‘ฮอนด้า แอคคอร์ด’ ใหม่ เจาะความไฮเทค-ก่อนเจอตัวจริง

สันติ จิรพรพนิต

ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต [email protected]

‘ฮอนด้า แอคคอร์ด’ ใหม่

เจาะความไฮเทค-ก่อนเจอตัวจริง

 

ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วกับการได้เห็นการเปิดตัว “ฮอนด้า แอคคอร์ด” ใหม่ ในเมืองไทย

ตัวล่าสุดถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 10 เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกเมื่อปี 2560 และสามารถคว้ารางวัลมาได้เพียบ

ตระกูล “แอคคอร์ด” ถือเป็นรถขนาดกลางของ “ฮอนด้า” ถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ.2519 หรือหลังจากฮอนด้าเริ่มผลิต “ซีวิค” ซึ่งเป็นเก๋งเล็กได้ 3 ปี

จากนั้นรถทั้ง 2 ตระกูลจะเริ่มปรับให้ออกมาในเวลาไล่เลี่ย เพื่อขายคู่กันจับคนละตลาดซึ่งเป็นเทรนด์ของหลายๆ ค่ายรถ

ส่วนเมืองไทยนั้นเราคุ้นเคยกับเก๋งฮอนด้ามาตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งฮอนด้าเริ่มเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทยและนำ “แอคคอร์ด” เข้ามาจำหน่าย แต่ช่วงแรกยังไม่ติดลมมากนัก ด้วยคนไทยคุ้นเคยว่าเป็นแบรนด์ของรถจักรยานยนต์มากกว่า

ล่วงเข้าปี 2527 ที่ซีวิคเข้ามาทำตลาดเมืองไทย ทำให้ชื่อของ “ฮอนด้า” เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น

กระทั่งแอคคอร์ดผ่านมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 4 หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อรุ่น “ตาเพชร” ช่วงปี 2533 จึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

รวมทั้งจากนั้นไม่นานได้อานิสงส์ของรุ่นเล็ก “ซีวิค” 3 ประตู ที่เข้ามาจำหน่ายช่วงปี 2536 สร้างกระแสรุนแรงมากให้กับฮอนด้า ประเทศไทย รวมทั้งเกิดปรากฏการณ์ซื้อขายใบจองกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

อารมณ์เดียวกับการซื้อขายดาวน์คอนโดฯ ในยุคปัจจุบัน

ในรุ่นต่อๆ มาแอคคอร์ดได้รับความนิยมมากบ้าง น้อยบ้าง

จนมาถึงรุ่นล่าสุดเจนฯ 10 ที่กำลังจะเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราอย่างเป็นทางการ

 

ฮอนด้าโหมโรง “แอคคอร์ด” ใหม่มาพักใหญ่ๆ รวมทั้งนำมาโชว์ตัวในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเพื่อเรียกน้ำย่อย

จากนั้นเริ่มมีข้อมูลออกมาเรื่อยๆ โดยคาดหวังว่าจะเปรี้ยงปร้างไม่แพ้ “ซีวิค” เจนฯ 10 ที่ขายอยู่ตอนนี้

แอคคอร์ดใหม่ออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก “Absolute Confidence” เพื่อสร้างมาตรฐานยนตรกรรมพรีเมียมซีดานให้เหนือระดับไปอีก มีหลัก 3 ประการในการพัฒนา

Dynamics – ความปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว ทั้งในด้านดีไซน์ และสมรรถนะการขับขี่

Captivating – ความมีเสน่ห์และน่าดึงดูดของรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย

Upscale – ยกระดับคุณภาพการพัฒนายนตรกรรม ให้สง่างาม และเหนือระดับเกินคลาส

ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง “Laser Blaze” ออกแบบตัวถัง เพื่อลดรอยต่อบริเวณหลังคารถและตัวถัง เส้นสายปราดเปรียวและเฉียบคม ให้ความหรูหราและสปอร์ตมากกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เน้นความหรูหราอย่างเดียว

ส่วนภายในแม้ยังดูหรูหราแต่เน้นความเป็นสปอร์ตมากขึ้นเช่นกัน ใช้โครงสร้างเส้นแนวนอน เพื่อทำให้บริเวณคอนโซลกลางโปร่งโล่ง มีพื้นที่ช่วงขามากขึ้น

ฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head Up Display : HUD)

ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI เป็นต้น

 

มาถึงหัวใจของรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 2 บล๊อก

ขนาด 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO เครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่ ระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ทรงพลังขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ในฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่นเดิม แต่ได้ความประหยัดและรักษ์โลก รองรับเชื้อก๊าซโซฮอล์สูงสุดถึง E85

อีกบล๊อกเป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว

เกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน

แน่นอนว่าด้วยเป็นเก๋งกลางที่กำลังจะมาทำตลาด จึงต้องอัดออปชั่นและเทคโนโลยีมาเพียบคัน

เด่นสุดไม่พ้นเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนซิ่ง” (Honda SENSING) พัฒนาระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากขึ้น

 

ประกอบด้วยระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System : CMBS)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow : ACC with LSF)

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System : LKAS)

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning : RDM with LDW)

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam : AHB)

ระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System)

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System)

ระบบเตือนเมื่อรถยนต์เคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor) ฯลฯ

อดใจอีกไม่นานครับ เดือนมีนาคมนี้ ได้เจอ “ฮอนด้า แอคคอร์ด” ใหม่แน่นอน

 

ปิดท้ายฉบับนี้กับตัวเลขความสำเร็จของตลาดรถยนต์บ้านเราในปี 2561

โดยฝั่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงตัวเลขยอดผลิตรถปีที่แล้วมีจำนวน 2,167,694 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 8.99% สูงสุดในรอบ 5 ปี

ยอดผลิตเพื่อขายในประเทศ 1,024,961 คัน ตามยอดจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 19.5%

ยอดผลิตเพื่อส่งออก 1,142,733 คัน ตามยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปปี 2561 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.08%

ขณะที่คาดการณ์ในปีนี้ ส.อ.ท.มองว่ายอดผลิตลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 2,150,000 คัน ลดลง 0.82% ตามการประเมินยอดผลิตเพื่อส่งออกเหลือ 1,100,000 คัน ลดลง 3.74%

สาเหตุไม่พ้นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่เริ่มส่งผลกระทบในหลายประเทศ รวมทั้งไทยด้วย

แต่ ส.อ.ท.มองว่ายอดขายในประเทศยังโตได้มากกว่าปี 2561 ประมาณการยอดผลิตในประเทศที่ 1,050,000 คัน

ด้านค่ายโตโยต้า ให้ข้อมูลในเชิงลึกอีกว่า ยอดขายในปี 2561 มีจำนวน 1,039,158 คัน เติบโต 19.2%

แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง 397,542 คัน เติบโต 14.8%

รถเพื่อการพาณิชย์ 641,616 คัน เติบโต 22.1%

รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 511,676 คัน เติบโต 20.6%

รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 447,069 คัน เติบโต 22.6%

ในปีนี้โตโยต้ามองว่ายังลูกผีลูกคน แต่เชื่อว่าน่าจะลดลงเหลือราวๆ 1 ล้านคัน

รวมทั้งประเมินว่ายอดขายจะตกลงในทุกเซ็กเมนต์ด้วย เนื่องจากในปี 2561 ยอดขายและการเติบโตโดดเด้งเหลือเกิน

บวกกับปี 2562 มีหลายๆ เหตุการณ์รุมเร้าทั้งเศรษฐกิจในประเทศ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกด้วย