ศัลยา ประชาชาติ : ค่าบาทผันผวนหนัก ฉุดส่งออกไทยไปไม่ถึงเป้า 8%

ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เผยแพร่การวิเคราะห์ทิศทางการส่งออกไทยในปี 2562 โดยทางศูนย์สรุปสมมุติฐานส่งออกจากการคาดการณ์เป็น 3 กรณีคือ ดี (ให้น้ำหนัก 25%) ปรกติ (45%) และแย่ (30%)

จากปัจจัยสำคัญ 5 ประการคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก-ราคาน้ำมันดิบ-อัตราแลกเปลี่ยน-ผลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และสถานการณ์ Brexit เฉพาะสมมุติฐานส่งออกในระดับสถานการณ์ปรกติ (ให้น้ำหนัก 45% หรือมีโอกาสมากที่สุด) เชื่อว่าการส่งออกสินค้าไทยในปี 2562 จะขยายตัว 4.4% หรือที่มูลค่า 263,596 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การส่งออกของประเทศไทยไปถึง 4.4% ได้หรือไม่นอกเหนือไปจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก-ทิศทางราคาน้ำมันดิบ-สงครามการค้าก็คือ “อัตราแลกเปลี่ยน” ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นและยังเป็นการแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งขัน

โดยค่าเงินบาทในปี 2562 มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องมาจากปี 2561 หรือจากระดับ 32.3 บาทต่อเหรียญมาเป็น 31.32 บาท/เหรียญในปัจจุบัน (ปี 2558 อยู่ที่ 34.25 บาท/เหรียญ ปี 2559 ที่ 35.30 บาท/เหรียญ ปี 2560 ที่ 33.94 บาท/เหรียญ) ถือเป็นการแข็งค่ามากสุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศคาดว่าตลอดปี 2562 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 31-32 บาทต่อเหรียญ ซึ่งเป็นผลมาจากการไหลเข้าของเงินทุน ผลกระทบต่อเนื่องมาจากการปรับตัวการลงทุนจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ และความไม่มีเสถียรภาพของเศรษฐกิจยุโรป

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาค่าเงินบาทของประเทศไทยแข็งกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย หรือแข็งค่าขึ้น -3.4% (อินโดนีเซีย -2.7%, จีน -2.1%, สิงคโปร์ -1.4%, เกาหลีใต้ -1.3%, มาเลเซีย -1.2%) ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ เงินบาทไทยแข็งขึ้นเป็นอันดับ 2 ในเอเชียคือ -3.0% อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง -3.3% มาเลเซียอยู่ที่ -1.6% ส่วนประเทศคู่แข่งขันอย่างเกาหลีใต้, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, อินเดีย ค่าเงินอ่อนค่าลง

โดยหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1% มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยจะลดลง 0.14% ดังนั้น หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มูลค่าส่งออกจะลดลง 0.1% หรือผลกระทบของค่าเงินบาทต่อการส่งออกจะอยู่ที่ 341.23 ล้านเหรียญ (10,851 ล้านบาท)

หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 31 บาทต่อเหรียญ มูลค่าส่งออกจะลดลง 0.4% หรือ 1,099.32 ล้านเหรียญ (34,958 ล้านบาท) และหากค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญ มูลค่าส่งออกจะลดลง 0.9% หรือ 69,916 ล้านบาท

จากการคาดการณ์เชื่อว่าตลอดทั้งปี 2562 ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 31-32 บาทต่อเหรียญ ดังนั้น มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยจะลดลงระหว่าง 341-1,099 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

แนวโน้มของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยลบต่อการส่งออกของประเทศไทยสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

โดยนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ปี 2562 การส่งออกจะชะลอตัวลงต่อเนื่องจากปลายปี 2561 (เดือนธันวาคม 2561 มูลค่า 19,381 ล้านเหรียญหรือ -1.72%)

โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้ายที่การส่งออกชะลอมากกว่าคาด ขณะที่ปีนี้ต้องจับตาการเจรจาสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งหากออกมาดีก็จะเป็นบวกต่อการส่งออกของไทย

“การส่งออกที่เห็นชะลอในช่วงท้ายปี 2561 ถือเป็นการชะลอลงเร็วกว่าที่เราคาด มันสะท้อนการค้าโลกที่ชะลอมากกว่าคาด ซึ่งถ้าเป็นไปต่อเนื่องก็อาจจะทำให้การส่งออกปีนี้ขยายตัวได้ไม่ดีนัก โดยครึ่งปีแรกถ้าพูดถึงฐานที่สูงก็มีโอกาสที่การส่งออกจะหดตัวเพราะราคาน้ำมันที่ลงแรงด้วย แต่ตลอดทั้งปีส่งออกไม่น่าหดตัวมากนัก” นายดอนกล่าว

ขณะที่นายเชาวน์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.50 บาทต่อเหรียญ และไม่คิดว่าแนวโน้มค่าเงินบาทจะต่ำกว่า 31 บาทต่อเหรียญ เนื่องจากคาดว่าสหรัฐจะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานภาคนอกเกษตรเดือนมกราคมนี้ออกมาดีจึงมองว่าเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ได้แย่มาก

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยการเลือกตั้งในประเทศที่มีความชัดเจนมากขึ้นรวมถึงหลายหน่วยงานมีความคาดหวังจากผลการเลือกตั้งในเชิงบวก หากการจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น มีการเร่งรัดเบิกจ่ายการลงทุน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว คาดว่าสิ้นปีนี้ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญ

 

ขณะที่ความเห็นของผู้ส่งออกนั้น นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากภาวะบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปีถึงระดับ 31 บาทต่อเหรียญหรือแข็งค่าเกือบ 3% จะทำให้การส่งออกสินค้าไทย “ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ 8%” โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบในประเทศและต้องแข่งราคา ทำให้รายได้ที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทจะลดลง

ส่งผลเชื่อมโยงให้ราคาสินค้าวัตถุดิบการเกษตรลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทอย่างจริงจัง

“บาทแข็งค่าขึ้นมีผลทำให้การส่งออกไทยปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าแน่นอน เพราะเราแข่งขันราคาสู้ไม่ได้เลย ถ้ายังอยู่อย่างนี้สุดท้ายปัญหาจะกลับมาตกที่เกษตรกร ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รัฐบาลก็ต้องมาดูแลสินค้าเกษตรอีก กลับไปสู่วังวนเดิม ค่าเงินบาทแข็ง เร็ว แรง ลึกจนเกินไป แบงก์ชาติต้องยอมรับว่า วันนี้บาทแข็งที่สุดในโลก ไม่ใช่แค่ภูมิภาคแล้ว” นายพจน์กล่าว

ส่วนนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้ว่าบาทแข็งอาจมีประโยชน์ในการใช้เป็นโอกาสในการนำเข้าเครื่องจักรเทคโนโลยี แต่ช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาก็มีการนำเข้าสินค้าเครื่องจักรและทุนเข้ามาระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งปีนี้จะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับเอกชนแต่ละราย

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นปัจจัยลบสำคัญ ตั้งแต่ต้นปี 2562 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 2.28% ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิแพงขึ้นตันละ 60 เหรียญสหรัฐจากราคา 1,200 เหรียญ ส่วนข้าวขาวแพงขึ้น 20 เหรียญ จากราคา 400 เหรียญ

ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และเชื่อมโยงต่อราคาวัตถุดิบภายในประเทศด้วย

 

ดังนั้น ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้นและ “มากกว่า” ประเทศคู่แข่งขันในเอเชียที่มีการส่งออกสินค้าในหมวดเดียวกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาเลเซีย-เวียดนาม-อินโดนีเซีย

จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการส่งออกสินค้าไทยตลอดทั้งปี 2562

ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ 8% แน่นอน

บทความก่อนหน้านี้ในประเทศ : ลือแรง “ปฏิวัติซ้ำ” ทษช.ระส่ำ คสช.ถูกเสี้ยม “รัฐประหาร” จะมีอีกไหม?
บทความถัดไปต่างประเทศ : เหตุแห่งการณ์เลือก “เวียดนาม” จัดซัมมิต “ทรัมป์-คิม”