มนัส สัตยารักษ์ | มองโลก (ผ่านฝุ่น) ในแง่ดี

มนัส สัตยารักษ์

ทีแรกนึกว่าเป็นอุปาทานที่รู้สึกว่าอากาศในกรุงเทพฯ แจ่มใสและปลอดโปร่งขึ้น

แต่วันถัดมามีการยืนยันเป็นตัวเลขของฝุ่น PM 2.5 ออกอากาศทางทีวีว่า เกือบทุกเขตใน กทม. เฉลี่ยอยู่ที่ 50 เศษๆ สัญญาณสีแดงหรือส้มเหลือน้อยลง ส่วนใหญ่ไม่เกินมาตรฐานที่จะเป็นอันตราย

ยังถกเถียงและโต้แย้งกันอยู่ว่าระหว่างผู้รู้หลายฝ่ายว่า ฝุ่น PM 2.5 จะทำให้อากาศเมืองไทยเข้าขั้นวิกฤตหรือไม่ จะเป็นอันตรายต่อชีวิตคนและสัตว์หรือยัง ต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและรวดเร็วโดยถือเป็น “วาระของชาติ”

หรือว่าจะปิดปากลดเสียงให้เบาลงสักหน่อยเพื่อไม่ให้ภาพประเทศชาติดูเลวร้ายจนเสียหายมากไปกว่านี้?

ผมฟังและเชื่อทุกฝ่าย เพราะสถานะและวุฒิของแต่ละท่านของแต่ละฝ่าย สูงเกินกว่าที่เราจะหาญดื้อรั้นหรือถกเถียง และแต่ละฝ่ายก็มีพยานหลักฐานมายืนยันความคิดเห็น ทั้งบทความ ภาพถ่ายของแต่ละมุมโลกในหลายประเทศที่ประสบกับหายนะของฝุ่นพิษ รวมทั้งภาพจริงและภาพถ่ายที่เราเห็นกันมาจนชินรอบเมืองไทย

The Jam Factory จัดเสวนา “ระดมสมองกรองฝุ่น” เชิญวิทยากรระดับด๊อกเตอร์สาขาต่างๆ (รวมทั้งแพทย์) ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะฝุ่นพิษ 6 ท่าน มาถกกันในหลายแง่มุม ยังไม่มีบทสรุป

ก็ได้แต่นึกเสี่ยงในใจว่า “ยังไงก็ได้วะ!!” เพราะไม่มีอะไรให้ทำดีกว่านี้

ภาพที่เห็นและมั่นใจว่าไม่ใช่อุปาทานก็คือ ท้องฟ้าของกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ แม้จะยังเป็นสีเทาแต่ก็เราก็เห็นเมฆสีขาวกระจายไปทั่ว ผมขับรถออกจากบ้านไปกินมื้อเที่ยงพบว่าการจราจรติดขัดน้อยลง ถนนสะอาดมากขึ้น

เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้าจะมีข่าว “ฝุ่น PM 2.5” ผมเห็นคนงานหญิงของเขต (หรือ กทม.) มาเป็นขบวนใหญ่ราว 4-6 คน เพิ่มขึ้นจากคนงานรถขนขยะที่ทำเป็นประจำอยู่ตามระบบเดิม

คนงานที่เพิ่มขึ้นนี้ทำงานแบบ “แมน่วล” คือ ใช้ไม้กวาดหรือเครื่องมือง่ายๆ กวาด ขูด แซะขยะหรือฝุ่นโคลนที่ติดพื้นถนนออก เก็บขยะที่หลงเหลืออันอาจจะทำให้ท่อตันเวลาฝนตก

ผลงานคุ้มค่ากว่าเงิน 200 บาทต่อเดือน ที่แต่ละบ้านจ่ายให้เขตเป็นประจำ และผลงานโดยรวมของเมืองน่าจะคุ้มค่ากว่าการจ้างคนมาประชุมปีละ 6 ครั้งด้วยเงินเดือนเป็นแสน!

ขอขอบคุณพนักงานงาน หัวหน้างาน ผู้อำนวยการเขต ไปจนถึง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ภาพการทำงานอย่างเป็นพิเศษของ กทม. หรือเขต ทำให้หวนนึกถึงครั้งที่เดินทางไปเมือง Toronto แคนาดา ผมลุกจากที่นอนราว 03.00 น. จ๊อกกิ้งออกกำลังกายท่ามกลางแสงสลัวของไฟถนนและผู้คนบางเบา พบว่ามีรถเก็บขยะของเมืองออกทำงานกันแล้ว ขยะประเภทกระดาษกระจัดกระจายไปทั่วท้องถนนที่มีคนวิ่งและปั่นจักรยาน 2-3 กลุ่ม

เป็นเวลาระหว่างตื่นและกลับไปพักผ่อนนอนหลับคาบเกี่ยวกัน รถเก็บขยะของเมืองออกทำงานโดยตระหนักว่าตรงนี้เป็นบ้านเป็นเมืองของเขา เขาเป็นเจ้าของ

ผมวิ่งไปเพียงรอบเดียวแล้ววนกลับ พบว่าทุกมุมของถนนสะอาดสะอ้านราวกับผ่านการชำระล้างอย่างประณีต อากาศสดชื่นแจ่มใสเหมือนเช้าตรู่นอกเมืองในต่างจังหวัด ผู้คนทยอยกันออกมาใช้ชีวิตของวันใหม่

มาถึงวันนี้จึงอดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้ว่า บ้านเมืองเขาลงทุนกับคนทำงาน เงินเดือนสูงขึ้นและมี O.T. (ทำงานแต่ 03.00 น.) รวมแล้วต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงต่างด้าว

ปรากฏการณ์ “ฝุ่น PM 2.5” ถ้ามองในแง่ดีก็คือ ทำให้เราได้ตาสว่าง มองเห็นชัดถึงความคิด ความอ่าน (หรือวิสัยทัศน์) การตัดสินใจและการลงมือทำของข้าราชการ กับได้มองเห็นชัดขึ้นถึงจิตสำนึกของชาวบ้านและผู้ประกอบการ สามัญสำนึกที่ควรจะมีเพื่อความอยู่ดีมีสุขของสังคมรวมทั้งลูกหลานของตนเอง

จากภาพที่ปรากฏในสื่อต่างๆ หลายภาพ เราพบว่ามีภาพเผาทุ่งนา ทุงหญ้า ซากไร่อ้อย หรือภาพเผาป่า เผาขยะ ฯลฯ ควันดำเต็มท้องฟ้า เป็นเรื่องผิดกฎหมายที่มีอัตราโทษสูง แต่หลายคนก็ยังฝ่าฝืนด้วยความเห็นแก่ตัว

อ่านพบในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง พวกที่เผาอ้างว่าไม่มีแรงงานถางหญ้าหรือถางป่า ค่าแรงในการกำจัดขยะเพื่อเตรียมเพาะปลูกโดยปรับพื้นที่ใหม่แพงมาก

อีกภาพเป็นภาพจากเฟซบุ๊กจากนักเขียนและอาจารย์ซึ่งบรรยายด้วยความอ่อนอกอ่อนใจที่เห็นควันดำเต็มท้องฟ้า ในขณะที่คนทั้งประเทศกำลังต่อสู้กับปัญหาควันพิษ ทางการต้องใช้งบประมาณมากมายทั้งเครื่องบินทำฝนเทียมและเครื่องบินฉีดน้ำ

ตบท้ายว่า “ใกล้เมือง…นิดเดียว ปล่อยให้เผาได้ยังไง ทำไมไม่มีใครจัดการ”

อีกโพสต์หนึ่งเป็นของอดีตนายตำรวจใหญ่ มีภาพตัวเองใส่หน้ากากเห็นแต่ตาแดงก่ำ รายงานให้เพื่อนเฟซทราบว่า จังหวัดที่เขาอยู่นั้นออกคำสั่งห้ามเผาตั้งแต่ 1 มีนาคม ถึง 30 เมษายน แต่พวกมันรีบระดมเผากันก่อนวันที่ 1

อดีตบิ๊กตำรวจตั้งข้อสังเกตว่านายทุนกับลูกน้องของ ผวจ. เขาทำงานเข้าขากันดี และสนิทสนมกับ ผวจ.เป็นพิเศษ

ผมโพสต์เล่าให้ฟังว่าข้าราชการที่ดีก็มีอยู่ ผวจ.พะเยา ท่านณรงค์สักดิ์ โอสถธนากร ออกคำสั่ง “ห้ามเผาทุกชนิด” ตั้งแต่ 16 กุมภาพันธ์ เป็นเวลา 60 วัน พร้อมวางมาตรการควบคุมเข้มข้น และหลังจาก 60 วันแล้ว ใครจะเผาอะไรต้องทำเรื่องขออนุญาตผ่านมาทางกำนันผู้ใหญ่บ้านก่อน

ทั้ง 2 กรณีข้างต้น เป็นเรื่องที่ผมใคร่ขอเสนอผ่านไปยัง ก.พ.ร. หรือ “คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ” สำนักงานระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ริเริ่ม ผลักดัน และเสนอแนะนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี

ก.พ.ร. กล้าหาญพอที่จะเสนอแนะคณะรัฐมนตรีชุดที่มีนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้มีบุคลิกประจำตัว “จุดเดือดต่ำ” หรือไม่?

เจ้าของโพสต์เป็นครูบาอาจารย์และนักเขียนดัง อีกท่านเป็นนายตำรวจใหญ่ เป็นที่รักและนับถือและมีเครดิต หาก ก.พ.ร. (หรือใครก็ตาม) สนใจในรายละเอียดของเหตุการณ์และจุดพิกัด ติดต่อสอบถามผมได้หลังไมค์

บทความก่อนหน้านี้สุรชาติ บำรุงสุข | การควบคุมโดยพลเรือน 2019 : รากฐานของการปฏิรูปกองทัพ
บทความถัดไปเมื่อลูกสาวคนเดียวของ’เอลวิส เพรสลีย์’ กำลังถูกเทถูกทิ้งจากคนรอบข้าง เพราะ “ยาเสพติด”