ฉัตรสุมาลย์ : “หิมะสีเลือด” ปริศนาธรรมแห่งตักม้อ

ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์

เรากำลังอยู่บนเส้นทางที่จะไปเส้าหลิน คนจีนจะออกเสียงว่า เช่าหลิน แต่เราต้องคุยกันก่อนเรื่องตักม้อ ชื่อทางสันสกฤตที่คนไทยรู้จักคือ ท่านโพธิธรรม ซึ่งถือเป็นสังฆนายกองค์ที่หนึ่งของนิกายเซนในจีน

ตักม้อ (เรียกตามคนจีนนะคะ) เดินทางไปจีนโดยตั้งใจที่จะไปเผยแผ่ศาสนา การอธิบายถึงพระนิพพานเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากความเข้าใจของคนจีน คำที่ใกล้ที่สุดคือ เต๋า

มีอาจารย์ของศาสนาเต๋าท่านหนึ่งชื่อ เฉินกวาง แม้ผู้คนจะนับถือท่านว่าท่านเป็นอาจารย์ แต่ตัวท่านเองรู้ว่าท่านยังไม่ได้เป็นเซียน เมื่อได้ข่าวว่ามีอาจารย์ต่างศาสนาเดินทางมาจากต่างประเทศก็สนใจ และเข้ามาสนทนากัน ปรากฏว่า เฉินกวางแน่ใจว่าตนจะเรียนรู้ความรู้จากอาจารย์ต่างชาติคนนี้ได้แน่ๆ

เฉินกวางเลยกลายเป็นคนที่ใช้เวลาเข้ามาสนทนาธรรมกับอาจารย์ตักม้อมากที่สุดคนหนึ่ง ส่วนตักม้อรู้สึกว่าตนเองก็อยากจะไปโปรดสอนคนอื่นบ้าง แต่เฉินกวางก็มาขอพบอยู่เรื่อยๆ มิหนำซ้ำ วันหนึ่ง เข้ามาคุกเข่าขอเป็นศิษย์

ตักม้อว่า “เป็นคนละศาสนากันจะมาเป็นศิษย์เราได้อย่างไร” เฉินกวางก็ยังยืนยันอย่างเดิม

ตักม้อลุกขึ้นแล้วว่า “รอให้หิมะเป็นสีเลือดก่อนเถอะ เราถึงจะสอนเจ้า”

เฉินกวางหายไปพิจารณาธรรมที่อาจารย์พยายามสอนอยู่หลายวัน เข้าใจดีว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ต้องมีความวิริยะพากเพียร

คืนหนึ่ง หิมะตกหนัก เฉินกวางลุยหิมะเข้ามาหาอาจารย์ตักม้อจนถึงกุฏิที่อยู่บนเขา เมื่อถึงหน้ากุฏิ คว้าดาบที่สะพายอยู่บนหลังออกฟันแขนข้างซ้ายของตนจนขาด เลือดสาดไปทั่วบริเวณหิมะที่อยู่หน้ากุฏิของอาจารย์ ตัวเองล้มคะมำเสียงดังโครม

อาจารย์ตักม้อเปิดประตูกุฏิออกมาดูว่าเสียงดังโครมครามเกิดจากอะไร พอเห็นเฉินกวางเลือดโชกไปทั้งตัว ท่านอาจารย์รีบเข้าไปประคอง เฉินกวางทั้งที่บาดเจ็บสาหัส ถามอาจารย์เสียงสั่นว่า “อาจารย์ หิมะเป็นสีอะไร”

อาจารย์ตักม้อว่า “หิมะเป็นสีเลือด”

เฉินกวางถามซ้ำว่า “ท่านอาจารย์พูดเองนะ ว่าหิมะเป็นสีเลือด” แล้วก็สลบไปด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผล

พระอาจารย์ต้องเยียวยาเฉินกวางอยู่หลายวัน เมื่อหายดีแล้ว เฉินกวางถามอาจารย์ว่า “ท่านอาจารย์จำคำของท่านได้ไหมว่า จะสอนกระผมเมื่อหิมะเป็นสีเลือด”

พระอาจารย์ตักม้อรับคำว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อเห็นความตั้งใจจริงและวิริยะของเฉินกวางจึงยินยอมสอนวิชาให้ และยังรับเข้าเป็นศิษย์ในพุทธศาสนา ได้ฉายาว่า ฮุยเคอะ

ฮุยเคอะ ตามประวัติศาสตร์ของนิกายเซนในจีน ต้องถือเป็นสังฆนายกองค์ที่สองต่อจากอาจารย์ตักม้อ

และเพราะอาจารย์ฮุยเคอะแขนซ้ายขาดไป เวลารับไหว้ ท่านกล่าวว่า “อมิตาภพุทธ” ก็ยกมือข้างขวาขึ้นรับมือเดียว ส่วนแขนซ้ายที่ขาดนั้นก็ซ่อนอยู่ในจีวร เล่าตามเวอร์ชั่นของชาวจีนที่นั่น เวลาเราดูหนังจีนจะเห็นพระในนิกายเซนจะรับไหว้ญาติโยมโดยการยกมือข้างขวาขึ้น แล้วกล่าวว่า อมิตาภพุทธ

เรื่องไม่จบเพียงนั้น เมื่อได้ถ่ายทอดวิชาให้ลูกศิษย์แล้ว ท่านอาจารย์มีความรู้สึกว่า ถึงเวลาที่จะต้องกลับมาตุภูมิ คือประเทศอินเดียเสียที อินเดียนั้น ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันตกของจีน สุขาวดีจึงอยู่ทางทิศตะวันตก หมายถึงอินเดีย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของจีนนั่นเอง

แต่เมื่อจักรพรรดิทรงทราบก็ไม่ประทานอนุญาตให้กลับ

พระอาจารย์ก็เลยขึ้นไปเข้าเงียบอยู่บนเขา 9 ปี เพื่อให้ญาติโยมและลูกศิษย์รู้สึกห่างออกไป และหวังว่าความผูกพันก็จะค่อยๆ จางออกไปด้วย

ครั้นครบ 9 ปี ลูกศิษย์ขึ้นไปกราบ พบว่าพระอาจารย์มรณภาพแล้ว ก็มากราบทูลพระจักรพรรดิให้ทรงทราบ พระจักรพรรดิด้วยความเคารพในพระอาจารย์โปรดให้สร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึกบนเขานั้น

กาลเวลาผ่านไปถึงปลายปี ทหารที่ส่งออกไปประจำด่านที่ห่างไกลก็ได้กลับเข้ามาในเมืองหลวง เพื่อส่งผลัดใหม่ออกไป เพื่อขวัญกำลังใจ พระจักรพรรดิพระราชทานงานเลี้ยงให้แก่ทหารชุดที่กลับมา เรียกว่า ส่งไปอยู่ห่างไกลครอบครัว ครั้นกลับมาก็มีการสังสรรค์กันเป็นงานเอิกเกริก

พอสังสรรค์กันดึกเข้า ทหารเมาได้ที่ นายหนึ่งด้วยความเมาจึงเกิดความกล้า มากราบทูลเรื่องราวที่ตนเห็นว่าแปลกแก่พระจักรพรรดิว่า ตอนที่ประจำการอยู่ที่ด่านทางตะวันตกสุดนั้น มีพระรูปหนึ่งตาโต มีหนวดเคราดก ใส่จีวรแปลกๆ ถือรองเท้าข้างหนึ่งไว้ในมือ ออกเดินทางออกจากด่านไปทางทิศตะวันตก

รูปลักษณะที่บรรยายมานี้ เป็นใครไม่ได้เลยนอกจากพระอาจารย์ตักม้อ

ก็พระอาจารย์ตักม้อมรณภาพไป พระองค์ทรงให้สร้างสุสานไว้บนเขา แล้วจะมีพระอาจารย์ตักม้อเดินทางไปทางทิศตะวันตกได้อย่างไร ไอ้นี่มันเมา พูดเอาความไม่ได้ ทรงให้เอาไปขังคุกเสียเป็นการลงโทษ

วันรุ่งขึ้น เพื่อนทหารที่กลับมาด้วยกันไปเยี่ยมในคุก ทหารที่ถูกลงโทษจึงถามเพื่อนว่า ตนเมามาก ไม่รู้ไปกราบทูลอะไรไม่ถูกพระทัยฮ่องเต้ เพื่อนก็เล่าให้ฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้น

ครั้นได้ฟังความแล้ว ทหารนายนั้นก็ยังยืนยันว่าเป็นความจริง ที่เห็นพระภิกษุรูปนั้นถือรองเท้าข้างหนึ่ง เดินทางออกไปทางประตูด่านด้านตะวันตก

เพื่อนทหารด้วยความสงสารเพื่อน ก็เอาความไปกราบทูลพระจักรพรรดิ ตามที่ทหารที่ถูกจองจำขอร้อง

พระจักรพรรดิรำคาญพระทัยจึงตัดบทว่า ให้ไปเอาพยานหลักฐานมาพิสูจน์

นายทหารผู้นั้นก็ว่าไม่มีพยานใดๆ เลย แต่ทหารทุกคนที่อยู่เวรที่ด่านในวันนั้นเห็นกันหมด พระจักรพรรดิโปรดให้เรียกตัวนายทหารที่กลับมาจากด่านทั้งหมดมาให้การ ปรากฏว่า ทหารทุกคนให้การตรงกัน

จักรพรรดิถึงกับกุมพระเศียร ในท้ายที่สุด จึงสั่งการให้เปิดสุสานของพระอาจารย์ดู เมื่อเปิดโลงศพที่สุสานบนเขา ทหารที่ไปทุกคนต่างผงะ เมื่อพบว่าไม่มีร่างของพระอาจารย์ เป็นโลงศพว่างเปล่า

มีรองเท้าของท่านเพียงข้างเดียว

สุสานของพระอาจารย์ตักม้อที่บนเขาในประเทศจีน จึงเป็นสุสานที่ไม่มีศพของท่าน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านอาจารย์ตักม้อท่านชำนาญเรื่องลมปราณ ท่านสามารถหายใจเข้าแล้วปล่อยลมหายใจออกทางรูขุมขน หากเอามือไปรอที่จมูกก็จะไม่มีลม และหากท่านนอนนิ่งอยู่ ลูกศิษย์ก็เข้าใจว่าท่านมรณภาพได้ อาจจะเป็นเทคนิคที่ท่านใช้เพื่อหาทางกลับประเทศอินเดีย

ศาสตร์ของเส้าหลินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อ้างว่ามาจากรากฐานการสอนเรื่องลมปราณของท่านอาจารย์ตักม้อทั้งสิ้น

เราเข้าใจพื้นฐานของการปฏิบัติที่มาจากตักม้อ เมื่อเราไปถึงเส้าหลิน เราจะเข้าใจว่า ลูกศิษย์จำนวนเป็นแสนในปัจจุบันนี้ มีปฐมาจารย์ คืออาจารย์ตักม้อคนนี้แหละ

ก่อนที่จะพาไปเที่ยววัดเส้าหลินก็เลยปูพื้นฐานเรื่องพระอาจารย์ตักม้อ ท่านโพธิธรรม ปฐมาจารย์ของนิกายเซนเสียก่อน แล้วจะพาไปขึ้นเขาค่ะ

บทความก่อนหน้านี้“บิ๊กตู่”นำถกบีโอไอ สั่งสู้ทุกช่องทาง หลังมีพรรคการเมืองต้าน หาเสียงจ่อเลิกอีอีซี
บทความถัดไปหนุ่มเมืองจันท์ : นิทานเรื่อง “ยืม”