ภาพยนตร์/นพมาส แววหงส์ /BLIND

นพมาส แววหงส์

ภาพยนตร์/นพมาส แววหงส์

BLIND

‘มืดบอด’

กำกับการแสดง  Michael Mailer

นำแสดง Alec Baldwin Demi Moore Dylan McDermott

 

หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อสั้นๆ ตรงๆ ทื่อๆ ว่า Blind ที่แปลว่าตาบอด

Blind มีตัวละครหลักเป็นคนตาบอดเนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อห้าปีที่แล้ว และใช้ชีวิตแบบคนตาบอดที่ขมขื่นแต่ก็พยายามทำชีวิตที่เหลือให้มีคุณค่า

ขณะเดียวกัน คำว่า “ตาบอด” ยังหมายถึงความมืดบอดที่ไม่ได้กินความหมายเรื่องความพิการทางสายตา และมีตัวละครซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในความฟุ้งเฟ้อหลงระเริงอยู่ในอำนาจเงินตรา ความร่ำรวยล้นฟ้าและความโลภไม่สิ้นสุด

โดยมองไม่เห็นคุณค่าแท้จริงในชีวิต

 

หนังเริ่มเรื่องด้วยชีวิตเริ่ดหรูของคู่สามีภรรยาในเพนต์เฮาส์เลิศหรู เหนือมหานครนิวยอร์กที่ระยิบระยับด้วยแสงไฟยามราตรี มองดูภายนอก คู่นี้เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก สามีรูปหล่อเฟี้ยว ภรรยาสวยสะดุดตา

ทั้งคู่กำลังเตรียมตัวจะออกไปฉลองวันครบรอบแต่งงานสิบเก้าปีอันหวานชื่น

ซูแซนน์ ดัตช์แมน (เดมี มัวร์) กำลังสวมชุดราตรีสีดำเรียบหรู แบ่งแยกอยู่คนละฝั่งของกรอบภาพ ขณะที่มาร์ก ดัตช์แมน ผู้เป็นสามีกำลังพูดโทรศัพท์ติดพันเรื่องงานที่ไม่ยอมปล่อยให้เขามีเวลาเป็นส่วนตัวเต็มที่สำหรับครอบครัว

มาร์กชื่นชมความงามของภรรยาที่เขาภาคภูมิใจ แต่ก็บอกว่าชุดของเธอยังขาดอะไรอยู่อย่าง และแล้วก็ควักกล่องเครื่องประดับบรรจุสร้อยเพชรระย้างามระยับมาสวมให้ที่คอ แบบที่ต้องหาซื้อมาจากร้านเพชรดีไซเนอร์ชั้นนำเท่านั้น

เป็นคู่แต่งงานที่สวยงามสมบูรณ์แบบชวนอิจฉาเหลือเกิน

 

ขณะนั่งรถไปด้วยกัน ซูแซนน์เอ่ยถึงข้อเสนอที่เธอเพิ่งได้รับทาบทามให้กลับไปทำงานอีกครั้งในฐานะบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร เหมือนจะหารือกับสามีว่าเธอกำลังรู้สึกว่างเปล่ากับชีวิตที่นั่งกินนอนกินบนกองเงินกองทองโดยไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ตามศักยภาพของตัวเธอ

มาร์กตัดบทโดยบอกปัดอย่างไม่แยแสว่า รายได้แค่ปีละสามล้าน บวกสวัสดิการทำฟันฟรี ไม่มีความหมายอะไรหรอก เขาต้องการให้เธออยู่กับเขาและเอาใจใส่ดูแลเขาตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่เขากำลังมือขึ้นทำเงินมหาศาลแบบไหลมาเทมาจากตลาดหุ้นขนาดนี้

และแล้วหนังก็หันไปเสนอภาพของตัวละครหลักฝ่ายชาย คือ บิล โอ๊กแลนด์ (อเล็ก บอลด์วิน) ซึ่งเป็นนักเขียนนวนิยายที่ประสบความสำเร็จ แต่ตาบอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เขาขับและเป็นสาเหตุให้ภรรยาของเขาเสียชีวิต

บิลเป็นหนุ่มใหญ่ที่ขมขื่นและยังฝังใจอยู่กับอดีตอันโหดร้าย เขาอารมณ์ร้ายอย่างที่ใครๆ ก็เข้าหน้าไม่ติด กระนั้นก็ยังมีหนุ่มผิวดำผู้ด้อยโอกาสที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน ชื่อแกวิน (สตีเวน เพรสคอต) อาสาสมัครมาอ่านหนังสือ ซึ่งโดยหลักๆ คือการบ้านที่เป็นงานเขียนของนักศึกษาในชั้นเรียนการเขียนแบบสร้างสรรค์ที่บิล โอ๊กแลนด์ เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

ต่อมา มาร์กก็ถูกจับกุมในคดีค้าหุ้นโดยใช้ข้อมูลภายใน และซูแซนน์ติดร่างแหไปด้วยเนื่องจากสามีใช้บัญชีร่วมของครอบครัวรับโอนเงินจากการค้าหุ้น

แต่ศาลพิจารณาเห็นว่าซูแซนน์ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการนี้ จึงปล่อยตัวและลงโทษเพียงกำหนดให้ทำงานรับใช้ชุมชนหนึ่งร้อยชั่วโมง

งานรับใช้ชุมชนที่ซูแซนน์ได้รับมอบหมายคือการอ่านหนังสือให้คนตาบอดคือบิล โอ๊กแลนด์ ฟัง

ซึ่งเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ โดยที่ซูแซนน์เข้ามาแย่งงานอาสาสมัครของแกวินไปดื้อๆ

โครงเรื่องส่วนที่เกี่ยวกับแกวินไม่ได้มีส่วนขับเคลื่อนโครงเรื่องหลักที่เป็นความสัมพันธ์ของบิลกับซูแซนน์เลย เพียงแค่ให้สีสันเกี่ยวกับความใฝ่ฝันที่จะสร้างชีวิตด้วยอาชีพนักเขียน

อันที่จริง ในมือของผู้เขียนบทเก่งๆ น่าจะสามารถถักทอโครงเรื่องรองนี้ไม่ให้ดูแยกอยู่ต่างหากแบบนี้

 

ผู้เขียนบทหนังคือ จอห์น บัฟฟาโล เมลเลอร์ ซึ่งร่วมเครดิตกับไดแอน ฟิชเชอร์ ผู้เป็นเจ้าของเรื่อง และผู้กำกับหนังคือ ไมเคิล เมลเลอร์

เมลเลอร์ทั้งคู่เป็นลูกชายของนอร์มัน เมลเลอร์ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่คนหนึ่งในวงการวรรณกรรมอเมริกัน

นอร์มัน เมลเลอร์เป็นทั้งนักเขียนนวนิยาย นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนบทความ นักเขียนบทละคร คนทำหนัง นักแสดง และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง  งานเขียนของเขาชนะรางวัลต่างๆ มากมาย รวมทั้งรางวัลพิวลิตเซอร์ และรางวัลหนังสือแห่งชาติ

วงการวรรณกรรมยังคงจดจำงานเขียนเรื่อง The Naked and the Dead (1948) และ The Executioner’s Song (1977) ซึ่งขึ้นหิ้งอยู่ในบรรดางานเขียนคลาสสิคของวรรณคดีอเมริกัน

น่าเสียดายที่ “รองเท้าของพ่อใหญ่เกินกว่าที่ลูกชายจะสวมได้พอดี” ถ้าพูดตามสำนวนฝรั่ง

 

ใน Blind บทหนังพยายามสอดแทรกเรื่องวรรณกรรมเข้าไว้ประปราย อย่างเช่น บิลขอให้ซูแซนน์อ่านนวนิยายคลาสสิคของรัสเซียเรื่อง แอนนา คาเรนีนา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงผู้ดีในสังคมรัสเซียที่มีความสัมพันธ์นอกการสมรส และได้รับยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกเรื่องหนึ่งของรัสเซีย

อีกทั้งยังจับอุปมาด้านงานวรรณกรรมไปใส่ไว้ในปากของบุคคลที่คงแทบไม่เคยอ่านงานวรรณกรรมเลยสักเรื่อง ในความพยายามจะเกลี้ยกล่อมให้ภรรยากลับมาอยู่กับตน มาร์ก ดัตช์แมน บอกว่า บิลเป็นเพียงเรื่องสั้น ขณะที่ตัวเขาเป็นนวนิยาย

ก็ฟังดูเก๋และเท่ดีอยู่หรอก…เสียแต่ว่าฟังดูทะแม่งๆ และไม่เข้ากับแคแร็กเตอร์ที่พูดออกมาเท่าไหร่เลย

 

หนังเรื่องนี้เป็นการจับคู่เดมี มัวร์ และอเล็ก บอลด์วิน อีกครั้ง หลังจากที่เคยเล่นด้วยกันในเรื่อง The Juror ซึ่งเดมีอยู่ในคณะลูกขุนที่ต้องพิพากษาโทษมาเฟียตัวเอ้ ซึ่งมีบอลด์วินเป็นเสนาธิการผู้ชาญฉลาดให้ บอลด์วินหลงรักลูกขุนสาวสวยหัวแข็งคนนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นและติดตามเธอไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว เมื่อเธอวางแผนซ้อนแผนโดยไม่ยอมจำนนแก่เขา

และนอกจากนั้น ยังเป็นหนังเรื่องแรกของเดมี มัวร์ หลังจากหายหน้าหายตาไปจากวงการนับสิบปี ครั้งสุดท้ายที่เธอเล่น คือ Flawless (2008)

เดมียังสวยสง่าเหมือนเดิม แม้ว่ากาลเวลาที่เคลื่อนคล้อยจะปรากฏให้เห็นและทำให้เธอไม่สดสวยเหมือนเมื่อตอนสาวๆ อีกแล้ว แต่ด้วยฝีมือของศัลยกรรมสมัยใหม่ เธอก็ยังคงสวยน่าจับตาอยู่ไม่น้อย

สมกับเป็นศรีภริยาที่สามีทุกคนจะควงคู่ออกงานได้อย่างภาคภูมิใจ

รัศมีดารานำทั้งสามทอแสงส่องประกายวิบวับวอมแวม ทำให้เป็นหนังที่พอดูได้ผ่านๆ แม้ว่าเรื่องราวจะดูซ้ำซาก ขาดความแปลกใหม่ และคาดเดาได้เช่นเดียวกับโรแมนติกคอเมดี้ดาดดื่นทั่วๆ ไป

หนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ แบบราบเรียบ ขาดความเฉียบคมอย่างที่จะสร้างความแตกต่าง ฉากที่ใส่เข้ามาเพื่อเดินเรื่อง ก็ดูยัดเยียด เหมือนเดินเรื่องตามกลไกซึ่งเป็นสูตรสำหรับโรแมนติกคอเมดี้

นางเอกพระเอกมีความใฝ่ฝันถึงความหวานแหววของปารีส เมืองแห่งมนตราของความรัก และเมืองเล็กๆ แถบชายฝั่งทะเลของฝรั่งเศส

ฉากที่พระเอกตาบอดวิ่งตามนางเอกเปะปะกระเซอะกระเซิง โดยรีบร้อนจนต้องโยนไม้เท้าคลำทางทิ้ง ก็ดูฝืดฝืนแบบตั้งใจจนไม่เป็นธรรมชาติเลย

 

แต่ที่ชวนประหลาดใจแบบคาดไม่ถึง คือหลังเครดิตตอนจบ เมื่อโรเบิร์ต เรดฟอร์ด ร้องเพลงคู่ Bird in a Cage แบบที่คนดูส่วนใหญ่พลาดอย่างน่าเสียดาย เพราะรีบร้อนลุกกลับไปเมื่อหนังจบและขึ้นตัวหนังสือบอกเครดิต

เดี๋ยวนี้ หนังหลายเรื่องพยายามหาทางสอนคนดูโดยเก็บมุกหรือทีเด็ดดีๆ ไว้ท้ายสุด เผื่อว่าต่อๆ ไปจะได้ไม่รีบร้อนลุกออกจากโรงไป ปกติก็มีทำกันบ่อยๆ เป็นประจำสำหรับหนังซูเปอร์ฮีโร่ ซึ่งจะต้องมีตอนต่อไปตามมาอีก แต่ไม่ค่อยเห็นมีทำกันในหนังรักแบบนี้

ถ้าใครเผอิญนึกอยากไปดูหนังเรื่องนี้ ก็อย่าลืมนั่งอยู่จนจบแล้วกันค่ะ

บทความก่อนหน้านี้สวนดุสิตโพล เผยความเห็น ปชช.ผิดหวังกกต. เอือมเลือกตั้งทุจริต-ไม่โปร่งใส
บทความถัดไป“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ เพียง7.02% เชื่อว่าเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด