การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ เพียงแต่โลกลึกลับสำหรับเราเสมอมา

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์parinyasin@gmail.com

“อีพี่!”

ยายร่อยโหย่งผ้าซิ่นเข้ามาถึงในบ้านอีกครั้ง ขณะกำลังเพิ่งปลดหมวกออกจากหัว จะหยื้อเอาขึ้นแขวนกับตะปูติดแวงใต้ถุนบ้าน

“อะไรอีกล่ะยาย!”

อดทำเสียงหงุดหงิดใส่ไม่ได้ บางครั้ง ฉันเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเหตุใด อากัปกิริยาของยายร่อยจึงรบกวนใจอยู่เสมอ

มันอาจเป็นนัยน์ตาปลาตายคู่นั้น ซึ่งดูราวจะเหลือกลานอยู่ชั่วนาตาปี

“สตางค์กูหมดแล้ว!”

ฉันชะงักกึก และเหลียวตัวดูยายร่อยให้เต็มตา

“หมายความว่ายังไง?”

“สตางค์…สตางค์ที่มึงให้มา มันเสี้ยงไปหมดแล้ว!”

“แล้วยังไง”

“จะยังไง…” ยายร่อยทวนคำ ดังว่าคนโง่เง่ากลับเป็นตัวฉัน “อ้ายรอยมันก็ยังไม่ได้ออกคอกมาเลย! ไอ่น้อยมันว่าตำหนวดเอาสตางค์มันไปเสียแล้ว!”

ฉันแทบจะตัวชาไปหมด หลายความรู้สึกพุ่งขึ้นมาทันที มีทั้งความโกรธ ความเสียดาย และความเสียใจ มันไม่เหนือกว่าที่จะคาดหมายได้ แต่ฉันก็เพิ่งอุตส่าห์ตั้งใจ…จะไว้ใจยายร่อย และคิดว่าจะมากน้อย ฉันก็อาจจะทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ได้

นี่มันอะไรกัน หยาดเหงื่อแรงงานของฉัน หายวับไปกับอะไร?

“มันยังไงเล่ายาย!” ฉันกระชากเสียงขึ้นหลังจากนั้น “ใครคืออ้ายน้อย!”

“ไอ่น้อยก็ลูกกูยังไงเล่า! น้าของอ้ายรอยมัน”

ฉันนึกออกแล้วว่ายายร่อยมีลูกสามคน ลูกสาวคนสุดท้องก็คือแม่ของรอยกับปิมปา ลูกชายคนกลางคือ “น้า” คนที่เคยพาปิมปาเล่นตุ๊กตากาบกล้วย ส่วนลูกชายคนโตไปได้เมียในเมืองอื่น ซึ่งนานๆ ครั้งยายร่อยจะยอมนั่งรถไปหา

ฉันพอจะนึกหน้า “น้า” คนที่น่าชังนั้นได้รางๆ ร่างเล็กไม่สูงมากนัก ผิวขาวเผือดๆ ตารีต่างจากคนอื่น ก็เคยได้ยินคำนินทากันอยู่ว่า เป็นลูก “ติดท้อง” ยายร่อยมาเหมือนกัน

“น้าเขาชื่อน้อยหรือ?” อดถามออกไปไม่ได้

“เออ กูเรียกมันอยู่ในใจคนเดียวแหละ” ยายร่อยตอบมาอีกอย่าง “คนอื่นจะเรียกมันยังไงก็ช่าง! ตอนเกิดใหม่ๆ ตัวน้อยน่าเอ็นดู กูก็เลยเรียกมันยังงั้น!”

ฉันอยากจะเดินหนียายร่อยไปให้ไกลสุดขอบฟ้า แต่ว่า ยังทำได้เพียงถามต่อ

“แล้วยังไงอีกล่ะ ยายก็เล่ามาให้หมดๆ สิ!”

“ก็คือหยั่งงี้…กูเอาเงินให้ไอ่น้อยมันฝากไปให้อ้ายรอย แต่ไอ่น้อยมันว่า ตำหนวดไม่ทำตามคำปาก ริบสตางค์มันไปเสี้ยง แล้วอ้ายรอยก็โกรธหาว่าหมู่กูหลอกจุมัน ตกลงว่ามันก็ยังไม่ได้ออกคอกง่าย”

“อ้าว!”

“เออ นั่นล่ะ” ฉับพลัน ยายร่อยก็ชักชายเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา “กูเลยต้องบากหน้ามาหามึงอีกนี่แหละ ไอ่น้อยมันว่า…”

“พอแล้วยาย!”

ฉันตะโกนเข้าใส่หูยายร่อย

“ไม่ต้องอ้ายน้งอ้ายน้อยอะไรแล้ว! สตางค์ฉันก็หมดแล้ว ยายจะทำอะไรต่อไปอีกก็ทำเถอะ ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!”

“…อีพี่…” ยายร่อยกลับเป็นฝ่ายทำท่าตัวสั่นเทิ้ม “มึงอย่าเพิ่งว่าใคร ไอ่น้อยมันก็ตั้งใจจะช่วยหลานมัน”

ฉันนิ่งขึงอยู่ ในใจเต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาที่เคลือบคลุมลงมาเรื่อยๆ

“กูก็ไม่ได้อยากจะรบกวนให้มึงเดือดร้อน แต่นี่เป็นความเดือดร้อนของกูจริงๆ กูเลยจะมาบอกมึงว่า ไหนๆ เงินทองก็หาไม่ได้อีกแล้ว กูจะให้อีปิมออกจากโรงเรียนเสีย แล้วมึงช่วยพามันไปทำงานด้วยที”

“ยายร่อย!” ฉันคงตะโกนแทบสุดเสียงอีกครั้ง จนกระทั่งหลายคนโผล่พรวดเข้ามา

 

นี่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยังไงกัน! ฉันได้แต่มองภาพพร่าเบลอข้างหน้าอย่างมึนงงไปหมด กลืนน้ำลายเหนียวหนับลงคอ ยินเสียงชุลมุนวุ่นวาย ร้องบอกกันว่ายายร่อยเป็นลม ขาอ่อนพับต้าวเหมือนกิ่งไม้แห้ง และประโยคสุดท้ายคือยายร่อยพูดว่า

“…อีพี่! มึงมันใจร้ายใจดำนัก!”

จนกระทั่งขบวนแห่พากันออกพ้นบ้านไปแล้ว พ่ออาสาจะพายายร่อยไปส่งบ้าน หลังเวลาผ่านไปอีกสักครึ่งชั่วโมงได้ เมื่อผ่านการให้ยาหอมยาลม จนยายร่อยค่อยฟื้นคืนสติมา

นี่มันคือเรื่องห่าเหวอะไรกัน! ฉันคือคนที่ชั่วช้าสารเลวที่สุดในสายตายายร่อย และเป็นคนที่ “ทำอะไรก็ไม่เคยได้เรื่อง” อีกแล้วในสายตาของแม่

“แค่ฟังเขาสักหน่อย มันจะถึงตายรึยังไง!”

นั่นไง แล้วก็เป็นอีกครั้งที่แม่โกรธ แม้จะไม่ได้ขึ้นเสียงดัง ไม่ได้แสดงสีหน้า ทว่า ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าในแววตานิ่งสงบของแม่แฝงอะไรไว้

อยากถามเหมือนกันว่า แม่จะโกรธฉันทำไม ในเมื่อทุกสิ่งที่ฉันแสดงออกไปก็เพียงอยากบอกในสิ่งที่ฉันคิด

เหตุที่ฉันต้องคิด ก็เพราะนี่มันคือชีวิตของฉันเหมือนกัน!

 

และมันก็เป็นอย่างนี้ หลังจากที่ยายร่อยออกไปพ้นบ้าน ในสภาพที่ “น่าสงสาร น่าเวทนา” ในสายตาของใครต่อใคร จนกระทั่งพูดกันไปทั่วแล้วว่า ยายร่อยบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากฉัน เพื่อให้เห็นแก่อนาคตของญาติผู้พี่ผู้น้องทั้งสองคน อ้ายหมารอยและเด็กปิมปา แต่ว่าคนแล้งน้ำใจอย่างฉันก็เอาแต่สะบัดหน้าใส่ ไม่ไยดี

ในสังคมหมู่บ้าน คำเล่าขวัญนินทา ยิ่งนานไปยิ่งกลายเป็นเรื่องเป็นราว จนบางครั้งแม้แต่รอยตีนเป็ดในแอ่งขี้โคลนก็แทบจะกลายเป็นร่องแฉกประกายดาว หรือในทางกลับกัน ตะวันที่เคยฉายส่องขึ้นฟ้า ก็สิ้นไร้ราคาได้เหมือนกันในวันฝนตก

การก่นด่าว่ากล่าว บางครั้งปราศจากหลักการใด เป็นไปตามความคิดและลมปาก

ยากแค่ไหนที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้

แต่ก็นั่นแหละ ตัวฉันก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไรนักหนา ชีวิตที่ผ่านมาก็ทำทั้งเรื่องร้ายเรื่องดี ความสับปะหลี้ปลิ้นปล้อนก็ใช่ว่าจะไม่เคยเป็น

ในส่วนลึกของจิตใจ เมื่อไต่บันไดขึ้นไปบนยุ้งข้าวเก่าๆ ของลุงอีกครั้ง ในวันที่พระอาทิตย์ดวงเก่ายังลอยคล้อยต่ำลงทางภูเขาทิศตะวันตก ฉันรู้สึกว่า อย่างช้าๆ ที่ความโกรธค่อยเหือดหายไป แล้วกลายเป็นความเศร้าทดแทน

 

[เรารู้สึกเศร้าใจมากนัก, เพียงบัว

จนบางครั้ง ไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกทั้งหมดนี้ได้ยังไง เราคงจะต้องเขียนอะไรซ้ำๆ ซากๆ มาให้เธออ่านอยู่อย่างนี้ เธอเบื่อเราไหม เธอหน่ายเราแล้วหรือยัง?

เธอรู้ไหม (อ้อ! ขอโทษนะ ที่เราชอบใช้คำนี้บ่อยๆ เราคิดเสมอว่า การตั้งคำถามมันเป็นสิ่งธรรมดาสำหรับเรา และเราอยากได้คำตอบไปเสียทุกอย่าง แต่ก็เพราะเราไม่เคยได้คำตอบอะไรสักอย่าง บางทีเราก็จึงหวังว่า จะมีใครสักคนพอจะตอบเราได้)…

เธอรู้ไหม…วันนี้ เราก็ได้เผชิญหน้ากับญาติผู้น้องที่เคยเล่าให้เธอฟัง เด็กคนที่ชื่อปิมปา

เด็กมาหาเรา และร้องไห้ต่อหน้าเรา บอกกับเราว่าจริงๆ แล้วตัวเธอก็ไม่ได้อยากจะไปโรงเรียน

เธออยากจะไปทำงานกับเรา

ให้ตายเถอะ! เพียงบัว เราไม่เข้าใจความคิดเช่นนั้น อะไรกันทำให้คนที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ กลับไม่ต้องการจะไปเรียนหนังสือ แต่กลับอยากจะไปรับจ้างในสวนในไร่เหมือนเรา

เราถามเด็กว่า – ทำไมถึงคิดอย่างนั้น

รู้อะไรไหม เด็กกลับตอบมาว่า – เพราะคิดว่าถ้าได้ใช้ชีวิตอย่างเรา จะมีความสุขและเป็นอิสระมากกว่า

มันตลกสิ้นดี (เราอยากจะเหยียดปากเสียจริงๆ!) ชีวิตอย่างที่เรากำลังเป็นอยู่นี้มันมีอิสระตรงไหน!

อิสระคืออะไร! คือการที่ต้องเข้างานตั้งแต่เช้า ทุ่มเทอุทิศตนให้กับงานที่มองไม่เห็นความก้าวหน้า เท่าที่เรารู้มา คนที่ทำงานมาหลายๆ ปี ก็ได้เงินขึ้นกันแค่ปีละบาทสองบาทเท่านั้น

พี่คนที่ทำงานมาก่อนเรา เขาเล่าว่า เมื่อแรกเข้างานใหม่ๆ เขาก็ได้เท่าเราครั้งแรก คือ 16 บาท และเขาต้องอยู่มานานถึง 3 ปี กว่าจะได้ที่วันละ 19 บาท!

แต่มันก็เป็นเงินอีก 3 บาทที่มีความหมายเหลือเกิน!

หากแต่เพียงบัวลองคิดดูสิ ถ้าญาติของเราที่มีโอกาสได้ทุนคริสต์ไปเรียนหนังสือ หากเรียนจบได้ปริญญา หรืออย่างน้อยๆ ได้วุฒิชั้นมัธยมมา ก็จะมีโอกาสหางานทำได้มากกว่านี้ บางทีอาจจะได้เงินเดือนหลายร้อยหลายพันก็ได้ในอนาคต

เรารู้สึกเศร้าใจเหลือเกิน ที่เด็กมองไม่เห็นอย่างที่เราเห็น แม้เราจะพยายามพูดแค่ไหนก็ตาม มิหนำซ้ำ ก็ยังแว่วเสียงมาอีกว่า เราน่ะ คิดอะไรไร้สาระ เป็นคนโง่ที่อวดฉลาด การไปเรียนหนังสือของคนในหมู่บ้าน ก็มีตั้งหลายคนที่ไม่สำเร็จอะไรสักอย่าง

ไปเรียนได้ครึ่งๆ กลางๆ ก็ออกมาเอาเมียเอาผัวกัน การหยุดเรียนเสียตั้งแต่วันนี้ มันไม่ดีกว่าหรือ

ปิมปาเองก็บอกว่า ได้ยินคนพูดเหมือนกัน ถ้าจบชั้นมอไปแล้ว บางทีก็ใช่ว่าจะเรียนต่อได้ถึงปริญญา เพราะถ้าได้ผัวเสียสักครั้ง จะหวังอะไรได้อีก…]

 

ฉันเขียนจดหมายอีกหลายฉบับถึงเพียงบัว ยังคงใช้ช่วงเวลาหลังกลับมาจากการทำงาน นอนพังพาบเขียนบนกระดาษสมุดหน้าแล้วหน้าเล่า แม้ว่าบางคราวฉันเองไม่ได้เล่าหมดทุกอย่าง

ฉันมักไม่ค่อยเล่าสถานการณ์มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะมันยากที่จะบรรยาย ชีวิตจริงหลายสิ่งมากกว่านิยาย และอีกหลายครั้ง สิ่งที่ไม่ได้เขียนลงไป เพราะฉันพยายามทำความเข้าใจกับมันอยู่

อย่างเช่น ฉันไม่ได้เล่าว่า เด็กผมขอดบอกฉันว่า ไม่ได้อยากจะมีผัว แค่อยากจะอยู่กับฉัน

ฉันไม่ได้เล่าอีกว่า พี่โสมพาฉันไปที่บ้านอีก แต่เราก็ไม่ได้นอนกัน อยู่ดีๆ ฉันก็หมดใจจะทำในสิ่งที่เคยทำมา แม้แต่การกอดรัดลูบโลม จนกระทั่งผู้หญิงร่างสูงคล้ายมีละอองหมอกในตา หากฉันก็ไม่อยากจะคิดต่อกับมัน

หรือกับจอมฝัน นัยน์ตาคู่นั้นยังคงชวนพิศวงและเป็นปริศนา แต่ทว่า วันคืนก็พาเจ้าหล่อนเคลื่อนคล้อยลอยไป…ลอยไกลจากความนึกคิด แม้จะแปลบๆ ในอกบ้างเมื่อเห็นร่างปราดเปรียวบนอานจักรยานแล่นไป ผมสั้นเคลียใบหู ผ้าถุงและข้อเท้า อกเล็กๆ ใต้เสื้อเชิ้ตกับผ้าขาวม้าคลุมไหล่ ถึงจะจดจำมันได้ทั้งหมด

แต่ก็เป็นภาพปรากฏในความฝันน้อยลงไปเรื่อยๆ

แต่มีอีกคนที่กลับใกล้เข้ามา นั่นคือเจ้าของใบหน้าแป้นๆ ที่มักมีแต่รอยยิ้มซื่อ…หวาน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปได้พักใหญ่ เราก็กลับมาสนิทสนมกันอีก…ใช่ ฉันคิดอย่างนั้น แม้ว่าตั้งแต่เหตุการณ์ก่อนหน้า จะทำให้ต่างดูระมัดระวังตัวกันทั้งสองฝ่าย

ฉันเขียนบทกวีไว้บทหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หวังว่าใครจะอ่าน แต่แค่คิดว่ามันอาจจะพอบันทึกความรู้สึกของฉัน

ขอบคุณที่ให้ความเป็นเพื่อน

เธอยังคงเหมือนสิ่งที่มีค่า

เพียงแต่โลกลึกลับสำหรับเราเสมอมา

หากใครสักคนจะต้องมีน้ำตา

ขอให้เป็นฉันคนเดียวเถอะ…

บทความก่อนหน้านี้หนุ่มเมืองจันท์ : วิชาตัวเบา
บทความถัดไปรายงานพิเศษ 6 ยักษ์ใหญ่ ชิงเค้กดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ