คุยกับ “จิต เชี่ยวสกุล” นายสนามราชดำเนินคนปัจจุบัน

“มวยไทย” คือชนิดกีฬาหนึ่งที่ถือว่าเป็นกีฬาประจำชาติ และก็อยู่กับคนไทยมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันนี้ก็ต้องบอกว่ามวยไทยนั้นถูกลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปะแม่ไม้มวยไทย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเวลานั้นจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับวงการมวยไทยมาได้อย่างยาวนานนั่นก็คือ “เวทีมวยราชดำเนิน” จัดได้ว่าเป็น 1 ใน 2 เวทีมวยมาตรฐานของเมืองไทย และยังมีอายุเก่าแก่มากที่สุดถึง 74 ปีด้วยกัน เรียกได้ว่าถ้าเป็นคนก็ต้องยกให้เป็นผู้อาวุโสไปแล้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสไปนั่งจับเข่าคุยกับ “จิต เชี่ยวสกุล” นายสนามมวยคนที่ 13 แห่งเวทีมวยราชดำเนิน

ซึ่งเจ้าตัวเองถือว่าเป็นคนที่ 3 ของบ้าน “เชี่ยวสกุล” ที่เข้ามารับหน้าที่ตรงนี้ ต่อจากคุณพ่ออย่าง “นายเฉลิมพงษ์ เชี่ยวสกุล” และ คุณปู่ “นายเฉลิม เชี่ยวสกุล”

จิตเล่าให้ฟังว่า ตัวเขาเองสมัยเด็กๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมมวยไทยมันสนุกยังไง จนกระทั่งไปเรียนอยู่ต่างประเทศ ได้ดูมวยสากลมากขึ้น ทำให้เริ่มรู้สึกสนุก รู้สึกได้ว่ามวยมันเจ๋งดี พอกลับมาตอนแรกก็ทำงานในสิ่งที่เรียนมา จนสุดท้ายถูกพ่อดึงเข้ามาช่วยงานทีละเล็ก ทีละน้อย จนสุดท้ายก็มาเป็นนายสนามมวยแห่งนี้ในที่สุด

ด้วยความที่สนามมวยแห่งนี้มันอยู่มาเป็นระยะเวลานานถึง 74 ปี แต่ก็ต้องยอมรับว่ากระแสของมวยไทยนั้นคนดูมันน้อยลงไปทุกที ซึ่งเป็นการสร้างความกดดันอย่างมากให้กับนายสนามมวยคนนี้ เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่มันเหมือนเป็นมรดกที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อน ที่ก็ไม่อยากให้มันพังทลายในรุ่นตัวเอง

ส่วนหนึ่งด้วยความที่โลกมันวิวัฒนาการไปค่อนข้างรวดเร็ว เราจะเห็นได้ว่าคนเสพความสบายมากขึ้น มีหลายสิ่งช่วยอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งออนไลน์ หรือว่าการสั่งอาหารที่ชอบกินผ่านทาง “ไลน์แมน” หรือ “แกร็บฟู้ด” นั่นก็ทำให้คนอยู่ติดที่มากขึ้น ไม่ค่อยออกไปตามร้านอาหาร หรือเดินเที่ยวห้างเหมือนเมื่อก่อน (แม้ว่าเวลาไปห้างก็ยังคงหาที่จอดยากเหมือนเดิมก็ตาม)

ขณะที่วงการกีฬา ไม่ต้องมองภาพไกล ขนาดกีฬายอดฮิตอย่างฟุตบอล ทุกวันนี้คนยังเข้าสนามน้อยลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย เพราะส่วนหนึ่งคือเมื่อมันมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หรือคนดูสามารถดูได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต มันก็ทำให้คนไม่จำเป็นจะต้องเข้าสนาม

ในส่วนของกีฬามวยไทยก็ไม่ต่างกัน คนเข้าสนามน้อยลง บางครั้งมีคนเข้าไปไลฟ์ให้ดูจากในสนาม ซึ่งจิตเองบอกว่า เมื่อวิวัฒนาการมันเปลี่ยนไป ก็ไม่ควรทำตัวขวาง ตอนนี้เวทีมวยราชดำเนินก็เริ่มมีการถ่ายทอดสดให้ดูแล้ว

เพียงแต่จิตเองก็บอกว่า การจะทำแบบนี้ได้ ก็ต้องอยู่ที่มวยยังขายตั๋วได้อยู่ และโปรโมเตอร์ยังมีกำไรในการจัดมวยได้ต่อ เพราะถ้าขาดทุนแล้วก็คงไม่มีใครจัดมวย แล้วมันก็จะจบลง ยิ่งถ้าหากเวทีมวยราชดำเนินล้มลง ก็จะล้มไปทั้งระบบ

สิ่งสำคัญเลยที่เป็นเป้าหมายของจิต เชี่ยวสกุล ไม่ใช่แค่การรักษาเรื่องของสนามมวยแห่งนี้เอาไว้ แต่นโยบายที่ชัดเจนเลยคืออยากจะอนุรักษ์ศิลปะมวยไทยเอาไว้ให้ได้ ทำอย่างไรให้คนต่างชาตินั้นหันมายอมรับ และคนรุ่นใหม่สนใจในกีฬามวยไทยมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ขาดอย่างเดียวเลยคือเรื่องของการโปรโมตทางการตลาด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าเราเป็นแบบดั้งเดิมนะ ส่วนคนต่างชาติที่มานั้นก็มาเพื่อวัฒนธรรม จริงๆ ไม่รู้หรอกว่ามวยไทยเล่นอย่างไร รู้แค่ว่ามาก็ต้องดูมวยไทย เพราะเป็นวัฒนธรรมของที่นี่ มันจึงเป็นจุดแข็งที่จะนำมาโปรโมตหรือประชาสัมพันธ์ และเป็นสิ่งที่ผลักดันมา 10 ปีได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ด้วยการผลักดันตรงนี้มันแค่ช่วยวงการมวยไทยกับเวทีราชดำเนินอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งตัวคนเดียวไม่สามารถผลักดันวงการมวยไทยได้ หากว่าทุกคนไม่ช่วยกัน ผมทำได้อย่างเก่งก็แค่เวทีแห่งนี้เท่านั้น”

อีกอย่างหนึ่งที่ถือว่ามีส่วนไม่น้อยก็คือเรื่องของการพนัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นส่วนที่ทำให้กีฬานั้นมีเสน่ห์ขึ้นมา แต่การพนันเองก็ทำให้นักกีฬามีความกดดันเช่นกัน

จิตบอกว่า นักมวยไทยสมัยนี้ถูกกดดันจากการพนันเยอะ ทำให้ตัวเองต้องสู้ในแบบของการพนันมากกว่าการเป็นกีฬา ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่สามารถแก้ไขมันด้วยตัวคนเดียวได้ ต้องให้ “การกีฬาแห่งประเทศไทย” (กกท.) วงการมวย เข้ามาช่วยกันแก้ ทำอย่างไรให้แม่ไม้มวยไทยกลับมา เป็นมวยนักสู้ จริงอยู่การพนันมันเกิดจากกีฬา แต่ก็ไม่ใช่จะมาบอกให้นักมวยหยุดชกเพราะชนะแล้ว

การทำแบบนั้นทำให้นักมวยหมดความเป็นนักกีฬาทันที มันกลายเป็นจุดด้อยของคำว่ากีฬาไป คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาดูก็บอกว่ามันไม่เป็นนักกีฬาเลย

ขณะเดียวกันเรื่องการควบคุมการจัดมวยเอง ก็เป็นเรื่องที่นายสนามมวยราชดำเนินนั้นมองว่าเป็นความยากในการทำธุรกิจมวย เพราะว่าการควบคุมของ กกท. กับการจัดการแข่งขันมันยังไม่เพียงพอ เวทีมวยที่มีมาตรฐานมีอยู่ไม่กี่เวที แต่เวทีที่ไม่เป็นมาตรฐานก็อีกเยอะเช่นกัน เพราะใครจะจัดก็ได้ ถ้ามีพื้นที่ว่าง มีเงินจ้างนักมวย มีคอนเน็กชั่นในการดึงสปอนเซอร์ ก็จัดมวยได้แล้ว ดังนั้น ควรจะต้องมีการควบคุมให้ได้มากกว่านี้

หลายๆ ครั้งเราก็มีความรู้สึกว่าการดูมวยสากลของต่างประเทศ เป็นธุรกิจที่เงินสะพัดอย่างมาก แล้วจะทำอย่างไรให้มวยไทยก้าวขึ้นไปแบบนั้น ซึ่งอันดับแรกคงต้องทำให้มวยเป็นเรื่องของกีฬามากกว่า เพื่อจะให้คนนั้นหันมาสนใจมากขึ้น หรืออีกแง่หนึ่งก็ต้องมี “ฮีโร่” ขึ้นมาสักคนหนึ่งก่อน จึงจะมีคนสนใจมวยไทยกันมากขึ้น ไม่งั้นมันก็คงยาก ยิ่งถ้าคนไหนมีแววดีขึ้นมา ก็ถูกนำไปต่อยเป็นมวยสากลเสียหมด

แต่เรื่องนี้จิตกลับคิดต่างออกไป โดยมองว่าถ้าหากไม่มีมวยไทยแล้ว นักชกเหล่านี้ก็จะไม่มีโอกาสไปโชว์ฝีมือว่าสามารถไปต่อยมวยสากลได้ ซึ่งมันคือวิถีชีวิตของคนไทย เกิดมาก็ต่อยมวยไทยกัน และก็พร้อมที่จะผลักดันมากกว่าที่จะไปขวางด้วยซ้ำ เพียงแต่ต้องไปแล้วได้ดีเท่านั้นเอง

จิตบอกว่า ก้าวต่อไปที่เขาจะทำให้สนามมวยแห่งนี้ คือการที่ทำให้เป็นแลนด์มาร์ก ไม่ว่าใครมาเมืองไทยก็ต้องมาที่นี่ และก็จะขยายให้เป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรมไทยอีกด้วย เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มาได้เรียนรู้กับศิลปวัฒนธรรมของไทย อย่างเช่น ขนมไทย, นวดแผนไทย หรือฝึกมวยไทย รวมกันอยู่ในที่เดียว

“ถ้าทำได้ตรงนี้ก็จะกลายเป็นจุดรวมของชาวต่างชาติ บวกกับมวยอีกอยากให้ทุกอย่างมันมาร่วมอยู่ตรงนี้ นั่นคือความฝันของผม ซึ่งอนาคตนี่ก็ยังไม่แน่นอน อาจจะมีฝรั่งชอบเข้ามาดูมวยไทย ก็ปรับให้เป็นนั่งเสื่อ มีกับข้าวกิน ใช้วิธีการจกกิน ซึ่งทั้งหมดถือเป็นส่วนของการท่องเที่ยวที่อยากจะอนุรักษ์ ควบคู่ไปกับมวยที่ทำอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันทำเลที่ตั้งของเวทีมวยแห่งนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในเมืองหรือในละแวกโรงแรม แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกาะรัตนโกสินทร์ เป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นสมบัติของประเทศชาติ แถมยังอยู่บนถนนของประเทศอีกด้วย จึงจัดเป็นจุดที่น่าภูมิใจมากๆ ที่ได้อยู่ตรงนี้”

จากการได้พูดคุยกันก็ทำให้ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับวงการมวยไทยอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อน และก็คงได้แต่เป็นกำลังใจให้ และหวังว่าจะช่วยๆ กันผลักดันกีฬามวยไทย

อย่าให้สูญหายไปจากประเทศไทยก็พอ

บทความก่อนหน้านี้วิเคราะห์เพลงกับการเมือง เมื่อ ‘ศุ บุญเลี้ยง’ ปล่อยเพลง “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ร่วมทวง “ประชาธิปไตย”
บทความถัดไป‘อนาคตใหม่’ แนะจัดสรรงบแก้ปัญหา 3 จว.ใต้ใหม่-ใช้การเมืองยุติความขัดแย้ง