10 องคมนตรี ในรัชกาลที่10 ทหาร 5 ตุลาการ 3 พลเรือน 2 “3บิ๊กรุ่นใหม่”ประสบการณ์เข้ม

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 09/12/2016

 

6 ธันวาคม 2559 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง 10 องคมนตรี ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ภายหลังคณะองคมนตรีได้กราบถวายบังคมลาออกจากตําแหน่ง และทรงมีพระราชดําริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี โดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รายชื่อทั้ง 10 นั้น มีทั้งที่เป็นองคมนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และองคมนตรีใหม่ ซึ่งแต่ละคนนั้นเรียกว่า ประวัติการทำงานไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

อย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยเป็นองคมนตรีมาแล้ว 2 ครั้ง การแต่งตั้งล่าสุดนับเป็นครั้งที่ 3 ก่อนหน้านั้น ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงนายกรัฐมนตรีคนที่ 24

นอกจากนี้ ยังมีอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศของไทย อย่าง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข

นายเกษม วัฒนชัย ผู้เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการบริหารและเลขาธิการมูลนิธิอานันทมหิดล กรรมการโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ และองคมนตรี

ยังมีอดีตองคมนตรีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอีกหลายคนที่ได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งเป็นองคมนตรีอีกสมัย อาทิ นายอรรถนิติ ดิษฐอํานาจ นายศุภชัย ภู่งาม นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รวมไปถึงอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และปัตตานี นายพลากร สุวรรณรัฐ

และ 3 องคมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ ซึ่งจะต้องลาออกจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ตามมาตรา 14 บัญญัติไว้ว่า องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ

เพื่อไม่ให้ขัดกับกฎหมาย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 มาหมาดๆ และ 2 รัฐมนตรี อย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องพ้นจากตำแหน่งเหล่านี้ทันที

 

เมื่อมีประกาศแต่งตั้ง บ่ายวันนั้นเอง พล.อ.ไพบูลย์ ได้กล่าวอำลาตำแหน่งกับเจ้าหน้าที่กระทรวง และพนักงานรักษาความปลอดภัยว่า “ดูแลครอบครัวให้ดีๆ นะ ต่อไปไม่มีใครพาคุณออกกำลังแล้วนะ” เนื่องจากปกติ เมื่อ พล.อ.ไพบูลย์ เดินทางมาที่กระทรวงยุติธรรม มักจะลงจากรถทางเข้าประตูกระทรวงยุติธรรมชั้น 2 แล้วเดินขึ้นบันไดตั้งแต่ชั้น 2 ไปจนถึงห้องทำงานชั้น 9

ก่อนเดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่ออำลาตำแหน่ง โดยบอกว่า

“ตอนผมอยู่ในทุกตำแหน่งก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว ผมทำงานเต็มที่ สื่อว่าผมทำงานเต็มที่หรือไม่ แต่หมดเวลาเราแล้ว ก็ไม่แล้วอย่าไปยุ่ง ตำแหน่งผมไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้แล้ว เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แล้วก็จบ ส่วนงานเก่าผมสั่งการไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่เห็นจะต้องพูดอะไรอีก คุณอย่าเป็นห่วงคนที่มาใหม่เขาก็ต้องทำงาน ถ้าห่วงไปหมดมันก็ไม่ใช่ งานพวกนี้ต้องแทนกันได้หมด ผมขอขอบคุณทุกอย่าง ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณพวกเรา ขอบคุณที่ได้รู้จักกันในช่วงชีวิตที่สำคัญของผม”

 

หากย้อนมาดูประวัติองคมนตรีใหม่เหล่านี้ ล้วนผ่านการทำงานมาอย่างโชกโชนเลยทีเดียว

พล.อ.ไพบูลย์ หรือ “บิ๊กต๊อก” นั้น จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 15 (ตท.15) และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 26 เคยผ่านตำแหน่งสำคัญทางทหารมามากมาย เช่น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, แม่ทัพภาคที่ 1, อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์, อดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และอดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มีผลงานในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กแว้น-ผับบาร์เปิดเกินเวลา การตามล่าผู้ต้องหาตามหมายจับในคดี 112

ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ หรือ “บิ๊กหนุ่ย” จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 23 (จปร.23) และในชีวิตราชการ ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ รองเสนาธิการทหารบก และเสนาธิการทหารบก และเกษียณราชการในตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหารปี 2549 และในขณะนั้นเขาได้รับตำแหน่งสมาชิก สนช. อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และต่อมาถูกปรับให้ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

พล.อ.ธีรชัย หรือ “บิ๊กหมู” รับตำแหน่งสำคัญๆ และไต่เต้าขึ้นมาตามลำดับ โดยเป็นเสนาธิการกองทัพน้อยที่ 1 รองแม่ทัพน้อยที่ 1 รองแม่ทัพภาคที่ 1 แม่ทัพน้อยที่ 1 ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายส่งกำลังบำรุง รองเสนาธิการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

และเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2558 ต่อจาก พล.อ.ประยุทธ์

 

สําหรับตำแหน่ง “องคมนตรี” หมายถึง ผู้มีตำแหน่งที่ปรึกษาในองค์พระมหากษัตริย์ เป็นตำแหน่งที่มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในระยะแรกนั้นยังไม่ได้เรียก “องคมนตรี” แต่จะใช้คำว่า “ปรีวีเคาน์ซิล” หรือ “ที่ปฤกษาในพระองค์” ตามอย่างของประเทศอังกฤษ

แต่โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีทั้งสองประเทศนี้แตกต่างกัน คณะองคมนตรีของไทยนั้นพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง และมีอำนาจหน้าที่บัญญัติไว้ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนคณะองคมนตรีของประเทศอังกฤษ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี จากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในวงราชการ วงการศาสนา หรือวงการเมือง เช่น ผู้พิพากษาศาลสภาขุนนาง สมเด็จพระสังฆราช นายกรัฐมนตรี เป็นต้น

ซึ่งตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช 2475 ก็ไม่ปรากฏว่ามีคณะองคมนตรีในรัฐธรรมนูญหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนกระทั่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 จึงได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 9 ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน”

ปัจจุบัน มาตรา 12 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้”

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้คณะองคมนตรี เสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งไว้ ในเมื่อจะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ หรือในกรณีที่ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น

รวมถึงทำหน้าที่พิจารณาและถวายความเห็นประกอบร่างกฎหมายทั้งปวง ที่นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อขอพระราชทานพระมหากรุณาทรงลงพระปรมาภิไธย พิจารณาและถวายความเห็นประกอบเรื่องที่นักโทษ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ

ภารกิจโดยรวมขององคมนตรี ในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน จึงถือเป็นงานกลั่นกรองพระราชกรณียกิจต่างๆ ในเบื้องต้นถวายแด่พระมหากษัตริย์เพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัย

 

ตามประวัติการแต่งตั้งองคมนตรีนั้นจะพบว่า ตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการตั้งองคมนตรีเป็นประจำทุกปี เป็นผลให้มีจำนวนมากถึง 233 คน ขณะเดียวกัน คนที่ดำรงตำแหน่งองคมนตรีมีอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน คือ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

“องคมนตรี” แม้จะเป็นตำแหน่งที่รวบรวมคนมีความรู้ความสามารถของแต่ละสาขา ในการทำงานใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ แต่ในมาตรา 13 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรี หรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” และในมาตรา 16 ระบุว่า “องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเมื่อตาย ลาออก หรือมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง” การจะเข้าดำรงตำแหน่ง หรือลาออก จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนข้อความที่ถูกบันทึกไว้เมื่อ ร.ศ.111 ว่า

“…จำนวนที่ปฤกษาในพระองค์นั้น มากน้อยเท่าใดไม่มีกำหนด ตามแต่พระราชประสงค์…แล้วต้องรับตำแหน่งที่อยู่จนสิ้นแผ่นดิน…”