ทราย เจริญปุระ | แมวชื่อโม่

ทราย เจริญปุระ

ไม่รู้ว่ากว่าจะถึงวันตาย ฉันต้องผิดสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองอีกกี่ครั้ง

แต่นี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่ๆ ที่ฉันกลับทำในสิ่งที่ตั้งกติกากับตัวเองเอาไว้ว่าจะไม่ทำ

ตั้งแต่ป่วย ฉันก็ได้เข้าใจความเอาแน่ไม่ได้ของชีวิตมากขึ้น คำว่า “ชีวิตเราก็เท่านี้” มีน้ำหนักและดูจับต้องได้มากกว่าช่วงใดๆ ของชีวิต และแผนการที่เคยมี เคยฝัน หรือเคยหวังและพังทลายไปนับครั้งไม่ถ้วนก็ยิ่งตอกย้ำความมีอยู่จริงของประโยคนี้

แรกๆ ฉันก็ตั้งคำถามนั่นแหละ ว่าเราได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง ไปจนกระทั่งทำไมต้องเป็นเรา

แต่อยู่ๆ ไปก็ยิ่งรู้ ว่ามันก็เท่านี้

ข้อความที่ฉันสักไว้บนขา ว่ามนุษย์วางแผน, พระเจ้าหัวเราะนั้นเป็นความจริงในทุกมิติ ไม่ว่าคุณจะเชื่อในเรื่องพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม

ฉันคงเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว ว่าทุกวันนี้บ้านฉันก็ดูไม่เป็นบ้านฉันมากขึ้นทุกที รถกับกระเป๋าเสื้อผ้าดูจริงใจกว่า วางใจได้มากกว่า และไม่มีความแปลกหน้าแก่กันเท่ากับทุกชีวิตในบ้าน

แม่ที่ไม่ใช่แม่

น้องที่มีตัวแปรอื่นๆ ในชีวิต

คนนี้และคนนั้นที่ผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันเข้ามา

หรือกระทั่งตัวฉันเองที่ก็วางใจตัวเองได้ไม่เท่าเดิม

กับจิตใจที่พร้อมจะแตกพังและกลับมาประกอบซ้ำซาก ได้ทำชิ้นส่วนหดหายไปทีละนิด

แล้วก็มีสิ่งที่ฉันรู้สึกอยากกลับมาหาหรือหลั่งน้ำตาให้

นั่นก็คือแมว

“ความโดดเดี่ยวทำให้มันต้องรีบเป็นผู้ใหญ่ แม้ภายนอกมันจะดูเปราะบางและตัวเล็กนิดเดียว แถมยังกระโดดไม่เป็น เดินเซ เฉียงไปเฉียงมา แต่มันไม่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งหลาย

คืนหนึ่ง ท่ามกลางพายุฝน มันตัดสินใจออกผจญภัย และได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอาจรอมันอยู่เหมือนกัน”*

เรื่องก็เริ่มขึ้นแบบง่ายๆ งงๆ และเปลี่ยนแปลงไปมาเหมือนกับทุกเรื่องในชีวิตฉัน

บ้านฉันไม่เคยเลี้ยงแมว พ่อฉันชอบหมา และแม่นั้นตั้งข้อรังเกียจแมวอย่างจริงจัง ว่าแมวมันมีนิสัยมากเกินไป หรือประโยคเต็มๆ คือมันนิสัยเหมือนแม่มากเกินไป

ก็เข้าใจได้น่ะนะ ว่าไม่มีใครหรอก ที่จะอยากเลี้ยงอะไรที่นิสัยเหมือนแม่ฉัน

เราก็อยู่มาอย่างนั้น และหลังจากหมาที่พ่อเลี้ยงตายจากไปไม่นาน พ่อฉันก็จากไปอีกคน

แม่ฉันป่วย และฉันก็บอกตัวเองว่าฉันไม่สามารถรับมือการต้องเป็นที่พึ่งของใครหรืออะไรก็ตามอย่างสุดตัวได้อีกต่อไปแล้ว มันน่ากลัวเกินไปว่าเราจำเป็นต้องอยู่ให้ได้เพื่ออะไรบางอย่างที่มาพร้อมกับความรักความผูกพันที่กดดันถึงเพียงนั้น

แต่ส่วนตัวแล้ว, ฉันชอบแมวมากกว่าหมา

หมานั้นร่าเริงและเรียกร้องพลังงานมากเกินกว่าที่ฉันจะมีให้ได้ในทุกกรณี ในขณะที่ก้อนขนที่เรียกกันว่าแมวดูสบายกว่า ไม่มาทิ้งชีวิตเอาไว้กับใครมากจนเกินไป หยิ่งพอ และขี้เบื่อมากพอกับฉัน

แต่ความชอบนั้นก็จำกัดอยู่แค่การถ่ายรูปแมว หรือเกาคางบางตัวที่เดินมาคลอเคลียฉันตามที่ต่างๆ

-ไม่ไหว เราทำไม่ได้-

แต่ชีวิตก็แบบนี้เอง มันมีไว้เพื่อทำในสิ่งที่เราคิดว่าจะไม่ทำ

ชื่อเดิมของโม่นั้นคือ “โมคคัลลานะ” ชื่อเดียวกับพระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นพระภิกษุอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระโคตมพุทธเจ้า เป็นพระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์มาก คู่กับพระสารีบุตร ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา

ฉันไม่ได้ถาม ว่าทำไมแมวจรอายุ 7 เดือนถึงมีชื่อแบบนี้ หรือมีแมวใดๆ ในครอกตั้งชื่อตามพระอัครสาวกอีกหรือไม่ แต่ฉันชอบ

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน โม่ไม่ได้น่ารักเป็นพิเศษ ก็แมวจรสีส้มธรรมดาตัวหนึ่ง ที่เรียกให้ฉันขับรถข้ามเมืองไปหา ไปลองเล่น

และตกหลุมพราง

พูดกันอย่างยุติธรรม แมวโม่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้ลุกขึ้นมารำอวยพร หรือจูบปากฉันตั้งแต่แรกเจอ มันแค่นอนหายใจครืดๆ อยู่ข้างแขนฉัน

น่าแปลกที่เสียงครืดๆ นั้นให้ความรู้สึกสงบ

เกือบจะเท่าความรู้สึกของบ้านที่ฉันเคยมี

โมคคัลลานะจึงถูกหดให้สั้นลงเหลือเพียงโม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ดราม่าซึ่งอาจจะพึงบังเกิดขึ้นกับฉันหรือแมว

แต่เติมอานนท์เข้าไปอีกหน่อย เพราะเมื่อแรกเกิดนั้น น้องชายฉันชื่ออานนท์ตามชื่อหนังที่พ่อสร้าง-เจ้าสาวของอานนท์- แล้วด้วยอะไรซักอย่าง ชื่อน้องชายฉันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ฉันก็ยังจำอานนท์ได้เสมอ

น้องของฉัน น้องชายที่แม่พูดใส่ทุกวันว่าไม่รู้จะเลี้ยงเด็กผู้ชายยังไง ไม่เคยอยากจะมีลูกชายซักนิด

วันก่อนที่ฉันจะไปรับโม่กลับมาที่บ้าน ฉันนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นลำพัง ด่าตัวเองไปด้วยว่าแกคิดอะไรโง่ๆ แบบนี้วะ กล้าดียังไงจะเอาแมวมาเลี้ยง ลำพังตัวเองยังถูลู่ถูกังถึงปานนี้ คนไม่เก่งเรื่องความรักความสัมพันธ์อย่างฉัน ได้มาก็รักษาไม่เคยได้ดีจะไปเลี้ยงแมวเนี่ยนะ ขนาดคนที่พูดภาษาเดียวกัน ฉันยังทำให้เขาเข้าใจไม่ได้เลย

แต่ทุกคนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักฉันเป็นการส่วนตัว ก็ปลอบฉันว่าฉันทำได้ และที่ทำได้นั้นไม่ได้แปลว่าฉันเก่ง แต่เป็นเพราะแมวมันเรียบง่ายกว่านั้น เรียกง่ายๆ ว่ามันน่าจะอดทนฉันได้เพราะเอาเข้าจริงมันก็อาจไม่ได้สนใจฉันด้วยซ้ำ

มาวันนี้ฉันก็เริ่มนั่งคุยกับแมว ร้องไห้ตอนมันหลับอยู่บนอก เสียงครืดๆ ฟู่วๆ ของลมหายใจมันทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ดูเหมือนโม่จะขี้อ้อนกว่าแมวปกติจากที่ถามคนเลี้ยงแมวคนอื่นๆ มา โม่จะพัวพัน เดินตาม และนอนคลอเคลียโดยเอาขาข้างหนึ่งก่ายแหมะไว้บนตัวฉัน

บางคนถามว่า, เพราะมันเคยโดนทิ้งมาก่อนหรือเปล่า มันถึงออดอ้อนถึงเพียงนี้

ฉันก็ตอบไปว่าไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ว่า 7 เดือนของโม่ผ่านอะไรมาบ้าง โม่อาจเคยถูกทอดทิ้งเลยกระหายความรักความมั่นใจ หรือโม่ก็อาจจะเป็นอย่างนี้ของมันเอง

แต่กับคนที่รู้สึกว่าถูกโลกทอดทิ้งหรือละความเข้าใจในตัวตนไปบ้างอย่างฉันนั้น…ไม่รู้สิ ฉันก็บอกไม่ถูก

ความรักก็คือความรักแบบนี้ล่ะมั้ง ถึงแม้จะมาในรูปแบบของการร้องขออาหารเม็ดก็ตาม

เราผูกพันกับอะไรสักอย่าง ด้วยเงื่อนไขบางอย่าง

เพียงเพื่อจะจากกันไปในวันหนึ่ง

ชีวิตเราก็เท่านั้นเอง

“เธอทำให้มันรู้จักความหมายของคำว่าบ้าน ช่วยมันเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ด้วยความรัก นอกจากนั้น มันยังได้พบเพื่อนใหม่มากมาย ทั้งนกนางนวล แมงป่อง เม่น ปู วัว และสุนัข เพื่อนเหล่านี้ทำให้มันรู้ว่า เราสามารถเปลี่ยนความเปราะบางให้เป็นพลังได้”*

“มิโล แมวน้อยกระโดดไม่เป็น” (Storia di Milo, il gatto che non sapeva saltare) เขียนโดย Constanza Rizzacasa d”Orsogna แปลโดย นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่านอิตาลี, มกราคม 2562

*ข้อความจากในหนังสือ

บทความก่อนหน้านี้ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | สืบทอดอำนาจบนเส้นทางที่ถูกบีบให้น่ารังเกียจ
บทความถัดไป‘อภิสิทธิ์’ ปล่อยคลิปใหม่ ย้ำจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลเผด็จการ-คนโกง พร้อมนำประเทศหลุดวงจรอุบาทว์