อัญเจียแขฺมร์ : นานาอักขระและยันต์

หลายปีมาแล้ว ตอนนั้น ที่ฉันเดินทางผ่านทุ่งบึงตากวนไปยังหมู่บ้านในเขตบันเตียฉมาร์ ซึ่งพบว่า เส้นทางลัดที่สั้นที่สุดคือจากอำเภอตาพระยาไปบันเตียฉมาร์ราว 20 กิโลเมตร

ฉันอยากไปเส้นทางนี้ ซึ่งขณะนั้นยังไม่เปิดให้เป็นด่านเข้า-ออก (และแม้จนขณะนี้) แต่วิธีที่ดีที่สุดในตอนนั้นคืออาศัยคนกลุ่มหนึ่งนำทาง พวกเขาเป็นคนที่มีวิสัยพิเศษคือไม่สุงสิงกับใคร ฉันเดียวกับฉันที่ไม่ชอบให้ใครมาสุงสิง และนั่นคือที่มาที่เราไปด้วยกัน แต่เหมือนต่างคนต่างไป ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งในปีนั้น ยังถือเป็นเขตอิสระที่ผู้นำท้องถิ่นยังมีอำนาจเหนือผู้นำส่วนกลางของกัมพูชา (ซึ่งไม่น่าจะเชื่อเลยว่าจะมีแบบนี้ด้วย)

ฉันข้ามด่านไปถึงบึงตากวนแบบตกกระไดพลอยโจน รั้งรอเรื่อยเปื่อยอยู่แถวๆ บ้านใหญ่ใกล้บึงอยู่ครึ่งวันอย่างงงๆ เหมือนมดไต่ไปบนขอบกระด้ง

ชื่นชมกับสมบัติข้าวสารข้าวเปลือกในกระด้งเม็ดเบ้งที่เกรงว่าไม่เหมาะจะเสพกิน

แต่บ่ายนั้น ในที่สุด ฉันก็ได้เดินทางไปหมู่บ้านบันเตียฉมาร์จริงๆ

 

ผ่านไปหลายปี สิ่งคลี่คลายแห่งความสงสัยยังวนเวียนอยู่หนองผักบุ้ง/บึงตากวน เหตุใด? ทำไม? และสิ่งใดฉันจึงต้องอยู่ที่นั่นกว่าครึ่งค่อนวัน?

เมื่อหลุดมาได้ ฉันยังถูกส่งไปพักแรมโรงตึกหลังงามอีกแห่ง และอยู่ที่นั่นต่อไป ณ บ้านตึกสองชั้น แลประหนึ่งว่า มันคือศูนย์บัญชาการท้องถิ่นที่เป็นอิสระ และไม่ขึ้นตรงต่ออำนาจส่วนกลาง

นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่แปลกมาก ทำให้นึกถึงสมัยหนึ่งที่ฝั่งตะวันตกของกัมพูชาส่วนนี้ ตั้งต้นเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลกลางตั้งแต่สมัยดาบชวนที่ถูกขนานนามว่าเป็นกบฏ จนถึงยุคเขมรแดง

หากเป็นแล้ว และฉันควรเข้าใจว่า อย่างน้อยก็คืนหนึ่งที่เราได้มีชีวิตแบบนั้นในเขตบันเตียฉมาร์ และหากเป็นได้อีก ฉันก็ควรตระหนักด้วยว่า

สำหรับพื้นที่ที่ไม่ขึ้นตรงต่ออำนาจส่วนกลาง (ชั่วคราว) นั้น นายทหารยศพันโทคนหนึ่งก็อาจมีฐานะเทียบเท่าผู้บัญชาการมณฑลภาคหนึ่ง และพึงจดจำด้วยว่า ณ บ้านตึกทมอนี้ ขอบเขตและอำนาจของมันช่างกินบริเวณไปมาก แม้ว่าที่ซึ่งห่างไกลออกไปจะแวดล้อมไปด้วยสภาพอันแตกต่างกันมาก ทั้งหมดเป็นเรื่องของภูมิประเทศที่มีลักษณะโดดเดี่ยวและห่างไกลจากชุมชนความเจริญ

การเดินทางที่ยาวนานและหมดไปอย่างไร้ค่า ทำให้ฉันอ่อนเพลียและหลับผล็อยแต่หัววัน ในจินตนาการฉันเหมือนได้ยินเสียงคนส่งสารกับสหายนายทหาร พวกเขาเหมือนจะสำราญกับเรื่องเล่า การผจญภัย และบางจังหวะของบทสนทนาที่แผ่วเบามาก จนดูเหมือนเสียงของมันหรี่ดับและขาดหายลงไปดื้อๆ

ฉันคิดว่า มันคือวิธีพบปะของมิตรเก่า และบางทีเรื่องพวกนี้ก็ไม่มีอะไรให้สนใจ ในขณะที่จิตใจของฉันอยู่กับวันรุ่งขึ้น วันรุ่งขึ้นที่มาถึงพร้อมกับความหวัง ที่จะได้เห็นป้อมปราสาทปรักพังแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกสร้างตั้งแต่ 8 ศตวรรษก่อน ความหวังที่อ่อนช้อย และเรียบง่าย เพียงการไปชื่นชมป้อมแมวของอดีตนักรบไชยวรมันที่ 7

ฉันหวังว่าจะได้รับความการุณย์ และพวกเขาจะส่งฉันไปที่นั่นโดยเร็ว

 

มัน 2 วันแล้วที่ฉันใช้เวลาเตร็ดเตร่ไปกับการเดินทาง แต่พรุ่งนี้เถอะ เพียงพ้นอรุณรุ่งเท่านั้น คนส่งสารและมิตรของเขาก็จะพาฉันไปที่นั่น

แต่เขากลับส่งฉันไปพบกับตาเฒ่า 100 ปีในชุดเครื่องแบบยุวชนทหารเก่าซอมซ่อราวกับหลุดมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

แกมีผมสีดอกเลา มัดบิดเป็นเกลียวเหมือนเศียรเทพปกรณัม

เล่ากันว่า แกอาจเป็นสมบัติเก่าแก่ที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยดาบชวน (บิดาชนกบฏชาติที่ชาวเขมรไม่อยากจดจำ) และนั่นทำให้ฉันแอบเรียกแกว่าคุณตา แต่ชื่อเรียงเสียงไรของแกนั้น เราก็จำไม่ได้

ว่าแต่ว่า นี่มันเรื่องแปลกมั้ย? ที่นายคนส่งสารหาเรื่องล่าช้าและในที่สุดก็พามาจบพบกับตาส่กกะยัน (สก-อง-กาน)

หรือเขาหลอกฉัน? พวกสายลับนักขุดหลุมพรางแบบนั้น ทำไมถึงเหนี่ยวรั้งฉันไว้ที่บึงตากวน? และมาจบที่หมู่บ้าน ให้เสวนากับตาส่กกะยันตั้งครึ่งค่อนวัน?

มันทำให้ฉันไม่มีโอกาสไปที่อื่น วนเวียนทรงจำกับเรื่องส่ก/ผมหยิกหย็อยของตาแก่ที่เล่าลือกันว่า แกไม่เคยตัดผมเลยตลอดชีวิต?

อุต๊ะ นี่มันส่กกะยันแบบไหนกัน? ตามขนบของพวกวรรณะพราหมณ์ของพวกเทพปกรณัมยุคโน้นที่ชนวิทูเผ่านี้ต้องคอยทำหน้าที่ ตามพิธีพระเวศย์ให้พวกกษัตริย์และชนหมู่พราหมณ์กันเอง

ซึ่งแน่ละ หากคุณตาส่กกะยันคนนี้เขาเกิดในสมัยนั้น แกก็คงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นตัวแทนแบบ “เนี้ยะตา” ที่คอยทำพิธีกรรมตามปราสาทหินทรายที่ใดสักแห่ง

แต่ตอนที่แกนั่งอยู่หน้าฉัน แกให้ความเอ็นดูและปฏิบัติต่อฉันอย่างดีจนเป็นที่เพลิดเพลิน

 

จนถึงคราร่ำลา แกก็ก็บรรจงหยิบผ้ายันต์ผืนหนึ่งมอบให้ฉันเป็นที่ระลึกและบอกว่า “นี่ตาเขียนมอบให้ด้วยไมตรี”

แต่ในสายตาผู้มาคุมฉันนี่สิ ทั้งตื่นเต้น ปรีดา และปรารถนาจะได้ “ของดีที่ว่า” จากคุณตา ทางอาคมประเภทยิงไม่เข้าฟันไม่ออก ฉันเพิ่งรู้เอาตอนนั้นว่า ที่อยากเข้ามาที่นี่ก็เผื่อว่า อาจจะได้ “ของดี” แปลกๆ ให้ติดมือกลับไปบ้าง

แต่ว่าฉันนี่สิ หลายปีผ่านไป อักขระขอมบนผ้ายันต์ผืนนั้น จนบัดนี้ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันล่องไปอยู่ ณ ที่ใด

ระหว่าง กระเป๋าว่างๆ ใบหนึ่งซึ่งจำรหัสกุญแจไม่ได้

 

บ่ายวันนั้น ระหว่างทางนั่งรถแท็กซี่ไปหาหมอฟันและพบว่า ครึ่งหนึ่งของเพดานรถตอนหน้า ที่คุณโชเฟอร์ขับอยู่นั้น ถูกเขียนจารด้วยอักขระตัวใหญ่ในภาษาเขมร

มันใหญ่มากจนต้องแหงนหน้าชม

ซึ่งพอถอดรหัสออกมาก็กลายเป็นคาถาธรรมดา “โอม-นะ-โม-ปุท-เตีย-เยียะ”

ฉันถามสารถีว่า ก่อนจะขับตระเวนหาผู้โดยสาร เขาท่องมนต์ “โอมฯ” บ้างมั้ยล่ะ?

เขาส่ายหน้า ก็ใครจะไปสนตัวอักขระแปลกๆ นั่น ที่ต้องอ่านจากบน-ไปซ้าย-วนไปล่าง-ย้ายไปขวา-และโยกขึ้นบนฯ

อุแม่เจ้า ปรากฏว่าพี่โชเฟอร์เขามาอีกสายหนึ่ง แบบว่าสายพระเครื่อง พอเอาออกมาอวดฉัน ฉันก็ดีใจหนักรีบพลิกดูด้านหลังของเหรียญ เผื่อจะมีอักขระอักษรขอมให้ตามส่อง

ไหนๆ ก็เป็นเทรนด์ที่นิยมกันนักในแวดวงพระเครื่อง

และเป็นข้อสังเกตของฉันเองว่า ตั้งแต่ “ผ้ายันต์…ธงชัยนวหรคุณ” รุ่น “แพ้ไม่เป็น” วัดไตรมิตรฯ ที่ทำให้ทีมเลสเตอร์ซิตี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก

จากนั้นวงการผ้ายันต์ ตั้งแต่ชุด นารายณ์ทรงครุฑที่ประจุไปด้วยอักขระขอมในแบบต่างๆ และเป็นของหายากที่นักสะสมปรารถนา

เช่นเดียวนักสักยันต์ทั้งหลาย ที่ลายเหล่านี้ ได้กลายเป็นเหมือนอัตลักษณ์ใหม่ที่สำหรับบอกเล่าตัวตนของพวกเขา มากกว่าคนยุคก่อนนี้ที่สนใจและศรัทธาในเรื่องอาคม

หนุ่มสาวยุคนี้ที่มองการสักยันต์เหมือนสิ่งประดิษฐ์บนผิวกาย ทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวร บางสักยันต์ก็ไม่ต่างกับการทำศัลยกรรม แต่บางสักยันต์ก็ไม่ต่างจากพิธีกรรม

เช่น ยันต์ของน้องเอ็มมี่-เลดี้บอยสุขมวิทที่พกพาจิ้กจกจิ๋วน้อยคู่หนึ่งมาสถิตไว้ที่ไหล่ของเธอ

พื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้เธอปลื้มปลิ่มไปกับอาการฟินที่ไม่เงียบเหงา

วันไหนมีอาการอกหักรักคุดมาคุกคามจนจิตซึมเศร้า ก็เรียกยันต์จิ้งจก 2 ตัวมาช่วยปลุกปลอบใจ ไปตามที่เชื่อว่า นี่คือสัตว์มีคุณป้องกันรักอับโชค-ว่าไป

ส่วนอักษรขอมโค้งงามที่ฝังไปตามหลังไหล่นั่น เป็นฝีมือครูฤๅษีคนหนึ่ง ซึ่งลงมือจารอักษรงามๆ ทั้งหมดนี้ไปตรงกระดูกหลังของเอ็มมี่และ she ก็ happy

อืมห์นะ เอาล่ะ แต่ฉันก็ยังไม่เลิกสงสัย

“อ้าว แล้วเอ็มมี่ ไม่รู้ความหมายของมันบ้างเหรอ?”

เอ็มมี่งง เอ็มมี่ไม่เข้าใจ ปกติคนไทยเขาก็อ่านหนังสือปีนึง 8 บรรทัด

นี่เอ็มมี่ไปสักมาแค่บรรทัดเดียว

เมิงยังกล้าถามกูอีกเนอะ!

 

มันเป็นอาการของพวกที่ชอบไตร่ตรองและครุ่นคิด และติดอยู่กับความคิดเดิมๆ ตั้งแต่ผ้ายันต์ผืนน้อยของตาส่กกะยันไปจนกระเป๋าเก่าๆ ใบเดิมซึ่งฉันยังยังหาวิธีเปิดมันไม่ได้?

รวมทั้งความลับที่ตายไปพร้อมกับใครบางคน คือพ่อฉันเองที่เพิ่งเสียงชีวิตไปเมื่อปีกลาย

มีคนบอกฉันว่า เขามีรอยสักยันต์อยู่หลายจุดบนศีรษะ

พ่อตายไปเดือนกว่า ฉันรู้ข่าวนี้อย่างงงๆ ก่อนจะเรียบเรียงลำดับ และเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ทำไมพ่อจึงรักษาตัวเองตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา พ่อเคยแต่ฉีดยารักษาตัวเอง

เขาตายอย่างไม่แยแสที่จะรับการรักษาตัวจากหมอที่ใช้เครื่องมือผ่าตัด

ความตายดูจะเป็นเรื่องเดียวที่เด็ดเดี่ยวมากสำหรับบิดาผู้ล่วงลับของฉัน

แต่ตอนนั้นมันเป็นปีสี่หรือห้านี่แหละที่ฉันยังอยู่พนมเปญต่อไป อย่างไม่มีทีท่าอยากกลับมาอยู่เมืองไทย

จู่ๆ ฉันก็เริ่มพบว่า มีอาการแปลกๆ ที่มักจะเกิดขึ้นตอนทุ่มหนึ่งของทุกๆ วัน ที่ฉันจะต้องแล่นออกจากห้องพักและตรงไปที่ไหนสักแห่งจนใกล้จะ 3 ทุ่มไปแล้ว ความกระวนกระวายใจที่บอกไม่ได้ว่าคืออะไร ค่อยๆ บรรเทาอาการและถึงอยากกลับอพาร์ตเมนต์

แต่สัญญาณร้ายแบบนั้นดูจะเกิดขึ้นทุกวันจนฉันรู้สึกใจคอไม่ดี หนักเข้าก็ตัดพ้อต่อว่า โกรธแค้นแน่นใจ พนมเปญเงียบเหงา พนมเปญเปล่าดาย พนมเปญทำไม พนมเปญแบบนั้น พนมเปญแบบนี้ จนฉันเริ่มถอดใจ ในที่สุดฉันก็กลับไปหาโดนชีหญิงชรา แกแนะนำให้ฉันไปอยู่เสียที่อื่น ที่ไหนก็ได้

แต่ต้องไม่ใช่-พนมเปญ!

บทความก่อนหน้านี้ปริศนาโบราณคดี : ‘เจ้าอุบลวรรณา’ Working Woman แห่งล้านนา เมื่อคิดจะรัก ต้องกล้าหักด่านฐานันดร
บทความถัดไปสุจิตต์ วงษ์เทศ : งานศพดั้งเดิม เกี่ยวข้องกับขวัญ ไม่วิญญาณ