มาดามหลูหลี / A Taiwanese Tale of Two Cities : เรื่องเล่าของผู้หญิงๆ

มาดามหลูหลี[email protected]

A Taiwannese Tale of Two Cities ซีรี่ส์ไต้หวันฉายในเน็ตฟลิกซ์ ที่เล่าเรื่องของผู้หญิงสองคน อยู่กันคนละฟากโลก แต่มีเชื้อชาติไต้หวันเหมือนกัน ได้แลกเปลี่ยนที่อยู่กัน

คนหนึ่งตามหาร่องรอยของแม่

ส่วนอีกคนเติมเต็มความฝันของพ่อ

หลี่เนี่ยนเนี่ยน (Tammy Chen) สาวไทเปเป็นแพทย์จีนแผนโบราณ เดินตามรอยพ่อของเธอหลี่เหรินกุ้ย (Shao Hua Lung) เจ้าของคลินิกแพทย์แผนโบราณชื่อ “เหอเซิ่งถัง” ในย่านต้าเต้าเฉิง (Dadaocheng ย่านการค้าเก่าแก่ในอดีตเคยเป็นท่าเรือขนส่งสินค้า แต่ปัจจุบันเป็นย่านฮิป เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว) อันมีชื่อเสียงเป็นรุ่นที่สองแล้ว

เพราะแม่ (เฟิงวาน) ของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว ได้มอบความฝันของเมืองซานฟรานซิสโกให้เนี่ยนเนี่ยน เนี่ยนเนี่ยนจึงคิดจะเดินทางไปหาความฝัน และคนรักที่เป็นรักแรกของเธอ

เพื่อเติมช่องว่างให้เต็มหัวใจ

 

ขณะที่โจเซฟิน (Peggy Tseng) สาวซานฟรานซิสโกผู้มีเชื้อสายไต้หวัน พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก จึงมีแม่ (Li Yin Yong) เลี้ยงลูกสองคนมาอย่างเข้มงวด

โจจึงอยากหนีจากแม่มาไต้หวัน เพื่อทำความฝันของพ่อให้เป็นจริง

จากบันทึกของพ่อ อดีตนักศึกษาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เป็นที่หมายหัวของรัฐบาล

สองสาวแลกบ้านกันอยู่ โจมาอยู่บ้านของเนี่ยนเนี่ยนที่ต้าเต้าเฉิง เนี่ยนเนี่ยนขึ้นเครื่องบินแบบเมาๆ ไปซานฟรานซิสโก

และขณะที่อยู่บนเครื่อง มีผู้โดยสารปวดท้องอาหารไม่ย่อย เจ้าหน้าที่ของสายการบินจึงขอให้เนี่ยนเนี่ยนช่วยดูอาการของผู้โดยสารคนนั้น

ใครจะรู้ การพบกันอย่างบังเอิญ เป็นพรหมลิขิตที่กำหนดไว้ เนี่ยนเนี่ยนได้ช่วยไรอัน (Denny Huang) เจ้าของร้านอาหารที่ซานฟรานซิสโก

เมื่อเนี่ยนเนี่ยนมาตามหาคนรัก ซึ่งแอบมีครอบครัว อีกทั้งตั้งใจจะตั้งรกรากที่นี่อย่างถาวร เธอถูกคนรักทำให้ผิดหวังและรถเช่าถูกทุบขโมยของ ความโชคร้ายมาซ้ำเติม ไรอันได้ยื่นมือมาช่วยในหลายๆ ครั้งที่เนี่ยนเนี่ยนต้องการความช่วยเหลือ

กลายเป็นว่า เธอมาหาคนบางคนที่ไม่ใช่ แต่กลับได้พบใครบางคนที่รอเธออยู่

 

ที่ไต้หวัน พ่อและแม่เลี้ยง (Yi Wen Yen) ของเนี่ยนเนี่ยนดูแลโจเหมือนลูกสาวตัวเอง และโจได้พบกับเทียนหมิง (Sheng Hao Wen) ชายหนุ่มที่เคยหลงรักเนี่ยนเนี่ยน มากินข้าวที่บ้านเนี่ยนเนี่ยนเกือบทุกวัน ราวกับเป็นสมาชิกของครอบครัว

เทียนหมิงอดีตนักการเงินผู้ประสบความสำเร็จ แต่เพราะวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหาเป็นลูกโซ่ จนต้องกลับมาสืบทอดร้านขายของชำของพ่อที่ต้าเต้าเฉิง และกลางคืนเปิดเป็นบาร์

เทียนหมิงมีความฝันที่จะฟื้นฟูต้าเต้าเฉิงให้เป็นที่รู้จัก เป็นหมุดหมายของนักเดินทาง ที่ต้องแวะมาเที่ยวมาดูร่องรอยของวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ที่ต้าเต้าเฉิงมีวัดดังศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “วัดเสียไห่เฉิงหวง” ที่ว่ากันว่าขอผัว…ได้ผัว!

 

ATaiwanese Tale of Two Cities เหมือนซีรี่ส์โปรโมตการท่องเที่ยวของไต้หวัน แม้ว่าละครจะเล่าเรื่องไปๆ มาๆ ระหว่างไทเปและซานฟรานซิสโก แต่เหมือนจะบอกว่าไทเปน่าอยู่กว่าซานฟรานซิสโก เพราะคนไทเปอบอุ่นกว่า แต่คนซานฟรานฯ ต่างคนต่างอยู่

และผู้ชายไทเปตรงไปตรงมา มีความรับผิดชอบมากกว่า ไม่ใช่รักเพราะเธอรวย แต่รักเพราะเป็นเธอ แม้ย่าของโจจะเสนอความช่วยเหลือให้เทียนหมิง แต่เขาก็ไม่อาจรับได้

ขณะที่ไรอัน หนุ่มอเมริกันเชื้อสายไต้หวัน ยังไม่ได้หย่ากับอดีตภรรยา การมาคบหากับเนี่ยนเนี่ยน จึงดูเหมือนการมีชู้ ไม่โปร่งใส!

การเลี้ยงดูมีผลต่อความคิด เนี่ยนเนี่ยนที่โตมากับครอบครัวที่รักและประคบประหงม เธอจึงดูเป็นคนอ่อนแอ เมื่อพบความทุกข์ เธอจะโศกเศร้าได้ง่ายและใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดของเธอเอง

ต่างกับโจ หญิงสาวผู้มีความมั่นใจ ตรงไปตรงมา กล้าพูดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่กับผู้ใหญ่เช่นพ่อของเนี่ยนเนี่ยน เธอมีวิธีพูดจาโน้มน้าวที่ดูน่ารักและจริงใจ

ทุกครั้งที่เธอได้เดินตามรอยความฝันของพ่อ โจจะโทร.หาแม่ โดยอาศัยเทคโนโลยีของโทรศัพท์ให้แม่ได้เห็นความฝันของพ่อร่วมกับเธอ

แม่ที่เข้มงวด จึงค่อยๆ เข้าใจและอ่อนโยนกับลูกสาวคนนี้

โจเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นชาววีแกน (คนกินพืช) และเล่นโยคะ แม่เธอจะตำหนิว่า คนสมัยก่อนจะกินหมูเห็ดเป็ดไก่ได้ยากลำบาก แต่เธอกลับไม่กินมันในยุคที่หาได้ง่ายเช่นนี้ แม่ไม่เข้าใจ!

และโจยังเป็นคนเชื่อมสายสัมพันธ์ของครอบครัว ระหว่างย่ากับแม่ของเธอ ที่ห่างเหินบาดหมางด้วยความเข้าใจผิด

 

ATaiwanese Tale of Two Cites เล่าเรื่องวัฒนธรรมของคนรุ่นพ่อ-แม่ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็มีวิถีที่แตกต่าง แต่สามารถเชื่อมโยงเข้ากันได้

การอยู่ก่อนแต่งงาน หรือท้องก่อนแต่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีพิธีแต่งงานแบบโบราณ ที่เจ้าสาวท้องโตในชุดสวย เหมือนการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเดิมๆ กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งยอมรับได้

ละครจำนวน 20 ตอน ซึ่งที่จริงแล้วอาจจบในตอนที่ 16 ได้ แต่ความเป็นเอเชีย เหมือนหนังไทยที่จบไม่ลง ต้องเล่าเรื่องให้สมบูรณ์ ไม่อยากให้คนดูคิดต่อกันเอง

เป็นซีรี่ส์ที่ดูเพลินๆ ได้ชมภาพวิวสวยๆ ที่ผู้กำกับภาพมักถ่ายเป็นมุมมองสะท้อนเห็นจากกระจก ดูสวยเก๋มาก

กับเสียงเล่าเรื่องที่บอกว่า “สิ่งที่ดีที่สุด มักจะเข้ามาในชีวิต ในตอนที่เราคาดหวังน้อยที่สุด…”

บทความก่อนหน้านี้ปตท.มึนปี61กำไรลด11%แต่นำส่งรัฐกว่า 8.2 หมื่นล.
บทความถัดไป‘กรวีร์ ปริศนานันทกุล’นำหลักฐานยื่นศาลขอคืนสิทธิ์ผู้สมัครส.ส.ภท.มั่นใจคุณสมบัติครบ