มีเหตุบอกล่วงหน้า, มอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งลงข้างทาง ไกด์ลืมกระเป๋าตังค์ที่มีเงินจำนวนมากไว้ที่ชายแดนประเทศเวียดนาม-ลาว

เรากำลังจะเดินทางจากเมืองอัตปือ จุดนัดพบที่สาม ไปยังจุดนัดพบที่สี่

ถนนมีสองเส้นทางตามคำแนะนำของกูเกิล แต่มีสามเส้นทางสำหรับกูเกิลของบางคน…ที่ไสยศาสตร์ท่านไม่เขม่นเอา หรืออาจเรียกว่ามีของดี?

เส้นทางแรก

จากอัตปือ ใช้ถนนหมายเลข 18 ผ่านเมืองสะหนามไซ มุ่งหน้าสู่ถนนหมายเลข 13 เพื่อเข้าสู่เมืองปากเซ และเข้าสู่ถนนสาย 16W เข้าสู่ด่านช่องเม็ก ระยะทางจากจุดนัดพบสามคือ 200 กิโลเมตร เวลาห้าชั่วโมงสองนาที

ซึ่งเส้นทางนี้คือเส้นทางที่พระท่านได้กล่าวถึง…เส้นทางที่มีดวงวิญญาณเร่ร่อน

เส้นทางที่สอง

จากอัตปือ ใช้ถนนสาย 11 ต่อด้วยสาย 16 ผ่านเมืองปากซ่องเข้าสู่ถนนสาย 16E มุ่งหน้าสู่ปากเซ และเข้าสู่ 16W เข้าสู่ด่านช่องเม็ก ระยะทางจากจุดนัดพบสามคือ 250 กิโลเมตร เวลาสี่ชั่วโมงสิบหกนาที

เส้นทางที่สาม

จากอัตปือ ใช้ถนน 11 ตัดผ่านอุทยานแห่งชาติ ผ่านเมืองปากซ่อง แล้วก็เหมือนเส้นทางที่สอง เส้นทางนี้ Google ไม่ขึ้นให้ แต่เป็นเส้นทางที่ทัวร์กำหนดไว้ให้วิ่ง…แต่…

ต้องเท้าความไปในวันที่สี่ของการเดินทาง ซึ่งเป็นการเดินทางจากฮอยอันไปญาจาง ระยะทางประมาณห้าร้อยกิโลเมตร เส้นทาง QL14 คือเส้นทางที่ถูกกำหนดให้ใช้ มันผ่านเมืองหลายเมือง จึงมีรถหนาแน่น เมื่อเวลาผ่านไปเกือบครึ่งทาง สมาชิกกลุ่มหนึ่งก็เห็นว่ามีอีกเส้นทางหนึ่งตัดผ่านภูเขา รถน่าจะน้อย เลยไปวิ่งกันที่เส้นทางนั้น

หลังจากวันนั้น (ไอ่) แมน ชายร่างใหญ่ จิตใจดี ผู้ครอบครองยามาฮ่า เทเนเร่ พันสองร้อยซีซี สองสูบเรียง ขับเคลื่อนด้วยเพลา และควบคุมมันได้ดั่งใจคิด ก็แจ้งอย่างชัดเจนว่า พวกเราไม่ควรวิ่งออกนอกเส้นทางอีก

เราเห็นด้วย

กลับมาที่อัตปือ เราอยู่ที่ร้านอาหารเที่ยง ซึ่งเป็นจุดนัดบที่สาม เรามีทั้งหมดห้าจุดนัดพบ

จุดนัดพบที่สี่ถูกกำหนดลงในตำแหน่งใกล้ถนนสาย 18 ดูก็เข้าใจได้อย่างตรงไปตรงมาว่า แผนการวิ่งคือเส้นทางแรก วิ่งบนถนนสาย 18 สายที่มีดวงวิญญาณเร่ร่อน…ไม่ใช่เส้นทางที่สาม

และเราจะไม่วิ่งออกนอกเส้นทาง

ไกด์ชาวเวียดนามที่ดูแลเราเป็นอย่างดีมาตลอดยังคงอยู่ระหว่างการเดินทางกลับไปเอากระเป๋าตังค์ที่ลืมไว้ หากไกด์ท่านนี้ยังอยู่ เขาคงจะเคลียร์เส้นทางได้เป็นอย่างดีเหมือนทุกๆ วัน แต่เขาไม่อยู่ และใครจะไปรู้ว่าถนนสาย 18 นอกจากพระท่านจะบอกไว้ว่าเป็นสายดวงวิญญาณเร่ร่อนแล้ว มันก็ควรจะมีชื่อตั้งให้อีกชื่อหนึ่งว่าถนนสายปารีส ดักการ์

เรา มอเตอร์ไซค์สิบคัน รถยนต์หนึ่งคัน ทันทีที่เราเลี้ยวเข้าสู่ถนนสาย 18 ก็พบว่าเป็นถนนที่ราบเรียบ…ไม่มีหลุมบ่อ…เพียงแต่มันราบเรียบไปด้วยกรวด หินและดิน สะพานข้ามแม่น้ำทุกแห่งเป็นสะพานไม้แบบสะพานชั่วคราว ตะปูและน็อตถูกไม้งัดขึ้น พร้อมโผล่มาทิ่มแทงยางมอเตอร์ไซค์ของเรา

ทั้งถนนและสะพาน ไม่มีส่วนที่เป็นคอนกรีตหรือราดยาง ไม่มีแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

ส่วนคันที่มีของดี ไสยศาสตร์ไม่แตะต้อง ประกอบด้วย มอเตอร์ไซค์ 4 คัน และรถเซอร์วิส ซึ่งวิ่งเส้นทางที่สองกับเส้นทางที่สาม เวลาบ่ายแก่ๆ ทั้งหมดถึงเมืองปากเซเรียบร้อยตามกำหนดการที่บริษัททัวร์ได้วางไว้

เราหวังว่าถนนแบบนี้คงมีระยะไม่ไกล เพราะมันเหมือนถนนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คงมีเพียงห้ากิโลเมตร หรือเจ็ดกิโลเมตร เต็มที่ก็สิบกิโลเมตร แต่เราเข้าใจผิด เข้าใจผิดเป็นอย่างยิ่ง

วิ่งออกมาได้สักพัก สองพัก สามพัก มอเตอร์ไซค์บางคันก็เผชิญกับปัญหายางรั่ว และเมื่อเราขี่มาได้ในเวลาพอสมควร เราก็มาถึงสะหนามไซ เราแวะถามทางที่นี่ และได้ความว่าไปอีก 12 กิโลเมตรทางน่าจะดีขึ้น เราก็กัดฟันลุยกันต่อไป…

เราอดทนขี่ไปอีกสักพัก ถนนก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แต่ตรงกันข้าม…มันแย่ลง มีโคลนอยู่ข้างหน้า ระยะทางยาวประมาณสองสามร้อยเมตร มอเตอร์ไซค์ทุกคันรวมทั้งฮอนด้าฟอร์ซ่าสามร้อยซีซีของนัย ข้ามไปได้ เมื่อผมมาถึง ขาขวาก็วางลงบนพื้นโดยอัตโนมัติ มือกำคลัตช์ไม่ยอมปล่อย…ผมประเมินว่า มันคงไม่ได้ยาวแค่สองสามร้อยเมตร เพราะมองไปลิบตาเห็นรถกำลังค่อยๆ คลานไปอยู่

เมื่อรถทุกคันข้ามไปเสร็จ ผมก็ยังคงหยุดรออยู่ที่เดิม…สองชั่วโมงแล้วที่ขี่มา สายตา ไฟหน้า หัวใจ และเครื่องยนต์ มุ่งตรงไปข้างหน้า แต่มาถึงจุดนี้ หัวใจกำลังบอกสายตา ให้เริ่มมองหาทางอื่น หมดความประสงค์ที่จะเดินหน้าต่อไปในทางนี้ นี่คือมอเตอร์ไซค์ดูคาติที่สวยงาม และที่ควบคุมมันคือเจ้านายของมัน ที่ชื่นชมในความสะอาดของมือ เท้า และเครื่องแต่งกาย

สภาพนี้…โคลนเละตุ้มเป๊ะอย่างนี้ ไม่ใช่หนทางของเรา

ปารีส ดักการ์ สำหรับเราสอง เหมือนน้องอั้ม พัชราภา คือ มีไว้ดู ไม่ได้ไว้ลิ้มลอง

บทความก่อนหน้านี้“สุริยะ” เย้ยเพื่อไทย รีบตั้งรัฐบาลแต่ตัวเลขไม่ถึง ปัดตอบดีลดึงพรรคเล็กร่วม “พปชร.”
บทความถัดไปพิศณุ นิลกลัด : จากสนามกีฬา สู่สนามการเมือง