การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ที่เคยพ่นบทกวีกระท่อนกระแท่นเหล่านั้น

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

มีกล่องพัสดุใบใหญ่ส่งมาถึงฉันอีกในวันหนึ่ง เมื่อเปิดออกดูก็พบหนังสืออีกมากมาย ฉันรีบดึงขึ้นดูทีละเล่ม อกใจพองฟูไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ…มันช่างดีอะไรเช่นนี้ ในท่ามกลางทุกสิ่งที่เลือนรางน่าสิ้นหวัง เหมือนยังมีเปลวไฟน้อยๆ ส่องให้เห็นต่อหน้า

ไม่ใช่ทุกคนจะชอบอ่านหนังสือเหมือนเรา นอกจากครูที่โรงเรียน หลวงน้าเจ้าอาวาส และอีกบางบ้านในหมู่บ้าน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยสนใจการอ่าน มันคงเพราะเป็นเรื่องนอกเหนือความจำเป็น เวลาที่จะเอามา “อ่านเล่น” ควรเป็นเวลาของการ “ทำมาหากิน” มากกว่า

แต่ว่า ฉันอ่านหนังสือมากเล่มเข้าเรื่อยๆ โดยเฉพาะเล่มหลังๆ ที่เพียงบัวส่งมา ยิ่งรู้มากขึ้นว่า ในเนื้อหาของหนังสือเรื่องต่างๆ ให้มากกว่าความบันเทิงเริงใจ

มีหนังสืออยู่สองเล่ม หน้าปกแปลกตา เล่มที่มีเลข 2 อยู่บนหน้ารองปกใน ตัวหนังสือใหญ่ๆ เขียนว่า “สิงห์ สนามหลวง”

นี่เองหรือ คือหนังสือของคนที่เพียงบัวเคยเล่าไว้ ที่บอกว่า “สิงห์” เป็นผู้รู้ มีความลึกซึ้งกว้างไกล เพียงบัวยังเคยเขียนจดหมายไปคุยด้วย และ “สิงห์” ก็ตอบอย่างมีอารมณ์ขันเสียด้วย

เปิดดูผ่านๆ ด้วยนึกอยากอ่านขึ้นมาจับใจ ก็ให้สะดุดตั้งแต่หน้าแรกที่พลิกเจอ

 

[ถ.- …”สิงห์” จ๊ะ ฉันรู้สึกว่าโลกนี้มีคนทุกข์ มีคนอดอยากยากแค้นมากนะ ฉันไม่อยากเห็นคนเอาเปรียบกัน คนโกงกัน กดขี่กัน ฉันอยากเห็นทุกๆ คนช่วยเหลือกัน รักกัน

แต่ “สิงห์” จ๊ะ ฉันอ่านหนังสือ หรือได้ยิน ได้เห็น เรื่องของคนทุกข์ยาก ฉันเคยมีความคิดขึ้นมาว่า พวกเขาทนได้อย่างไร และทนไปทำไม ฉันคิดว่าเขาน่าจะฆ่าตัวตายไปเสีย ในเมื่อชีวิตนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นสุข มีแต่ความทุกข์ยากหิวโหย…แต่โลกก็เป็นอยู่อย่างนี้มานาน ยังไม่มีการฆ่าตัวตายให้หมดไปสักที

ฉันคิดว่า การตายไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลยนะ มันง่ายที่สุดที่จะหลุดพ้นไปจากสังคมเส็งเคร็งนี้ “สิงห์” ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม ทำไมเขาถึงไม่ฆ่าตัวตายกัน]

โอ้ ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่า จะมีคนถามในคำถามที่เคยเกิดในใจของฉัน เพียงแต่ “พวกเขา” ของคนเขียนจดหมายที่ใช้ชื่อว่า “เพื่อนสิงห์” (ไม่ลงที่อยู่) มันคือตัวฉันดีๆ นี่เอง

และนั่นทำให้อยากรู้ขึ้นมาจนท่วมท้นว่า “สิงห์” จะตอบว่าอะไร

แล้วตัวหนังสือที่เรียงรายต่อจากนั้น ในหน้าที่ 70 ก็ทำให้ฉันนึกชอบ “สิงห์” คนนี้ขึ้นมาทันใด

[ต. – เพราะด้วยการไม่แสวงหา “คำตอบ” แต่เข้าใจใน “คำถาม” เหล่านั้น

ความคิดของคุณน่ากลัวจัง คล้ายๆ ภราดา จิม โจนส์ แห่งกายานาที่ชวนคนฆ่าตัวตายหมู่เพราะคิดว่าโลกวิปริตผิดไปจากสิ่งที่ตนต้องการ…

“สิงห์” คิดว่า คนเรามีสิทธิที่จะกำจัดชีวิตของตนได้ ถ้าเขาต้องการ…แต่ไม่มีสิทธิจะไปกำจัดชีวิตของผู้อื่น ไม่ว่าจะใช้ข้ออ้างหรือชักชวนประการใดก็ตาม…

ยิ้มสิครับ…ยิ้มแล้วมองดูโลกเหมือนเช่นที่ นิฆอส ฆาซานซาคิส นักเขียนชาวกรีก “เรียนรู้” ชีวิตจากตัวละครในนวนิยายเรื่อง ZORBA THE GREEK ของเขาว่า Zorba sees every thing everyday as if for the first time.]

ฉันอ่านภาษาอังกฤษยาวๆ ในประโยคสุดท้ายไม่ออก ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร แต่ในสิ่งที่ “สิงห์” คนนั้นเขียนเอาไว้ มีบางสิ่งที่จับใจของฉัน

ยิ้มสิ…ยิ้มแล้วมองดูโลก…

เท่าที่พอจะจดจำตัวเองได้ ฉันไม่ค่อยยิ้มนัก แม้แต่ครั้งใดที่เข้าไปอาบน้ำแล้วแยงแว่นส่องดูหน้าตา ที่มองจ้องกลับมา มักเป็นดวงตาชาเฉยของตัวฉันเอง

 

ฉันไม่ได้เขียนจดหมายถึงเพียงบัวในค่ำคืนนั้น และอาจเป็นครั้งแรกที่นอนอ่านหนังสือซึ่งเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างไปจนดึกดื่น

หนังสือ “สิงห์ สนามหลวง” ที่แท้คือการถามตอบเรื่องครอบจักรวาลในโลกการอ่านการเขียน ในจำนวนสี่ร้อยกว่าหน้า มีคนถามเรื่องต่างๆ มาสารพัน หลายสิ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งชื่อของหนังสือ นักเขียน นักแปล และแม้แต่เพลง หนัง ซึ่งส่วนมากจะเป็นของฝรั่ง หนังสือมีภาษาอังกฤษแทรกอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

ฉันยังคงดั้นด้นอ่านไปด้วยความพอใจ ยิ่งอ่านยิ่งเพลิดเพลิน

[ถ. – เมื่อคืนเราอ่าน โลกหนังสือ ไปเจอคำว่า “พลาโตนิก เฟรนด์ชิป” เข้า รู้สึกคุ้นหูมาก แต่นึกไม่ออกว่าเคยไปเจอที่ไหน และความหมายของคำนี้ หมายถึงอะไร

ต. – มาจากคำว่า Platonic Friendship หรือ Platonic Love อธิบายได้ง่ายๆ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชาย หญิงกับหญิง ชายกับชาย หรือชายกับหญิง…อย่างไรก็ได้…ที่มีความซึ้งกัน “ฉันเพื่อน” โดยไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง]

(หน้า 93)

……

[ถ. – “สิงห์” จ๊ะ ช่วยตอบหน่อยซิว่า ความหมายหรือเหตุผลของการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์คืออะไร เมื่อก่อนเราคิดว่าเรารู้ แต่ตอนนี้เราสับสนมาก สับสนจนมองไม่เห็นเป้าหมายของการดำรงอยู่และคิดอยากไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป ไม่อยากจะเรียกว่า การฆ่าตัวตาย แต่ในคำนิยามทั่วไปมันคงหมายถึงวิธีการอย่างนั้น

ถ้าจะถามว่า แล้วเหตุผลของการจะไม่ดำรงอยู่หรืออะไรล่ะ เราก็ตอบไม่ได้ ถ้าไม่มีเหตุผลที่จะดำรงอยู่ ก็ไม่ควรที่จะดำรงอยู่ก็เท่านั้น “สิงห์” ว่าเราคิดถูกหรือเปล่า ช่วยตอบที เราไม่รู้เหมือนกันว่า กว่า “สิงห์” จะได้ตอบจดหมายฉบับนี้ เราจะยังมีตัวตนอยู่หรือเปล่า

ต. – “สิงห์” ก็ไม่รู้จะตอบคุณยังไง…คุณยังมีตัวตนอยู่หรือเปล่าล่ะ ถ้ามีก็อย่าไปปวดกึ๋นมัวหา “เหตุผลที่จะดำรงอยู่” ให้เมื่อยกันไปเลย ออกไปฟอกปอดข้างนอก มองอะไรในแง่ที่มันสดใส หาเพื่อนที่เข้าใจ หาวันนี้ไม่ได้ วันหน้าก็อาจมี

ใครจะไปรู้ว่า ถ้าหากเราหยุด “เหตุผลที่จะดำรงอยู่” ด้วยการไม่ “ดำรงอยู่” เสียแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป คุณอาจไม่มีโอกาสได้รับรู้อะไรๆ ที่มันเฮงซวยเพิ่มขึ้น คุณจะไม่มีโอกาสต้อนรับกรุงเทพฯ ห่วยครบ 200 ปี คุณจะไม่มีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะที่สำคัญคุณจะไม่มีโอกาสพบ “สิงห์”

ยิ้มไว้เถอะน่า ถ้ายิ้มไม่ค่อยออกก็ใช้สองนิ้วแหกมันไว้ ประคับประคองมันไว้จนกว่ามันจะยิ้มได้เองไม่ดีกว่ารึ การฆ่าตัวตายมันง่าย แต่การปฏิเสธมันให้สำเร็จต่างหากที่ง่ายกว่า]

(หน้า 115)

 

ฉันเริ่มเข้าใจรางๆ แล้วว่า ทำไมเพียงบัวถึงชอบ “สิงห์” คนนี้นักหนา เขาเป็นคนแบบไหนกันนะ แน่นอนว่าเป็นผู้ชาย จะมีอายุสักเท่าไหร่? ทำไมถึงมีความคิดที่เฉียบแหลมคมคายเสียจริง ไม่ว่าจะมีใครถามอะไรมา “สิงห์” จะต้องตอบได้ทุกสิ่งเสมอไป

เท่าที่ฉันได้อ่าน การตอบคำถามของ “สิงห์” ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน การลดเลี้ยวเคี้ยวคด บางครั้งก็ซ่อนแฝงแนวคิดเชิงปรัชญา…เปล่าหรอก ฉันไม่ได้เข้าใจคำใหญ่ๆ มากไปกว่าเคยอ่านมาก็เท่านั้น แต่แค่ในหัวใจของฉัน ให้นึกตอบรับถ้อยคำในหนังสือเล่มหนา

ราวว่า มันกำลังพูดหลายๆ อย่างกับฉันอยู่

[ถ. – ศรัทธาคุณพอสมควร…ถึงอยากฟังความเห็นจากคุณบ้าง ดิฉันเคยคิดว่า จะไม่ให้คนอื่นมามีอิทธิพลเหนือตนเอง แต่ในบางครั้ง…ยามที่ดิฉันคิดว่าตัวเองอ่อนแอ และไร้สิ่งยึดเหนี่ยวนั้นคุณพอจะเดาได้ไหมว่า…ทำไม?

ต. – ชีวิตคนเรามีทั้งยามเข้มแข็งและอ่อนแอ และเราต้องเลือกคนที่จะแสดงความเข้มแข็งให้เขาเห็น แต่ก็คงมีบางคนที่เราเลือกไว้สำหรับบอกความอ่อนแอบางอย่าง…การมีเพื่อนแท้ มีกัลยาณมิตรจึงสำคัญอยู่ตรงนี้

ส่วนที่ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบง่ายๆ ก็คือ เราควรจะ “เลือก” ร้องไห้กับคนที่รู้จักการร้องไห้เหมือนเรา หรือถ้าเมาก็จง “เลือก” เมากับคนที่ไว้ใจได้หน่อย จะได้อ้วกสบาย…นี่ตอบตามประสาคนมีประสบการณ์มาบ้าง…เป็นสัจจะจริงๆ ไม่ใช่ลูกเล่น]

(หน้า 123)

 

และที่ไม่นึกฝันที่สุด เมื่อเปิดอ่านไปจนถึงเกือบกลางเล่ม ก็มีคำถามหนึ่ง จากคนที่ใช้ชื่อว่า อาทร : ท่าพระจันทร์

[ถาม – “สิงห์” มีความเห็นอย่างไรกับ “รักร่วมเพศ” รังเกียจหรือเห็นใจ

ตอบ – เป็นธรรมดา ไม่รังเกียจและไม่เห็นใจ เราะ “สิงห์” ไม่คิดว่าพวกเขา “ผิดปกติ” คำว่า “ปกติ” ในฐานะทางจิตวิทยาเป็นเรื่องวัดกันได้ยาก พวกเขาอาจเป็นคนแปลก ซึ่งก็มีผู้คนอีกมากมายในโลกนี้ที่แปลก แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนผิดหรือคนบาป พวกเขาเพียงแต่มีพฤติกรรมในธรรมชาติทางเพศส่วนตัวเป็นต่างหากไป ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งเสียหาย ถ้าหากไม่ได้ไปก่อให้ใครเดือดร้อน

โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว “สิงห์” นิยมชายจริงหญิงแท้ แต่ถ้าในโลกนี้จะบังเกิดมีชายกับชาย หญิงกับหญิง และสามารถสมประสงค์จำนงหมาย มีความสุขทั้งกายและใจได้เท่าเทียมกัน อีกทั้งยังพึงใจต่อวิถีชีวิตดังกล่าว “สิงห์” ก็ไม่เห็นว่ามันจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร

ตอบแบบนี้คุณว่า “แฟร์” ไหม]

 

โอ๊ย ฉันอยากจะยกหนังสือปกสีดำที่มีรูปคนหน้าหนวดนี้ไว้บนหิ้งบูชาเสียจริงๆ นี่อย่างไร คือสิ่งที่ควรค่าแก่การให้หัวใจ ใครสักคนหนึ่งที่ตอบคำถามฉันได้ แม้แต่สิ่งที่ฉันยังไม่เคยถามกับเขาเลย

มีดวงดาวพราวพรายบนฟากฟ้า ราตรีที่เคยมืดมนตลอดมา ปรากฏดาวทอแสงขึ้นนับหมื่นพัน ฉันได้กลิ่นหอมของดอกคะมอกลอยมาจางๆ มันช่างต่างออกไปเมื่อฉันได้อ่านอีกหลายๆ บรรทัดในหน้าหนังสือ

มันคือเพื่อน มันคือสิ่งที่มีความหมาย มันยังเป็นสิ่งที่มีความเป็น “เพียงบัว” แนบเนาอยู่ข้างใน คือเรื่องที่เราเข้าใจกันอยู่ในความคิด และคือเปลวไฟน้อยๆ ที่ค่อยเรื่อเรืองขึ้นในชีวิตของฉัน

“สิงห์” บอกว่า คนเราไม่จำเป็นจะต้องรีบด่วนตาย ถ้าจำไม่ผิด ฉันคิดว่าตัวเองเข้าใจอย่างนั้น และการ “หัดยิ้ม” หรือ “ฝึกยิ้ม” ก็จะทำให้ชีวิตสามารถ “ดำรงอยู่” ได้ต่อไป

“สิงห์” ยังบอกอีกว่า อะไรที่ฉันชอบ ฉันเป็น อย่างเช่น การมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงเหมือนกัน มันก็แค่เรื่อง “ปกติ” เรื่อง “ธรรมดา” ตราบใดที่เราพอใจกับมัน

ก็ใช่นะสิ ฉันพอใจและฉันสบายดี ผู้คนที่ไม่สบายใจกับตัวฉันต่างหาก ทำให้ทุกอย่างยากขึ้นกว่าที่ควรเป็น

มันช่างดีจังเลยนะ เวลาที่เราได้รู้ว่า ยังมีคนที่มีความคิดดีๆ มีคนที่เข้าใจเรา แม้เราจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตาด้วยซ้ำ

 

เพียงบัวเคยเขียนว่าอะไรนะ…

“ในหนังสือเจ้าชายน้อยมีบอกไว้ว่า สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา ฉันหวังว่าเธอเองก็จะเห็นด้วยกับหมาจิ้งจอกตัวนั้น และฉัน…”

ฉันยังไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยเลย มันเป็นอย่างไรกันหรือ…อ้ะ ในปกหลังของหนังสือเล่มนี้ ก็มีประโยคว่า

“..ที่นี่เองซึ่งเจ้าชายน้อยได้ปรากฏบนโลกเรา และได้หายไป

แซงแตกซูเปรี : เจ้าชายน้อย”

ฉันคงจะต้องลองเขียนไปถามเพียงบัวว่า แล้วเธอมีหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยอยู่อีกบ้างไหม มันเป็นเรื่องอย่างไร ฉันเห็นเธอพูดถึงมันอยู่หลายครั้ง ถ้าฉันอยากจะอ่านบ้าง จะพอมีโอกาสหรือไม่

ละสายตาจากหนังสือ เพื่อจะมองดูฟ้าผืนเก่าด้วยสายตาใหม่ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า แม้ทุกอย่างในชีวิตจริงจะยังไม่มีทางออกที่ดีกว่าอย่างไร แต่ในอกใจและในโลกลึกลับของฉัน หัวสมองที่เคยพ่นบทกวีกระท่อนกระแท่นเหล่านั้น กลับคล้ายมีกลีบดอกไม้ค่อยๆ คลี่บาน มันอาจยังเป็นเพียงดอกไม้เล็กๆ ที่ต่ำต้อยด้อยราคา ทว่าก็ค่าสำหรับฉันเหลือเกิน

บทความก่อนหน้านี้“เพื่อชาติ” ชี้บทเพลง “ในความทรงจำ” สะท้อน “ประยุทธ์” ไม่จริงใจปรองดอง แถมลำเลิกเรื่องเก่าตอนเสียท่า
บทความถัดไปมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ช่วยดัน “ดัชนีค่าครองชีพ-ศก.ธ.ค.” ดีขึ้นเป็นเดือนที่3