มนัส สัตยารักษ์ | บุญคุณมีไว้ลำเลิกและตอบแทน

มนัส สัตยารักษ์

ถ้าเปรียบ “เลือกตั้ง 62” เป็นมวยไทย มาถึงวันนี้ก็เท่ากับระฆังยกที่ 5 ดังขึ้นแล้ว ฉิ่ง ฉับ ปี่ กลองเข้าจังหวะ “เชิด” เร่งให้คู่ต่อสู้ที่เป็นนักสู้ตัวจริงปล่อยอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นหมัด เข่า ศอก แข้ง เท้า รวมทั้งลูกเล่น กลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ บรรดามีกันอย่างเต็มที่

ดังนั้น จึงมีข่าวพาดหัวทั้งในสื่อหลักและสื่อออนไลน์ชวนให้ตื่นเต้นวันละหลายข่าว-ทุกวัน ผู้เสพข่าวที่ติดตามควรใช้วิจารณญาณกลั่นกรองอย่างใกล้ชิดและจริงจัง เพราะมีการฟ้องร้องกันไป-มาเป็นพัลวัน ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทใส่ความหลายคดีแล้ว

ก่อนข่าวค่ำวันที่ 11 มีนาคม 2562 มีซับไตเติลประกอบข่าวและรายการในทีวีช่องหนึ่งว่า

“กกต.สั่งลบ 88 โพสต์ปลุกระดม-ใส่ร้าย”

แสดงว่าเท่าที่ตรวจพบมีถึง 88 โพสต์ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุที่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจผิดจนสับสนวุ่นวายได้โดยง่าย และเท่ากับบอกสถานะทางสังคมของประเทศไทยได้ว่าตกต่ำและเลวร้ายในด้านจริยธรรมของการต่อสู้ทางการเมืองเพียงใด

ไม่เพียงแต่สื่อโซเชียลเท่านั้นที่สร้างและโพสต์ปลุกระดม-ใส่ร้าย สังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าสื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับก็ตัดต่อคำสัมภาษณ์ บิดเบือนเนื้อความและเป้าหมายของคำพูดนักการเมือง พิธีกรทางทีวีบางคนขัดคอและคาดคั้นให้ผู้ที่ตนสัมภาษณ์อยู่ให้พูดไปทางที่ตัวเองต้องการโดยใช้คำถามแบบตัดบทว่า “ยอมรับใช่ไหมว่า…” ทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ชะงักงันครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบปฏิเสธ

พิธีกรหลายคนในหลายช่องพูดและออกท่าทางแบบปลุกระดมชัดเจน บางคนพูดในรายการเหมือนกำลังพูดอยู่บนเวทีประท้วงบนหลังคารถยนต์กลางถนน!

ทีวีหลายช่องผลิตรายการประเภท “ดีเบตของนักการเมือง” ผมพยายามติดตามอย่างใกล้ชิดเท่าที่จะทำได้ พลาดรายการของช่องไหนก็ไปย้อนดูเอาจากคลิปที่สื่อโซเชียลบันทึกไว้

พิธีกรของรายการหนึ่ง (จำไม่ได้ว่าชื่ออะไรและช่องไหน) ตั้งหัวข้อที่น่าสนใจต่อหัวหน้าพรรคหรือแกนนำที่รับเชิญมาร่วมรายการว่า ให้เวลาคนละ 2 นาที พูดถึงส่วนที่ดีของผู้ดีเบตจากพรรคอื่น เพราะพิธีกรเชื่อว่ามนุษย์เราโดยทั่วไป โดยเฉพาะคนที่อาสาเข้ามาเป็นแกนนำพรรคการเมืองเพื่อรับการเลือกตั้ง ย่อมมีส่วนดีที่น่าจดจำและน่าประทับใจเป็นปกติอยู่แล้ว

ทุกคนรวมทั้งพิธีกรต่างพอใจที่ได้พูดและได้ฟังถึงสิ่งดีๆ (ในชีวิตการเมือง) ผมซึ่งเป็นคนนอกเวทียังพลอยรู้สึกราวกับได้เห็นแสงสว่างในอุโมงค์เลยทีเดียว มีความคิดขึ้นมาในใจที่ทำให้สบายใจไปได้แม้จะชั่วขณะเดียวก็ตาม…

นักการเมืองไทยไม่ต้องปรองดองกันให้ต้องตั้งคณะกรรมการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินหรอก เพียงแต่มองส่วนดีของเพื่อนร่วมอาชีพบ้าง พูดกันด้วยภาษาดอกไม้บ้าง นักรัฐประหารก็หมดโอกาสที่จะอ้าง “ความสงบเรียบร้อย” แล้วยึดเอาประเทศเป็นตัวประกัน

รายการดีเบตเลือกตั้ง 62 ทางทีวีน่าสนใจทุกรายการและทุกช่อง มากบ้าง น้อยบ้าง พอใจบ้าง ผิดหวังบ้างตามประสาของผู้ผลิตรายการ “จุดยืน” ของแต่ละสื่อ ผู้ตั้งประเด็นที่จะดีเบต พิธีกรที่ควบคุมประเด็นและเฉลี่ยคนพูด

รายการ “เวทีดีเบตเลือกตั้ง 62” ของไทยรัฐ ที่มีจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ กับภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ เป็นพิธีกรนั้นดูเหมือนจะผลิตขึ้นมาอย่าง “มืออาชีพ” การเชิญตัวบุคคลที่หลากหลาย เหมาะสมกับประเด็นที่ตั้งไว้ แม้เราเราจะยังฟันธงไม่ได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราพอจะประมวลได้เมื่อได้รู้ “ไต๋” ตื้นลึก-หนาบางของแต่ละคน แต่ละพรรค

ถ้ารัฐบาลใจกว้างและให้เวลา (ก่อนการเลือกตั้ง) มากกว่านี้ เราจะได้ประโยชน์จากการดีเบตมากทีเดียว ทำให้ได้รู้จักนักการเมืองหน้าใหม่ซึ่งจะเป็นความหวังแทนคนเก่า เราจะได้ “ความจริง” มากกว่าอ่านโพสต์หรือคอมเมนต์ในสื่อโซเชียล เพราะผู้ดีเบตพูดกันต่อหน้าคนของพรรคอื่น จะหลุดจุดเดือดอย่างในทำเนียบรัฐบาลไม่ได้!

เราได้เห็นภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จับมือแบบเช็กแฮนด์กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

เราได้เห็นหน้าตาเจื่อนๆ จากบางพรรคที่ยอมรับหรือเชียร์ รธน. มองข้ามความผิดปกติของที่มาและอำนาจพิเศษของ ส.ว.250 คน ฯลฯ

ดังนั้น อย่างน้อยภาพการดีเบตย่อมมีคุณภาพกว่าการโต้ตอบกันในสื่อออนไลน์

ข่าวที่ส่งผลสะเทือนสังเวียนเลือกตั้ง 62 คือข่าว “มาร์คประกาศไม่เอาบิ๊กตู่” เพราะทำให้พรรคการเมืองต่างๆ “เคลื่อนไหว” ไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับที่วาดและวางไว้

อันที่จริงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยพูดมาก่อนแล้วในความหมายนี้ เป็นการพูดก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะรับคำเชิญจากพรรคพลังประชารัฐเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่เพิ่งมา “ย้ำ” โดยระบุชื่อบิ๊กตู่ชัดเจนเอาก่อนวันเลือกตั้งไม่กี่วัน

ส่วนหนึ่งกระทบมาถึงประชาชนผู้ไม่มีสีและสับสน เพราะบานปลายไปเป็นคำตอบโต้เชิงประณามของทนายวันชัย สอนศิริ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้เชียร์ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์มาตั้งแต่ต้น ทำให้นึกถึงสัจธรรมที่ว่า “คู่ต่อสู้ไม่น่ากลัวเท่าไร ที่น่ากลัวกว่าคือกองเชียร์”

ก็เห็นๆ กันมาเป็นสิบ-สิบปีแล้ว ฉิบหายกันไปเพราะกองเชียร์นี่แหละ!

สื่อโซเชียลเล่าว่า ทนายวันชัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ “โพสต์เดือด! จัดหนักอภิสิทธิ์ แบบไม่เกรงใจกันแล้ว”

ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดลำเลิกถึง “บุญคุณ” ที่นายอภิสิทธิ์หลบภัย “เสื้อแดง” เข้าไปพักพิงกับทหารในราบ 11 และลำเลิกบุญคุณที่ตนและทหารช่วยให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ความหมายคือ อภิสิทธิ์ควรตอบแทนบุญคุณทหารและ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์กับพวก

ยิ่งมองเห็นความถดถอยมากขึ้น เพราะเราต่างจำได้ว่า เติ้ง เสี่ยว ผิง พูดถึงคำ “บุญคุณ” ว่าอย่างไร และจีนหลุดพ้นวิกฤตจนก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับต้นมาได้อย่างไร

บทความก่อนหน้านี้สุรชาติ บำรุงสุข | ปฏิรูปกองทัพต้องเป็นวาระแห่งชาติ… ต้องคิดปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจังแล้ว!
บทความถัดไปทำไม “โนเกีย” ต้องขายบริษัทให้กับ “ไมโครซอฟท์” ?