ฟ้า พูลวรลักษณ์ : ไม่เคยมีการทำรัฐประหารครั้งไหน ที่เปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอคนไทยได้เลย

ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๒๔)

สังคมไทยต้องการกฎหมายที่หย่อนยาน เพราะผู้คนชอบทำอะไรตามใจตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงผลที่มีต่อสังคมโดยรวม เห็นได้ง่ายจากการที่รัฐบาลจะออกกฎหมายเก็บภาษีหมาแมว ก็มีคนออกมาต่อต้านกันใหญ่ มีคนออกมาโวยวาย มีกระแสต่อต้าน ทำให้รัฐบาลต้องรีบหันเห เปลี่ยนแผนใหม่ เก็บกฎหมายนี้เข้าซอง และอาจไม่ออกมาอีก

มันก็คือแค่นี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกฎหมายหย่อนยาน

ฉันเห็นด้วยกับกฎหมายเก็บภาษีหมาแมว เพราะจะได้ทำให้หมาแมวมีน้อยลง และที่มีอยู่ก็จะได้รับการดูแลดีขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหมาแมวจรจัด หรืออยู่แบบขอไปที ฉันเป็นฝ่ายชอบกฎหมายที่เข้มงวด แต่ฉันอาจเป็นเพียงคนหมู่น้อย

ถ้าเช่นนั้น ประเทศไทยเราก็ยังคงต้องมีกฎหมายหย่อนยานต่อไป

เหมือนการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงหนัง ไม่มีใครกล้าออกกฎหมายมาบังคับ เพราะกลัวกระแสต่อต้าน ทางโรงหนังก็ไม่ยอมรับผิดชอบ แทนที่พวกเขาจะเป็นห่วงคนดูหนังที่ไม่ใช้มือถือในโรง พวกเขากลับเป็นห่วงคนที่ใช้มือถือในโรง กลัวว่าหากมีกฎหมายเข้มงวด คนเหล่านั้นจะเลิกดูหนัง ไม่เป็นห่วงว่า คนที่รำคาญสิ่งเหล่านี้ จะเลิกดูหนัง

ในประเทศอังกฤษ จะไม่ได้เลย หากมีคนใช้มือถือในโรง ที่นั่นพวกเขาถือสา จะมีเจ้าหน้าที่มาจัดการทันที พวกเขาปกป้องสิทธิของคนดูหนังที่ไม่ใช้มือถือ ไม่ใช่มาปกป้องสิทธิของคนใช้มือถือในโรงหนัง

คนไทยจะใช้วิธี ใช้คำขออย่างสุภาพ เช่น อย่าใช้มือถือนะคะ อย่าใช้นะครับ เป็นเพียงแค่คำเตือน บางครั้งยังพยายามทำให้คำเตือนเหล่านั้นดูน่ารัก ดูน่าเอ็นดู

แต่สิ่งเหล่านี้ชัดเจนว่า สำหรับคนที่ใช้มือถือในโรงหนัง มันคือสิ่งที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

คำเตือนเหล่านั้นไม่ได้ผลแต่อย่างใด ทุกคนก็รู้อยู่ แต่ไม่มีคนกล้าห้ามอย่างจริงจัง

เท่ากับว่า ต้องการให้ปัญหาเหล่านี้คลี่คลายด้วยตัวมันเอง ซึ่งในที่สุด มันก็จะคลี่คลายเอง

ปัญหาจะคลี่คลายโดยตัวมันเอง เช่น วันหนึ่งในอนาคต ผู้คนอาจเปลี่ยนพฤติกรรม เลิกดูหนัง ถึงตอนนั้น คุณจะใช้มือถือหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ เพราะไม่มีโรงหนังอีกแล้ว ถึงมี ก็น้อยจนว่า ไม่ใช่ปัญหา นี่ไง คือการที่ปัญหาคลี่คลายโดยตัวมันเอง

ปัญหาหมาแมวก็เช่นกัน ไม่ทำอะไรมัน วันหนึ่งปัญหาก็จะคลี่คลายโดยตัวมันเอง เช่น วันหนึ่งมนุษย์อาจสูญพันธุ์ก่อนหมาแมว

ถึงวันนั้น กฎหมายเกี่ยวกับหมาแมว จะมีหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ

ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาดีวีดีเถื่อน ในโลกนี้ บางประเทศเข้มงวดกับปัญหาลิขสิทธิ์ พวกเขาจะปราบปรามหนังผีอย่างรุนแรง จนหาได้ยาก แต่บางประเทศจะหย่อนยาน ทำให้เราหาซื้อหนังผีได้ง่ายดาย มีวางขายเกร่อ คำถามว่าเราควรทำอย่างไรดี

บางคนเห็นด้วยกับดีวีดีเถื่อนพวกนี้ เพราะว่าการมีมันมากๆ ทำให้ประชาชนได้ดูหนัง หากไปปราบปรามมัน ก็แค่ทำให้บริษัทเมเจอร์เหล่านั้นร่ำรวยขึ้น เพราะที่จริงแผ่นดีวีดีเหล่านั้น ต้นทุนเกือบไม่มี ที่แพง คือพวกเขาคิดราคาลิขสิทธิ์แพง และหากปล่อยให้มันแพงอย่างนั้น ประชาชนจำนวนมาก ก็ไม่มีสิทธิ์ในการดูหนัง พวกเขาก็แค่ไม่ดู

บางคนไม่เห็นด้วย เพราะเป็นห่วงคนทำ ว่าจะไม่ได้กำไร ซึ่งก็มีส่วนจริงเช่นกัน บริษัทที่ผลิตงานเหล่านั้น ก็สูญเสียรายได้ไปจำนวนมาก ทำให้อาจอยู่ไม่ได้

แต่การถกเถียงว่าควรปราบปรามดีวีดีเถื่อนอย่างจริงจังหรือไม่ ก็หมดไปเอง เพียงแค่พริบตาเดียวที่โลกหมุนไป เพราะทุกวันนี้ เราดูหนังได้ง่ายดายในอินเตอร์เน็ต หรือผ่าน Netflix ซึ่งไม่เพียงทำให้ร้านค้าขายดีวีดีถูกลิขสิทธิ์จะเจ๊งเท่านั้น แม้แต่ร้านดีวีดีเถื่อนก็เจ๊งด้วย ในที่สุด

เราจะหาดีวีดีไม่ได้เลย พวกมันจะสูญพันธุ์ไป

ฉันอยากเห็นพรรคการเมืองที่มาทำให้กฎหมายของไทยมีความชัดเจนและเข้มงวด แต่ความต้องการนี้จะสอดคล้องกับคนไทยส่วนใหญ่หรือไม่ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

หากไม่ใช่ ฉันก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป ในสังคมที่กฎหมายหย่อนยาน จะทำอะไรก็ไม่ทำสักอย่าง ไม่ไปทางใดทางหนึ่ง ครึ่งๆ กลางๆ เพียงเพื่อให้เวลาผ่านไป

ยังไม่เคยมีการทำรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอคนไทยเลย ที่ผ่านมา มีแต่การกระทำรัฐประหาร เปลี่ยนอำนาจจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ทั้งสองกลุ่มก็ยังมีนิสัยคล้ายกัน ล้วนเป็นคนชอบทำอะไรตามใจตัวเอง ยังคงชอบกฎหมายที่หย่อนยานเหมือนกัน

ที่จริง หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนแปลง ก็ทำได้ ถึงจะมีคนออกมาโวยวาย หรือต่อต้าน รัฐบาลหากมีเหตุผล ก็ออกสื่อ มาอธิบายได้ว่า กฎหมายใหม่นี้ทำไปทำไม ก่อให้เกิดผลดีอย่างไร และยืนหยัดในหลักการของตัวเอง การมีคนต่อต้านก็เป็นเรื่องธรรมดา ให้เหตุการณ์ดำเนินไป จนเราจะเริ่มรู้สึกถึงความแตกต่าง ซึ่งใช้เวลา

ขนาดรัฐธรรมนูญยังขโมยไปได้ ทำไมกะอีแค่กฎหมายหมาแมว จึงกลับกลัวๆ กล้าๆ พร้อมจะหลบออกไปตลอด

ถ้าถามฉัน ฉันชอบเมืองไหนในประเทศไทย ฉันพบว่าฉันไม่ชอบสักเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ฯลฯ

เพราะไม่ว่าฉันเดินทางไปที่ใด ฉันสนใจในฟุตปาธ แต่เมืองมากมายในประเทศไทย ไม่มีฟุตปาธ หรือมีแต่คับแคบ

ยกตัวอย่างเช่น เชียงใหม่ หรือภูเก็ต มีถนนมากมายที่ไร้ฟุตปาธ

ไม่รู้เจ้าหน้าที่คิดอะไรอยู่ ทำไมทำบ้านเมืองออกมาเป็นเช่นนี้ หรือว่าถนนมีไว้สำหรับรถยนต์เท่านั้น ส่วนคนเดินถนนก็เป็นแค่ส่วนเกิน คุณต้องเสี่ยงชีวิตเดินเอาเอง ถนนบางสายมีฟุตปาธเล็กน้อย และขณะที่ฉันเดิน ฉันก็พบว่ามันแย่ลงไปเรื่อย ตามกาลเวลา เพราะรถยนต์มีมากขึ้น บางครั้งฉันต้องเดินหลบเสาไฟฟ้า หรือหลบตู้ไปรษณีย์ หรือเดินหลบรถคันอื่นที่จอดกินขอบถนนเข้ามา จนฉันเดินต่อไปไม่ได้ หรือบางครั้ง ฉันเดินมาเจอเจ้าของบ้านที่เอากระถางต้นไม้ หรือสิ่งอื่นใดในร้านออกมาปิดฟุตปาธของตัวเองหน้าตาเฉย ใครที่เดินผ่านร้านของเขา ต้องเดินลงไปในเนื้อถนน ไปเสี่ยงชีวิตเอาเอง

สรุปคือ นี่เป็นเมืองที่คนเดินถนน ไม่อยู่ในความคิดของเจ้าเมือง

คนเดินถนนไม่ได้เป็นใหญ่

นี้คือเมืองที่ฉันเกลียดชัง เพราะฉันเป็นคนเดินถนน

สำหรับประเด็นนี้ ฉันเห็นคนเดินถนนอีกมากมาย เพราะคนไทยไม่ได้ร่ำรวยทุกคน ไม่ได้มีรถเก๋งขี่ทุกคน ต่อให้คนไทยรวยกว่านี้มาก มันก็ยังเป็นภาพที่ฉันนึกไม่ออก ถนนที่ไม่มีคนเดินถนน

แต่นี่คือประเทศที่ไร้ระเบียบอย่างที่สุด

สร้างเมืองแต่ละเมือง เอาใจเจ้าของบ้านแต่ไม่เอาใจคนเดินถนน

อย่างเชียงใหม่หรือภูเก็ต เห็นได้ชัด นี้เป็นเมืองที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ไม่ได้นำเอาเงินทองเหล่านั้นมาทำให้เมืองน่าเดินขึ้นเลย

ความปวดร้าวใจของฉันอยู่ที่ว่า คนจำนวนมาก ไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่านี่คือปัญหา เมืองน่าเกลียดเมืองแล้วเมืองเล่าจึงเกิดขึ้นมา

แต่ที่จริง คอนเซ็ปต์ของเมืองคือ ดินแดนที่น่าอยู่ เทียบเท่าธรรมชาติ มหานครก็คือดินแดนอันน่าอยู่ เทียบเท่าป่าใหญ่ เทียบเท่าในความลึกซึ้ง ในความซับซ้อน แต่ทว่าอยู่ง่ายกว่า

บทความก่อนหน้านี้วิเคราะห์สมรภูมิ สื่อ-เอเยนซี่-ทีวีดิจิตอล ใครตาย!-ใครรอด?
บทความถัดไปย้อนดูเส้นทาง “บิ๊กตำรวจ” ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับ “การเมือง” ร่วงหรือรอด? และทำไมตำรวจถึงปฏิรูปไม่ได้เสียที?