จีนยุคบุราณรัฐ : ร้อยสำนักเปล่งภูมิ (11)

วรศักดิ์ มหัทธโนบล

สำนักม่อกับม่อจื่อ (ต่อ)

จากพื้นฐานหลักคิดภราดรภาพเช่นนี้จึงย่อมส่งผลต่อหลักคิดทางการเมืองไปด้วย ในทางนี้อาจอธิบายได้ 2 ระดับ

ระดับแรก เป็นที่มาของรัฐที่สำนักนี้เห็นว่าผู้นำมีที่มาจาก 2 แหล่ง

แหล่งหนึ่งมาจากเจตจำนงของราษฎร

ส่วนอีกแหล่งหนึ่งมาจากเจตจำนงของเทพผู้สูงสุด

ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด ผู้นำพึงควบคุมตรวจสอบพฤติกรรมของราษฎรอยู่เสมอ ให้รางวัลแก่ผู้ปฏิบัติตนตามหลัก เจียนอ้าย และลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตามหลักที่ว่านี้

นอกจากนี้ สำนักม่อยังให้ความสำคัญกับอำนาจที่เด็ดขาดของผู้นำ และราษฎรพึงเชื่อฟังและทำตามที่ผู้นำสั่งเพื่อความเป็นเอกภาพ แต่ทั้งนี้ตัวผู้นำต้องเป็นคนดีมีความสามารถ ไม่ทำตนดังทรราช

ในแง่นี้หลักคิดของสำนักม่อจึงไม่ต่างกับสำนักอื่นๆ ที่โดยมากแล้วมักยอมรับผู้นำที่มีอำนาจเผด็จการ รัฐตามหลักคิดนี้จึงเป็นรัฐเผด็จการไปด้วย

แต่ก็ด้วยหลักคิดทางการเมืองเช่นนี้เช่นกัน ที่ทำให้สำนักม่อถูกจัดเป็นสำนักนิตินิยมอีกสำนักหนึ่งไปด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในเวลานั้น

ในระดับต่อมา เป็นหลักคิดทางการเมืองในเชิงบริหารองค์กร หลักคิดนี้สำนักม่อหมายมุ่งไปที่การบริหารสำนักคิดของตน ซึ่งใน ม่อจื่อ ทำให้รู้ว่า สำนักม่อเป็นองค์กรที่มีการบริหารและกิจกรรมทางการทหารอยู่ด้วย

โดยในแง่การบริหารสำนักม่อมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกวดขันให้สาวกถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และมีผู้นำสำนักที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดซึ่งสาวกทุกคนจักต้องเชื่อฟังโดยไม่มีข้อแม้ ผู้นำนี้มีคำเรียกขานว่า จี้ว์จื่อ หรือ มหาคุรุ หรือ นายใหญ่ (chief master) ซึ่งแน่นอนว่า บุคคลแรกที่มีฐานะนี้ย่อมต้องเป็นตัวของม่อจื่อเอง

ส่วนกิจกรรมทางการทหารนั้น หมายความว่า สำนักม่อนอกจากจะเผยแผ่หลักคำสอนของตนดังสำนักอื่นๆ แล้ว ก็ยังมีการดำเนินการทางการทหารอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความแตกต่างอีกข้อหนึ่งของสำนักนี้ที่โดดเด่นยิ่ง

กล่าวกันว่า ม่อจื่อเคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างรัฐซ่งกับรัฐฉู่ ขณะนั้นทั้งสองรัฐกำลังจะทำศึกต่อกัน และม่อจื่อสามารถเข้าไปช่วยเหลือปกป้องรัฐซ่งเอาไว้จนสำเร็จ

วิธีการของม่อจื่อเป็นไปโดยให้ฝ่ายรัฐฉู่จำลองเหตุการณ์จริงของสงครามขึ้นมา จากนั้นม่อจื่อก็แก้กลศึกของฝ่ายรัฐฉู่ เมื่อผู้นำรัฐฉู่เห็นการแก้กลศึกเช่นนั้นก็ตัดสินใจไม่ทำศึกกับรัฐซ่ง ทำให้รัฐซ่งรอดพ้นจากการโจมตีของรัฐฉู่ไปได้ในที่สุด

กิจกรรมทางการทหารของสำนักม่อดังกล่าวจึงเป็นที่ยกย่องกันโดยทั่วไป ว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สร้างสรรค์อย่างยิ่ง เพราะวิธีแก้ปัญหาจากตัวอย่างที่ว่า (หากเป็นเรื่องจริง) ทุกรัฐที่ขัดแย้งกันก็มิจำเป็นในการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน ซึ่งจะทำให้ทุกรัฐทุกฝ่ายไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรให้เปล่าเปลือง ดังที่ทุกรัฐในขณะนั้นต่างก็กำลังสูญเสียไป

จากที่กล่าวมาโดยตลอดนี้จะเห็นได้ว่า สำนักม่อของม่อจื่อถือเป็นสำนักที่มีหลักปรัชญาในทางภราดรภาพและสมภาพ

หลักนี้เป็นไปโดยอิงกับความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ และหมายมุ่งไปที่ราษฎรสามัญชนที่เป็นชนชั้นล่างของสังคม ภายใต้ปรัชญาเช่นนี้แม้สำนักม่อจะคงความเป็นนักสู้ด้วยการมีกิจกรรมทางการทหารเอาไว้

แต่การทหารของสำนักม่อก็หมายมุ่งเพื่อมิให้เกิดสงครามขึ้นจริง

ภาพรวมในหลักปรัชญาของสำนักม่อจึงเป็นภาพของแนวทางสันติภาพที่มีสันติวิธีรองรับ ซึ่งจัดเป็นสำนักที่มีหลักคิดที่น่าสนใจยิ่ง

ถึงแม้จะเป็นหลักคิดที่เป็นอุดมคติสูงก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่หลักปรัชญาของสำนักม่อได้ให้ความสำคัญกับบทบาทผู้นำไว้ในฐานะที่สูงสุด และในฐานะที่ต้องเป็นผู้นำที่มีความรู้ความสามารถและคุณธรรม ซึ่งราษฎรทั้งมวลจักต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หลักปรัชญาของสำนักม่อจึงถูกจัดให้อยู่ในฝ่ายนิตินิยมไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด

การที่สำนักม่อถือเคร่งในการดำเนินชีวิตดังที่กล่าวมา นับว่ามีผลไม่มากก็น้อยต่อการดำรงอยู่ของสำนักนี้ไปด้วย ทั้งนี้ ในปกรณ์ จวงจื่อ ได้บอกเล่าอย่างน่าสนใจว่า

ในชั้นหลังต่อมาได้ปรากฏว่า สาวกของสำนักม่อต่างก็ท่องหลักคำสอนของม่อจื่อกันอย่างจริงจัง กระทั่งได้นำไปสู่การทุ่มเถียงและตีความหลักคำสอนของม่อจื่อไปต่างๆ นานา

จนทำให้ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าเป็น “ม่อจื่อต่างสำนัก” ใครอยู่ฝ่ายใดก็ยกให้ผู้นำในฝ่ายตนเป็นเจ้าสำนัก และทำให้สำนักม่อแตกเป็นหลายสำนักในที่สุด

จากเหตุนี้ สำนักม่อซึ่งเคยมีฐานะทางปรัชญาไม่แพ้สำนักหญูก็กลับกลายเป็นสำนักที่ตกอยู่ในกระแสรองไปอย่างน่าเสียดาย

สำนักหมิงกับวาทนิยม

คําว่า หมิง อันเป็นชื่อของสำนักนี้แปลตรงตัวว่า นามหรือชื่อ แต่ความหมายนี้มิได้มีปฏิสัมพันธ์อันใดกับหลักคิดเรื่องความเที่ยงแห่งนามหรือ เจิ้งหมิง ของขงจื่อ เมื่อเป็นเช่นนี้ในเบื้องต้นเราอาจเรียกสำนักนี้ว่า สำนักนาม ซึ่งจะตรงกับคำจีนว่า “หมิงเจีย”

ดังนั้น ความหมายในเชิงปรัชญาอันเป็นที่มาของชื่อสำนักนี้จึงเป็นประเด็นที่สำคัญ ว่าถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรคือสารัตถะของหลักคิดของสำนักนี้

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวโดยทั่วไปมักจะเริ่มต้นด้วยการยกเอาคำอธิบายใน จวงจื่อ มาอ้างอิง แหล่งอ้างอิงนี้มาจากบทที่ว่าด้วย “ชิวสุ่ย” (สารทฤดูอุทก) ซึ่งมีความตอนหนึ่งได้กล่าวถึงบุคคลผู้หนึ่งชื่อ กงซุนหลง ได้สนทนากับเจ้าชายแห่งรัฐเว่ยว่า…

เมื่อครั้งที่ตนยังเยาว์วัยได้ศึกษาวิถีของเหล่าบุรพกษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อเติบใหญ่ก็เข้าใจหลักปฏิบัติแห่งมนุสสธรรมและครรลองธรรมจนสามารถ “ไกล่เกลี่ยความเหมือนกับความต่าง แยกแยะความแข็งกับความขาว พิสูจน์ว่าไม่ใช่ก็คือใช่ ที่มิยอมรับคือยอมรับ กระทั่งสั่นคลอนภูมิปัญญาของร้อยสำนัก และมีชัยเหนือข้อโต้แย้งนับร้อยที่คัดค้านข้าพเจ้า จนเชื่อว่าข้าพเจ้าได้บรรลุถึงจุดสูงสุด”

ความหมายจากคำกล่าวที่ว่าก็คือ หากสำนักอื่นอธิบายเรื่องใดว่าอย่างไร สำนักหมิงก็สามารถอธิบายให้เป็นตรงกันข้าม ซึ่งดูไปแล้วก็คล้ายจะเป็นสำนักคิดที่ทวนกระแสสำนักอื่น แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปก็จะพบว่าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ส่วนจะเป็นเช่นไร ในที่นี้จะยกตัวอย่างที่เป็นที่อ้างอิงอยู่เสมอของสำนักหมิง คือเป็นตัวอย่างที่อาจอธิบายตัวตนทางความคิดของสำนักนี้ได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างที่ว่ายังคงมีกงซุนหลงเป็นเสมือนตัวละครหลัก โดยเป็นเรื่องที่เล่ากันว่า อยู่มาคราวหนึ่ง ขณะที่กงซุนหลงกำลังขี่ม้าผ่านด่านแห่งหนึ่ง พนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงว่า ม้าห้ามผ่าน กงซุนหลงตอบไปว่า ที่ตนขี่อยู่นี้คือม้าขาว ม้าขาวมิใช่ม้า กล่าวจบก็ขี่ม้าผ่านด่านไป

นัยของตัวอย่างได้รับการอธิบายว่า ในความคิดของกงซุนหลงที่ว่าม้าขาวมิใช่ม้านั้น เขาอ้างเหตุผลมาพิสูจน์ 3 ข้อด้วยกัน

ข้อแรก ม้าเป็นเพียงชื่อ (นาม) เรียกรูปลักษณ์ของม้าสีขาว คือเป็นชื่อเรียกสีของม้า ชื่อสีจึงมิใช่ชื่อของรูปลักษณ์ ดังนั้น ม้าขาวจึงมิใช่ม้า

ข้อต่อมา หากต้องการเฉพาะม้า ม้าสีใดก็ใช้ได้ทั้งสิ้น แต่หากเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นม้าขาวหรือม้าสีใดสีหนึ่ง ก็ย่อมให้ไม่ได้

ข้อสุดท้าย ม้าย่อมมีสีโดยตัวของมันเอง ดังนั้น จึงมีม้าสีขาว แต่ถ้าม้าไม่มีสีก็ย่อมมีแต่ม้าสถานเดียว แล้วจะไปเรียกว่าม้าขาวได้อย่างไร?

จากเหตุผลทั้งสามข้อที่กงซุนหลงยกมาอ้างนี้จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ดูเหมือนจะถูกไปหมด

ยิ่งพนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่มิได้เป็นนักปราชญ์หรือวิชาธรด้วยแล้ว ก็ย่อมได้แต่งุนงงจนต้องปล่อยให้กงซุนหลงขี่ม้าผ่านด่านไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขากำลังทำผิด

แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปแล้วก็จะพบว่า ที่ดูเหมือนว่ากงซุนหลงพูดอะไรก็ดูจะถูกไปหมดนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการเล่นโวหารเท่านั้น หาได้มีสารัตถะหรือแก่นสารอันใดแม้แต่น้อย เพราะสำหรับผู้คนโดยทั่วไปที่มิได้เล่นโวหารแล้ว ม้าขาวหรือม้าสีใดก็ย่อมเป็นม้า และไม่มีเหตุผลอันใดที่จะหาทางหาเวลามาสร้างวาทะทำนองนี้

หาไม่แล้วก็จะกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติในแต่ละวันจนไม่เป็นสุข