ทราย เจริญปุระ | เป็น “ตัวเอง”?

ทราย เจริญปุระ

เรื่องราวของผู้หญิงสถานภาพต่างๆ ในสถานการณ์อันหลากหลาย ตั้งแต่ร่ำรวยล้นฟ้า ชนชั้นกลาง จนถึงชนชั้นล่างผู้ใช้แรงงาน ทุกวัยจากเด็กหญิง เด็กสาว หญิงสาว หญิงวัยกลางคน จนถึงหญิงชรา ผ่านกลวิธีการบรรยายในหลายท่าที บ้างเสียดสี บ้างขบขัน บ้างสงสาร บ้างเวทนา บ้างเย็นชา จนไปถึงสมน้ำหน้า*

“นี่เสื้อตัวโปรดสินะครับ ใส่บ่อยเลย” เป็นคอมเมนต์นึงที่แสดงขึ้นมาในรูปที่ฉันถ่ายตัวเองลงโซเชียลเมื่อซัก 3-4 ปีที่แล้ว

ทุกวันนี้ฉันยังจำได้ว่าเสื้อตัวนั้นที่โดนทักคือตัวไหน แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่มันอีกแล้ว

เปล่า, ไม่ได้ทำหาย

แค่ฉันไม่ได้โปรดมันอย่างที่คอมเมนต์บอก

แต่ฉันมีแค่นี้

ความสับสนอย่างหนึ่งของสาวๆ คือการยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าแล้วก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ว่า “ไม่รู้จะใส่อะไร” มันผุดขึ้นมาทั้งๆ ที่ยืนอยู่หน้ากองเสื้อผ้านั่นแหละ

ฉันไม่ได้คิดโรแมนติกไปถึงขั้นว่า มีเสื้อให้ใส่ก็ดีแล้ว ดูคนอื่นที่เขายากจนกว่าสิ, หรืออะไรทำนองนั้น

เพราะรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ แถมยังตอบอะไรไม่ได้

ทำไมเราจะมีปัญหาของตัวเองโดยไม่เปรียบเทียบไม่ได้เล่า

ฉันเป็นเด็กที่อยู่ในเสื้อผ้าของแม่มาทั้งชีวิต และทั้งที่อยากจะซื้อเสื้อใส่เองบ้าง พอถึงเวลาเข้าจริงก็กลับไม่มั่นใจว่าไอ้ที่ซื้อมาใส่นั้นมันจะดี อย่างน้อย, การใส่ชุดจากตู้ของแม่ก็ปลอดภัยจากสองอย่าง คือปลอดภัยจากคำวิจารณ์แรงๆ ของแม่ และปลอดภัยจากสายตาคนมอง ว่าถ้าเขาไม่ชอบ ก็คือไม่ชอบชุดของแม่ ไม่ใช่ตัวฉัน

หรือเปล่านะ…

ปัญหาอะไรๆ ของฉันมันมักจะเป็นอย่างนี้ คือในขณะที่บางคนอาจจะรู้สึกว่าการชอบตัวเองเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ฉันกลับมองว่ามันเหนื่อยแสนเหนื่อย ต้องใช้ทั้งพลังและจินตนาการร่วมสารพัดกว่าจะชอบตัวเองได้ และพอเผลอเมื่อไหร่ ความคิดก็จะเด้งกลับไปที่เดิม

คือไม่ชอบ ไม่ดี ไม่น่าสนใจ

วันก่อนได้คุยกับน้องที่ทำงานด้วยกัน น้องพูดอะไรที่ฉันต้องเก็บมาคิด คือบอกว่า “พี่ทรายมั่นใจในตัวเองสิครับ พี่สวยนะ แต่เวลาพูดเรื่องตัวเองพี่ทรายจะไม่มั่นใจอะ จะเหมือนตัวเล็กลง แต่พอพูดเรื่องงานพี่จะฟูมาก ฉึบฉับมาก พี่ต้องชอบตัวเองให้เท่ากับงาน”

เออ ฉันไม่เคยคิดถึงอะไรงี้เลยจริงๆ นะ เรื่องหน้าตานี่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่จุดแข็งของฉัน ต่อให้เขารณรงค์กันทั้งโลกว่าผู้หญิงทุกคนสวยในแบบของตัวเอง แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ติดโพลทุกครั้งที่ว่าด้วยความไม่สวย ติดได้ติดดี แถมไม่เคยหลุดจากหนึ่งในสามอันดับแรก โดนมาตลอดว่าไม่สวยๆๆๆๆ จิตฉันก็กำหนดไปทางนั้นน่ะ ในเมื่อคุณผู้ชมที่เป็นผู้มีอุปการคุณต่ออาชีพการงานของฉันเขาว่ามาแบบนั้น มันก็คงเป็นแบบนั้นสินะ

และการชมผู้หญิงว่า-ถึงเธอจะไม่สวย แต่เธอก็เก่ง/เท่/สง่า-นั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำว่า, เออ มึงมันไม่สวยไง ไปหาข้อดีทางอื่นก็แล้วกัน

คือทุกคนกำลังบอกให้ฉันเป็นตัวของตัวเองและไม่คิดมากเรื่องหน้าตา ทั้งที่อยู่ในวงการที่เห็นหน้าตาเป็นทรัพย์และความน่ารักในสายตาคนดูคือความจริง

นี่มันบ้าบอนะ

ฉันเป็นสาวช้ามาก ในความหมายของความสาวที่ว่าด้วยการหันมาดูแลสนใจตัวเอง แต่งหน้าแต่งตัวอะไรอย่างนี้ จริงอยู่ที่ส่วนหนึ่งก็มาจากการออกกำลังดูแลตัวเอง แต่อีกส่วนที่ใหญ่มากๆ คือการเข้าถึงอำนาจเงินของตัวเอง สามารถซื้ออะไรดีๆ มาใส่มาใช้ได้

ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้จัดการซื้อเสื้อผ้าเอง ครั้นพอตอนนี้มีเงินขึ้นมาก็เกิดอาการบ้าซื้อ ก็ซื้อเอาแบบที่ตัวเองชอบและสนุกจะใส่ เสื้อโคร่งตัวใหญ่ เดรสเชิ้ตไร้ทรงสีสะท้อนแสง ผ้าใบ กระโปรงสั้นๆ ยาวๆ

ไม่ใช่ของแพงมากมายอะไรหรอก ก็ซื้ออย่างที่สาวๆ วัยทำงานส่วนใหญ่เขาซื้อกันนั่นแหละ

ซื้อไปก็บอกตัวเองว่าเอาไว้ใส่ไปทำงานได้ ออกรายการได้ ถ่ายสัมภาษณ์ได้

แต่ชีวิตมันก็ไม่ง่ายขนาดนั้น

สวยของฉันกับสวยของคนอื่นไม่เท่ากัน

ฉันถูกสแกนและตรวจวัดทีละจุดทุกครั้งที่แต่งตัวไปทำงาน เสื้อตัวนี้โคร่งไป ไม่เห็นรูปเห็นทรง อันนี้ใส่แล้วทำไมมันพอง ตัวนี้น่าจะคาดเข็มขัดหน่อย ใส่ผ้าใบแล้วมันดูไม่เป๊ะ

พร้อมกับการสแกน ก็มาด้วยคำอธิบายว่า, พี่ก็ทำตัวสวยได้นะ มั่นใจได้นะ ทำไมไม่ทำ

ป่วยการจะมานั่งคิดว่า, อ้าว งานฉันก็ดีนะ อยู่ในหีบห่อแพ็กเกจจิ้งแบบไหน ความเป็นมืออาชีพของฉันก็ไม่ได้หายไป ชุดที่ใส่นั้นก็ไม่ได้โป๊หรือผิดกาลเทศะเสียหน่อย ออกจะเรียบร้อยดีกว่าหลายชุดที่เห็นกันว่างามเสียอีก

คือถึงเรื่องนี้จะเป็นเหตุเป็นผล หรือเป็นความชอบของฉันขนาดไหน มันก็ไม่มีประโยชน์เลยที่จะเอาไปง้างไม้บรรทัดความงามของคนอื่น

ซึ่งคนอื่นที่ว่านี้ก็ล้วนเป็นผู้ชม เป็นลูกค้า เป็นนายจ้างของฉันทั้งสิ้น

ฉันเลยเหมือนต้องมาเรียนรู้ทุกอย่างใหม่หมดอีกรอบ ว่าอะไรใส่ได้หรือไม่ได้ ซึ่งเป็นความ “ได้” ที่ไม่เกี่ยวกับขนาดเสื้อผ้าเลย

“ชอบตัวเองให้เท่ากับงาน”

เรื่องที่ดูเหมือนง่ายแสนง่ายสำหรับคนทั่วไปมันจึงเป็นเรื่องแสนยากสำหรับฉัน

ฉันจะชอบตัวเองที่ตัวเองเป็น หรือชอบฉันตามที่คนอื่นมอง คำวิจารณ์ ความคิดเห็นต่างๆ มีผลกับฉันยิ่งอย่างช่วยไม่ได้ เรือที่ถูกถอดหางเสือตอนอยู่กลางทะเลอย่างฉันมันแสนเคว้งคว้าง

การเป็นตัวเองแต่ต้องให้คนอื่นชอบเพราะอาชีพของเรานั้นไม่ใช่อยู่ที่เราเพียงคนเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

และมันก็เป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะซ่อนตัวอยู่หลังเสื้อโคร่งๆ ของแม่ไปตลอดกาล

“ดอกไม้ดอกนี้” (This Flower) รวมเรื่องสั้นของ Katherine Mansfield, หลายผู้แปล โดย รำไพลดา สว่างวัฒน์ เป็นบรรณาธิการ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่, มกราคม 2562

*ข้อความจากหนังสือ

บทความก่อนหน้านี้OTOP TO THE TOWN ผ่านไปครึ่งทาง เงินสะพัด กว่า 31 ล้านบาท
บทความถัดไป“หญิงหน่อย” ซัดท่าที “พปชร.” ทำลายมารยาทการเมือง เชื่อหลังเลือกตั้ง ซื้อตั๋วส.ส.กันฝุ่นตลบ