บทวิเคราะห์ : “อนัค กรากาตัว” ทายาทปีศาจร้าย “กรากาตัว”

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม หลังเวลา 3 ทุ่มเล็กน้อย ภูเขาไฟ “อนัค กรากาตัว” ตั้งอยู่กลางทะเลบริเวณช่องแคบซุนดา ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซียเกิดระเบิดขึ้น

ภูเขาไฟที่เป็นเกาะกลางทะเล ไร้ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่น่าจะมีผลกระทบใดๆ กับผู้คน

ทว่าแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้เกิดดินถล่มใต้ทะเล เกิดการแทนที่ของน้ำ ทำให้น้ำทะเลยกตัวสูงขึ้นกลายเป็นคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มเข้าสู่ชายฝั่งตอนใต้ของเกาะสุมาตรา และพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของเกาะชวา

ไร้ซึ่งสัญญาณเตือน คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่ชายฝั่งแบบไม่มีใครคาดคิด กลืนกินชีวิตประชาชนไปแล้วมากกว่า 400 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,400 คน ขณะที่บ้านเรือนหลายพันหลังคาเรือนพังไม่เหลือชิ้นดี

คลิปวิดีโอคลิปหนึ่งเผยแพร่ให้เห็นวินาทีคลื่นยักษ์ถล่มเวทีคอนเสิร์ตจากด้านหลัง เหมือนกับมือปีศาจที่กวาดกลืนชีวิตมนุษย์แบบไม่ไยดี ส่งผลให้สมาชิกวงเซเว่นทีน และภรรยานักร้องนำของวงเสียชีวิตพร้อมคนจำนวนมาก กลายเป็นเรื่องเศร้าอีกหนึ่งเรื่องของเหตุการณ์ครั้งนี้

 

ภูเขาไฟ “อนัค กรากาตัว” เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวอินโดนีเซียที่แปลว่า “ลูกกรากาตัว” อยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 200 กิโลเมตร มีความสูงราว 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล

อนัค กรากาตัวนั้นอายุยังน้อย เนื่องจากเพิ่งปรากฏตัวพ้นจากผิวน้ำเมื่อราว 90 ปีก่อน ในช่วงปี ค.ศ.1920 และเริ่มมาปะทุอีกครั้งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะปะทุครั้งล่าสุดกลายเป็นโศกนาฏกรรมของชาวอินโดนีเซียที่น่าสลดใจอีกครั้ง

ก่อนหน้าที่จะเกิด “อนัค กรากาตัว” ขึ้น ในบริเวณเดียวกันนั้นมีภูเขาไฟที่มีชื่อว่า “กรากาตัว” ที่เคยก่อให้เกิดหายนภัยทางธรณีวิทยาที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในโลกยุคใหม่มาแล้ว

ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1883 หรือราว 153 ปีก่อน มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุเอาไว้ว่า ภูเขาไฟ “กรากาตัว” ที่เงียบสงบมายาวนาน 200 ปี เริ่มสั่นสะเทือนขึ้นครั้งแรกในวันที่ 20 พฤษภาคม หลังจากนั้นเกิดแรงสั่งสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ก่อนเกิดการปะทุขึ้นครั้งแรกในวันที่ 11 สิงหาคม และค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 26 สิงหาคม

05.30 น. ของวันที่ 27 สิงหาคม เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ และมีพลังมากอย่างไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น 4 ครั้งในช่วงเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้น โดยเสียงระเบิดครั้งนั้นถูกนับว่าเป็นเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ได้ยินไปไกลถึง 4,800 กิโลเมตร โดยมีบันทึกไว้ว่าเสียงระเบิดนั้นได้ยินไปไกลถึงตอนกลางของประเทศออสเตรเลียเลยทีเดียว

ไม่เว้นแม้แต่ในไทย โดย “นิตยสารศิลปวัฒนธรรม” ระบุเอาไว้ว่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะดำรงพระยศเป็น “พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร” ทรงบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในหนังสือ “ประวัติอาจารย์” ระบุว่า ขณะนั้นพระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และประทับที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดอยุธยา โดยทรงระบุเอาไว้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวทรงได้ยินเสียงดังเหมือนยิงปืนใหญ่หลายนัด ก่อนที่วันต่อมาแสงแดดจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวสร้างความพิศวงในท้องถิ่น

ก่อนจะทรงทราบในเวลาต่อมาว่าเกิดเหตุภูเขาไฟกรากาตัวระเบิดขึ้นในทะเล

 

ความรุนแรงของการระเบิดครั้งนั้นส่งผลให้ตัวภูเขาไฟกรากาตัวและเกาะเล็กๆ ใกล้เคียงถูกทำลายหายไป นอกจากนี้ยังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิความสูงกว่า 30 เมตรพัดถล่มชายฝั่งลึกเข้าไปไกลหลายกิโลเมตร หินปะการังน้ำหนักถึง 600 ตัน ถูกพัดขึ้นมาเกยตื้นบนชายฝั่ง

คลื่นยักษ์สึนามิส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35,000 ราย ซึ่งคาดว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจมากกว่านั้น ขณะที่คลื่นยักษ์เคลื่อนตัวไปทั่วโลก โดยมีรายงานคลื่นสูงผิดปกติในหลายพื้นที่ของโลกในวันต่อมาด้วย

นอกจากคลื่นยักษ์แล้ว การระเบิดครั้งใหญ่ของกรากาตัว ยังส่งเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ ทำให้พื้นที่ใกล้เคียงไม่มีพระอาทิตย์ส่องถึงเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ขณะที่ทั่วโลกแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาถึงโลกนั้นมีสีที่ผิดปกติไป โดยมีรายงานในหลายพื้นที่ เช่น ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลให้พระอาทิตย์เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น

นอกจากนี้มีการสันนิษฐานกันด้วยว่า ภาพศิลปะของศิลปิน “เอ็ดเวิร์ด มุนช์” ที่มีชื่อว่า “เดอะ สครีม” ที่วาดขึ้นในปี 1893 นั้นก็เป็นภาพที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของมุนช์ ที่เห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสีในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุภูเขาไฟกรากาตัวระเบิด ในเมืองคริสติอาเนีย ที่ปัจจุบันคือกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ด้วยเช่นกัน

เถ้าถ่านที่ถูกส่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายังส่งผลให้อุณหภูมิโลกนั้นลดต่ำลง ขณะที่สภาพภูมิอากาศโลกนั้นผิดเพี้ยนไปเป็นเวลายาวนานถึง 5 ปีด้วยกันก่อนที่จะกลับสู่สภาวะปกติ

 

การระเบิดใหญ่ดังกล่าวส่งผลให้ภูเขาไฟกรากาตัวทั้งลูกนั้นถูกทำลายหายไป

อย่างไรก็ตาม อีกราว 40 ปีนับจากนั้น “อนัค กรากาตัว” ก็ค่อยๆ งอกขึ้นมาเหนือผิวน้ำด้วยความเร็วในระดับ 5 นิ้วต่อสัปดาห์ กลายเป็นจุดสนใจของวงการธรณีวิทยาในการศึกษาต้นกำเนิดระบบนิเวศน์บนเกาะเกิดใหม่แห่งนี้

ก่อนที่ “ลูกกรากาตัว” จะปลดปล่อยพลังงานในฐานะทายาทปีศาจร้ายกลืนกินชีวิตมนุษย์อีกครั้งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

บทความก่อนหน้านี้(S)election : คุยหา(เอา)เรื่อง กับ “สมบัติ บุญงามอนงค์” กับไอเดีย “เกรียนๆ” เปลี่ยนการเมืองไทย
บทความถัดไปอุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : ปลาดุกบางตัวไม่ใช่อาหาร