BEO Sound EDGE Smart Speaker

ถัดจากงานแรกที่ได้เล่าสู่กันฟังไปเที่ยวก่อนสักเจ็ดแปดวัน งานที่สองของปีก็ตามมาติดๆ ครับ เป็นงานเปิดตัวสินค้าใหม่ ที่จะว่าไปก็คือผลิตภัณฑ์แบบเดียวกับที่บอกว่ากำลังเป็นที่นิยมนั่นแหละครับ คือเป็นพวก All-in-One System

ที่ส่วนใหญ่ภาพลักษณ์ของสินค้านั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็นลำโพงประเภทหนึ่ง บางค่ายก็เลยเรียกสินค้ากลุ่มนี้ของเขาว่า Smart Speaker ซะเลย

บางค่ายที่ว่านั้นมี Bang & Olufsen รวมอยู่ด้วย เป็น B&O ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบสินค้าในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ Scandinavian Design ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการมานานเกือบศตวรรษแล้วละครับ

เมื่อไม่นานปีที่ผ่านมา B&O ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่

รวมทั้งได้หันไปเน้นทางด้าน Lifestyle Product มากขึ้น รวมทั้งได้สร้าง Brand ขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับสินค้าในกลุ่มนี้ภายใต้ชื่อ BEO Sound ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นชุดหูฟัง ลำโพงพกพาแบบไร้สาย รวมทั้งระบบเสียงในบ้านที่เป็นแบบชิ้นเดียว

ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเห็นรูปร่างหน้าตาแล้ว ใครที่คร่ำหวอดในวงการนี้มาสักสี่ซ้าห้าสิบปีเป็นบอกได้ทันที ว่าเดินออกมาจากโต๊ะเขียนแบบของ B&O อย่างแน่นอน

เพราะชุดเครื่องเสียง ที่ในเวลาต่อมามีผลิตภัณฑ์ระบบภาพตามออกมาด้วยของ B&O นั้น ทุกยุคสมัยได้ออกสู่ตลาดด้วยภาพลักษณ์ที่เห็นเป็นต้อง “ล้ำ” ไปกว่าใครเขาในยุคนั้นๆ อย่างไม่เห็นหน้าเห็นหลังกันเอาเลยจริงๆ

ผมเองเมื่อครั้งยังสนุกกับการเดินทางในความหมายที่ว่าต้องออกไปทำงาน ดูงานยังต่างประเทศ ชื่นชอบมากหากเที่ยวไหนปลายทางอยู่ที่ยุโรป เพราะนอกเหนือภารกิจจากหมายงานแล้ว ก็ต้องหาเวลาไปดูโชว์รูมของ B&O ให้ได้

เพราะนอกจากจะได้ชื่นชมหน้าตาสินค้ารุ่นใหม่ๆ ของเขา (สินค้าค่ายนี้เพิ่งมีเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราเมื่อสักสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง) แล้ว ยังชอบที่จะดู Display ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเขาด้วย

เพราะเป็นศิลปะการจัดวางแบบ Minimalism ที่มิพักต้องมีองค์ประกอบอะไรมากมาย ออกมาในแนวเรียบ หรู ดูดี มีคลาสเอามากๆ อะไรแถวๆ นั้นแหละครับ

กลับมาที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปในบ้านเรากันต่อครับ ระบบเสียงแบบชิ้นเดียวที่เขาเรียกว่าสมาร์ต สปีกเกอร์ ที่ว่าก็คือ BEO Sound EDGE ดังที่เห็นภาพซึ่งด้านซ้ายแสดงถึงโครงสร้างและอุปกรณ์ภายใน ส่วนรูปด้านขวานั้นเป็นลักษณะของการติดตั้ง ซึ่งเป็นแบบตั้งฉากกับผนังลักษณะเดียวกันกับการติดตั้งนาฬิกาตามสถานีรถไฟ ที่ผู้คนสามารถเห็นเวลาได้ทั้งสองด้านนั่นเอง

แต่ในการใช้งานจริงนั้นการติดตั้งให้ยืดหยุ่นได้หลายหลากนะครับ จะวางพื้น วางโต๊ะ วางบนฐานอะไรที่มั่นคงก็ได้ เพียงแต่แผงหน้าของลำโพงทั้งสองด้านจะต้องหันออกไปยังพื้นที่โล่ง เนื่องเพราะมันจะยิงเสียงออกจากแผงหน้าทั้งสองด้านนั่นเอง

กับภาพลักษณ์ทรงกลมที่แลดูเหมือนวงล้อนั้น ผู้ออกแบบบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเหรียญเงิน 1 ปอนด์สเตอร์ลิงรุ่นเก่าของอังกฤษ โดยโครงสร้างโลหะที่แลเสมือนขอบเหรียญนั้น ขึ้นรูปด้วยแผ่นอะลูมิเนียมคุณภาพสูงชิ้นเดียว (Aluminum Monocoque Constructed) ที่ปลายขอบแต่ละด้านมาบรรจบกันบริเวณที่เป็นฐานพอดี

จึงเมื่อลูบไล้โดยรอบแล้วจะลื่นมือไร้ริ้วรอยให้รู้สึกสะดุดอย่างสิ้นเชิง

ส่วนโครงสร้างภายใน แม้จะแลดูเหมือนเหรียญสองด้านที่น่าจะเหมือนๆ กัน แต่ก็มีด้านที่เรียกว่าหน้าและหลัง ด้วยคุณสมบัติการติดตั้งอุปกรณ์ชุดทำงานที่แตกต่างกัน โดยด้านหน้าซึ่งแสดงให้เห็นผ่านภาพด้านซ้ายนั้น จะเห็นว่ามีชุดตัวขับเสียงสามตัว ประกอบไปด้วยทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ ซึ่งอยู่ในโครงสร้างเดียวกันติดตั้งให้เห็นในรูปที่ยื่นออกมาจากขอบด้านซ้าย

ส่วนวูฟเฟอร์ซึ่งแยกออกมาให้เห็นเป็นตัวกลมๆ ตั้งอยู่โดดๆ กึ่งกลางรูปนั้น จะถูกติดตั้งเอาไว้ในส่วนที่เห็นเว้าเป็นวงกลมที่แผงหน้าของโครงสร้างนั่นแหละครับ ส่วนที่แลเห็นเป็นช่องว่างสี่เหลี่ยม เหนือส่วนเว้าวงกลมที่แผงหน้าโครงสร้างนั้น คือท่ออากาศ หรือ Port ของลำโพงตู้ที่ทำงานในระบบ Bass Reflex ซึ่งมีหน้าที่ขับคลื่นความถี่ต่ำๆ ออกมา เป็นการช่วยเสริมพลังเสียงเบสให้กับวูฟเฟอร์ ทำให้สัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของคลื่นเสียงในย่านความถี่ต่ำอันทรงพลังมากยิ่งขึ้น

เมื่อดูจากโครงสร้างและภาพลักษณ์ อาจจะรู้สึกว่าพอร์ตหรือท่ออากาศที่ว่านี้ ก็คงเหมือนกับท่ออากาศในลำโพงเบส รีเฟล็กซ์ ทั่วๆ ไป

แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย มันเป็นนวัตกรรมการออกแบบท่ออากาศของ B&O ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่น่าทึ่งมาก

จนกล่าวได้ว่าเป็น Innovative Active Bass Port สามารถเปิดและปิดการทำงานได้

ขณะที่ปิดการทำงาน ลำโพงจะทำงานในระบบตู้ปิด หรือ Closed Box ที่ให้การทำงานตอบสนองความถี่เสียงดนตรีเหมือนลำโพงชั้นดีทั่วๆ ไป แต่เมื่อต้องการสัมผัสพลังเสียงในย่านความถี่ต่ำๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนองตอบกับเสียงดนตรีในแนวกระแทกกระทั้น แบบเอามันส์เข้าว่า ลำโพงก็พร้อมทำงานในระบบตู้เปิดแบบ Ported Design ที่โดดเด่นกว่าลำโพงตู้เปิดทั่วๆ ไป เพราะดังที่ได้บอกว่าเป็นแบบ Active Bass Port นั่นแหละครับ คือมีแอมป์กำลังขับ 200 วัตต์ ทำงานกับท่ออกาศนี้โดยเฉพาะ

ส่วนกำลังขับทั้งหมดในสมาร์ต สปีกเกอร์ตัวนี้ รวมกันแล้วมากถึง 800 วัตต์ เพราะฉะนั้น พลังเสียงที่ให้ออกมาจึงครอบคลุมพื้นที่-ที่แม้จะนำไปวางเอาไว้ในโถงกลางของห้องขนาดใหญ่–ได้อย่างเกินพอ โดยกำลังขับทั้งหมดนั้นมาจากแอมป์แต่ละตัวที่แยกใช้กับชุดตัวขับเสียงทั้งหมดแบบตัวต่อตัวครับ

โดยจากที่กล่าวถึงชุดตัวขับเสียงด้านหน้าไปแล้วสามตัว กับแอ๊กทีฟ เบส พอร์ต ที่ด้านหลังติดตั้งเอาไว้ด้วยชุดตัวขับเสียงอีกสองตัวคือ ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์อย่างละตัว ทำให้แอมป์ที่ใช้ทั้งหมดกอปรไปด้วยกำลัง 100 วัตต์ จำนวน 4 ตัว สำหรับทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กับแอมป์กำลังขับ 200 วัตต์ อีก 2 ตัว สำหรับทำงานกับวูฟเฟอร์และเบส พอร์ต

ส่วนคุณสมบัติทางด้านเทคนิคทั่วๆ ไปบอกว่า ทวีตเตอร์มีขนาด 3/4 นิ้ว มิดเรนจ์ขนาด 4 นิ้ว วูฟเฟอร์แบบ Dual Coil ขนาด 10 นิ้ว รองรับการทำงานแบบไร้สายกับ Streaming Format ต่างๆ ได้ทั้ง ChromeCast, Apple AirPlay2, Bluetooth 4.2 และอุปกรณ์โครงข่ายไร้สายในบ้านแบบ DLNA แผงหน้ากากแบบผ้ายืดสามารถดึงออกได้ทั้งสองด้าน

โครงสร้างเส้นผ่านศูนย์กลาง 50.3 เซนติเมตร ขอบโลหะหน้ากว้าง 13 เซนติเมตร หนัก 13 กิโลกรัม ราคา 139,000 บาท ซึ่งเป็นราคามาตรฐานเดียวกันทั้งโลกแบบ Global Standard ครับ

บทความก่อนหน้านี้ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร | สรรพสิ่งร้อนเป็นไฟ
บทความถัดไปอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : การเลือกตั้ง 2562 บอกอะไรแก่เรา