สุจิตต์ วงษ์เทศ /ทอดน่องท่องเที่ยว คูน้ำคันดินเมืองโบราณ สร้างสรรค์ป่าสมุนไพร

สุจิตต์ วงษ์เทศ
แผนผังคูน้ำคันดินเมืองมโหสถ (700 x 1,500 เมตร) อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี ราว พ.ศ.1000 ไม่พบหลักฐานว่าเมืองนี้ชื่ออะไร? หลัง พ.ศ.1500 เรียกเมืองสังโวก (เป็นภาษาเขมร แปลว่าภาชนะศักดิ์สิทธิ์ใส่ของ) บางทีเรียกเมืองอวัธยปุระ (เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่าไม่แพ้) หลัง พ.ศ.2380 เรียกเมืองมโหสถ (ตามชื่อนิทานชาดกเรื่องพระมโหสถจากทศชาติ แปลว่าสรรพยาศักดิ์สิทธิ์ รักษาสุขภาพร่างกายและปัญญา) แต่บางทีเรียกเมืองพระรถ (ตามชื่อนิทานบรรพชนลาวเรื่องพระรถ นางเมรี) ชาวบ้านนิยมเรียกเมืองมโห

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ทอดน่องท่องเที่ยว

คูน้ำคันดินเมืองโบราณ

สร้างสรรค์ป่าสมุนไพร

 

เมืองมโหสถ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เป็นเมืองสถานีการค้าของบ้านเมืองยุคเริ่มแรกในกัมพูชา เมื่อ 1,500 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนเมืองพระนคร (นครวัด) สืบเนื่องถึงเมืองพระนครหลวง (นครธม)

มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่สมัยการค้าโลกเริ่มแรก (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี ร่วมสมัยเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี) ราว พ.ศ.1000 แล้วร้างไปราวหลัง พ.ศ.1800

ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ดูแลอย่างดีจากกรมศิลปากร ซึ่งควรพัฒนาเป็นป่าสมุนไพร แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดีและวัฒนธรรม

คูเมืองอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี (ซ้าย) ด้านหน้าอยู่กลางตลาดอู่ทองทุกวันนี้ (ขวา) ด้านหลัง ทางทิศตะวันตก เห็นทิวเขารางกะบิด เคยถูกทิ้งร้างเป็นป่ารกไม่เหลือคูน้ำ เพราะถูกทับถมด้วยสรรพสิ่งเปื่อยเน่ากลายเป็นดิน สิ้นสภาพคูเมืองเก่าแก่ แต่คุณบรรหาร ศิลปอาชา ร่วมกับข้าราชการหน่วยงานต่างๆ พัฒนาขึ้นใหม่ตามร่องรอยเดิม แล้วชักน้ำจากแม่น้ำท่าจีนเข้าหล่อเลี้ยงเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชีวิต (ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2561 โดย ทรงยศ ศักดิ์ศรี)

 

 

คูน้ำคันดินกําแพงเมือง

 

กําแพงเมืองมโหสถเป็นคูน้ำคันดิน สร้างขึ้นล้อมรอบพื้นที่สําคัญอันเป็นศูนย์กลางของเมืองที่อยู่ภายใน แยกออกจากพื้นที่ทั่วไปซึ่งอยู่รอบนอกคูน้ำคันดิน

กำแพงเมืองไม่เจตนาทำขึ้นเพื่อป้องกันข้าศึก ถ้าจะใช้ป้องกันบ้างก็ได้ แต่ไม่ได้ผลนัก ทำได้แค่ถ่วงเวลาการโจมตี ซึ่งก็ช่วยได้ไม่มาก

คันดิน ได้จากการขุดคูน้ำ เอาดินถมพูนเป็นเนินสูง ทําแนวขนานคูน้ำ

คูน้ำ ได้จากการขุดดินขึ้นไปถมพูนเป็นคันดิน ทำให้เหลือแอ่งเป็นคูน้ำใช้กักเก็บน้ำที่ชักจากน้ำป่าและได้จากตาน้ำ เช่น น้ำซึม, น้ำซับ

กลางเมืองมีคูน้ำเชื่อมคูเมืองด้านบน-ล่าง ทำแนวเหนือ-ใต้ ชาวบ้านเรียก คูลูกศร (เพราะเป็นแนวยาวตรงเหมือนลูกศร) เทน้ำจากด้านใต้ไปด้านเหนือ

คูน้ำคันดินเมืองมโหสถ มีศักยภาพพัฒนาได้ดีเป็นป่าสมุนไพร แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดีและวัฒนธรรม โดยชักน้ำจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลเข้าคูเมือง แม้ทำให้มีน้ำโดยรอบไม่ได้ขณะนี้ ก็ควรเลือกที่เหมาะสมช่วงใดช่วงหนึ่งก็ได้

แล้วสนับสนุนชาวบ้านรอบเมืองปลูกสมุนไพร เช่น กัญชา (ใช้ทางการแพทย์) ล้วนเข้ากันได้ดีกับ “อโรคยศาล” ศาลาไร้โรค และชื่อมโหสถสรรพยาสารพัด

 

เมืองมโหสถ

 

เมืองมโหสถ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นศูนย์กลาง กับส่วนที่เป็นปริมณฑล

  1. เมืองมโหสถศูนย์กลาง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มุมมน พาดตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันตกเฉียงใต้ กว้าง 700 เมตร ยาว 1,500 เมตร

เป็นที่ประทับของพระราชาและที่ตั้งศาสนสถานสําคัญ กับเป็นที่อยู่ของอํามาตย์, ขุนนาง, ข้าราชการ และนักบวช

  1. เมืองมโหสถปริมณฑล อยู่นอกคูน้ำคันดินออกไปโดยรอบทุกทิศทาง แต่จะแผ่กว้างไกลขนาดไหนกําหนดแน่นอนไม่ได้

เท่าที่พบหลักฐานและมีร่องรอยขณะนี้ ด้านเหนือถึงแม่น้ำปราจีนบุรี (อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี) ด้านใต้ถึงลําน้ำท่าลาด (อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา)

 

ใต้ภาพ

คูเมืองอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี (ซ้าย) ด้านหน้าอยู่กลางตลาดอู่ทองทุกวันนี้ (ขวา) ด้านหลัง ทางทิศตะวันตก เห็นทิวเขารางกะบิด เคยถูกทิ้งร้างเป็นป่ารกไม่เหลือคูน้ำ เพราะถูกทับถมด้วยสรรพสิ่งเปื่อยเน่ากลายเป็นดิน สิ้นสภาพคูเมืองเก่าแก่ แต่คุณบรรหาร ศิลปอาชา ร่วมกับข้าราชการหน่วยงานต่างๆ พัฒนาขึ้นใหม่ตามร่องรอยเดิม แล้วชักน้ำจากแม่น้ำท่าจีนเข้าหล่อเลี้ยงเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชีวิต (ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2561 โดย ทรงยศ ศักดิ์ศรี)

 

แผนผังคูน้ำคันดินเมืองมโหสถ (700 x 1,500 เมตร) อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี

ราว พ.ศ.1000 ไม่พบหลักฐานว่าเมืองนี้ชื่ออะไร? หลัง พ.ศ.1500 เรียกเมืองสังโวก (เป็นภาษาเขมร แปลว่าภาชนะศักดิ์สิทธิ์ใส่ของ) บางทีเรียกเมืองอวัธยปุระ (เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่าไม่แพ้) หลัง พ.ศ.2380 เรียกเมืองมโหสถ (ตามชื่อนิทานชาดกเรื่องพระมโหสถจากทศชาติ แปลว่าสรรพยาศักดิ์สิทธิ์ รักษาสุขภาพร่างกายและปัญญา) แต่บางทีเรียกเมืองพระรถ (ตามชื่อนิทานบรรพชนลาวเรื่องพระรถ นางเมรี)

ชาวบ้านนิยมเรียกเมืองมโหสถมากกว่าอย่างอื่น ต่อมาเปลี่ยนชื่อ อ.โคกปีบ เป็น อ.ศรีมโหสถ ตามชื่อเมืองโบราณที่ชาวบ้านเรียก

บทความก่อนหน้านี้หลังเลนส์ในดงลึก/ปริญญากร วรวรรณ/ ‘กำกอม’
บทความถัดไปใส่บ่าแบกหาม/ พรพิมล ลิ่มเจริญ / 12 Strong