วิเคราะห์ : โชเซ่ มูรินโญ่ อาถรรพ์ปีที่ 3 และซ้ำรอยฝันร้ายเดือนธันวาคม

วันก่อน “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ประกาศแยกทางกับ “โชเซ่ มูรินโญ่” กุนซือชาวโปรตุเกสแบบจะว่าฟ้าผ่าก็ได้ หรือมีการเตรียมการมาก่อนแล้วก็ได้ เพราะผลงานของทีมปีศาจแดงในฤดูกาลนี้ถือว่าย่ำแย่ทีเดียว

แต่เหล่าแฟนบอลเองก็ไม่คิดว่าบอร์ดบริหารจะกล้าปลดมูรินโญ่ในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงใกล้กับบ๊อกซิ่งเดย์และปีใหม่ ที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะมีโปรแกรมเตะถี่มาก มีคะแนนให้เก็บอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้มูรินโญ่หลุดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนฯ ยู คือ การบุกไปโดน “ลิเวอร์พูล” สอนเชิง 3-1 ที่แอนฟิลด์

แต่หลังจบเกมนั้นก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะตกงาน เนื่องจากลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ผลงานดีมาก และเหนือกว่าแมนฯ ยูมากทีเดียว

ความพ่ายแพ้ในศึกแดงเดือดครั้งนั้น เป็นความเสียหายของการไม่มีคะแนนติดมือก็จริง แต่ก็ไม่เซอร์ไพรส์ ถ้าดูจากฟอร์มปัจจุบันของสองทีมนี้จริงๆ

มูรินโญ่มีปัญหาความขัดแย้งกับนักเตะหลายคนในทีม โดยเฉพาะ “ปอล ป๊อกบา” กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสที่เจ้าตัวให้บอร์ดบริหารทุ่มเงินเป็นสถิติโลกซื้อมาคนแรกๆ หลังจากมารับงาน เป็นประเด็นที่ทำให้สื่ออังกฤษจับจ้องอย่างมาก เพราะช่วงหลังมูรินโญ่ดร็อปป๊อกบาเป็นตัวสำรองติดต่อกันหลายนัด

จนมีข่าวมาตลอดว่า ป๊อกบาไม่ต้องการเล่นให้กับทีมปีศาจแดงที่มีมูรินโญ่เป็นผู้จัดการทีมอีกต่อไป

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ในวันที่ 17 ธันวาคม 2015 “เชลซี” เคยประกาศปลดมูรินโญ่ออกจากตำแหน่งมาแล้ว หลังจากมีปัญหากับนักเตะหลายคน และมีเหตุการณ์เตะไล่โค้ชเกิดขึ้น

และหลังจากที่พาแมนฯ ยูบุกไปแพ้ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา แฟนบอลจำนวนมากยังแห่แซวว่า กุนซือโปรตุเกสอาจจะเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในวันเดียวกันก็เป็นไปได้

แล้วมันก็เกิดขึ้น ถึงอาจจะช้าไปกว่านั้น 1 วันก็ตาม

อาถรรพ์อย่างหนึ่งของมูรินโญ่ในการทำงานเป็นโค้ชฟุตบอลคือ ฤดูกาลที่ 3 ที่เขาอยู่กับทีมไหนก็ตาม จะเป็นปีที่ย่ำแย่มากๆ ผลงานของทีมจะออกทะเล และบ่อยครั้งที่จะทำให้เขาตกงานในฤดูกาลที่ 3

ในช่วงที่เขามาคุมเชลซียุคแรก คือปี 2004-2007 ฤดูกาลแรกทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ทันที แถมแชมป์ลีกคัพ ฤดูกาลที่ 2 ป้องกันแชมป์ลีกได้ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่ฤดูกาลที่ 3 เป็นรองแชมป์ลีก แถมมีปัญหากับ “โรมัน อับราโมวิช” เจ้าของสโมสร จนถูกปลดออกไปในเดือนกันยายน 2007

ที่ “รีล มาดริด” ระหว่างปี 2011-2014 มูรินโญ่ประสบความสำเร็จกับทีมในฤดูกาลแรกเหมือนเคย เป็นแชมป์โกปา เดล เรย์ หรือฟุตบอลถ้วยมาครองได้ ฤดูกาลที่ 2 ไร้เทียมทานขึ้น พาทีมคว้าแชมป์ลาลีก้า สเปน และเก็บได้ถึง 100 แต้ม ทิ้งห่างบาร์เซโลน่า คู่ปรับร่วมลีกถึง 9 แต้ม

แต่ฤดูกาลที่ 3 หายนะก็บังเกิดอีก เมื่อจ่ามูไปขัดแข้งขัดขา “เซร์คิโอ้ รามอส” และ “อิเคร์ กาซิยาส” สองนักเตะทรงอิทธิพลของทีม รวมทั้งซูเปอร์สตาร์คนอื่นๆ

ปีนั้นราชันชุดขาวไร้ถ้วยติดมือ มูรินโญ่ตกลงยกเลิกสัญญากับรีล มาดริด แล้วโบกมือลาไป

การกลับมาเชลซีในปี 2014 ถึงเขาจะทำทีมได้แชมป์ลีกอีกครั้ง แต่ก็อยู่กับทีมได้ปีกว่าๆ เพราะมีปัญหากับหมอ “เอวา คาเนโร่” ทีมแพทย์ของสโมสร จนกระทั่งความสัมพันธ์ในทีมพังพินาศ และโดนปลดอีกครั้งในปี 2016 เพราะเชลซีดำดิ่งลงไปอยู่อันดับ 16 ของตาราง ตกรอบบอลถ้วยทุกรายการ

ฤดูกาลที่ 3 กับแมนฯ ยูก็ไม่ถูกยกเว้น ทีมปีศาจแดงรั้งอันดับ 6 ตามหลัง “จ่าฝูง” ลิเวอร์พูล 19 แต้ม ตามหลังอันดับ 4 อย่างเชลซี 11 แต้ม โอกาสจบท็อป 4 ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกมืดมน

เป็นเหตุให้บอร์ดรู้ตัวว่า เขาไม่ใช่สำหรับทีมที่ต้องการกลับสู่ความยิ่งใหญ่อย่างแมนฯ ยูอีกต่อไป

มูรินโญ่ให้เหตุผลที่แมนฯ ยูฟอร์มไม่ดีอย่างต่อเนื่องว่า นักเตะบาดเจ็บเรื้อรังหลายคน ทัศนคตินักเตะบางคนไม่เหมาะกับการลงเล่นในทีมของเขา รวมทั้งการที่ไม่ได้นักเตะที่ต้องการมาเสริมทีม

แต่แฟนบอลปีศาจแดงจำนวนมากยืนยันว่า ความพินาศที่เกิดขึ้นมาจากแผนการทำทีมของมูรินโญ่เอง ที่น่าเบื่อ ล้าสมัย และไม่ใช่ปรัชญาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

หลังจากที่ “เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” วางมือไป แมนฯ ยูเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาแล้ว 3 คน ในเวลา 6 ฤดูกาล และกำลังจะมีคนที่ 4 ตามมาในเร็วๆ นี้

บรรดากุนซือชื่อดังในยุโรปมีชื่อติดโผที่จะเข้ามารับตำแหน่งหลายคน “ซีเนอดีน ซีดาน, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, ดิเอโก้ ซิมิโอเน่, มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์, โลร็อง บล็องก์, ไรอัน กิ๊กส์”

ทุกคนต่างอยู่ในที่ที่เหมาะสม และฟอร์มของทีมพวกเขาก็ไปกันได้สวยทุกคน โอกาสจะมารับเผือกร้อนที่แถมความกดดันมหาศาลคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ยกเว้นแค่ซีดานคนเดียวที่ยังว่างงานอยู่

การปลดมูรินโญ่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะปัจจัยแห่งความตกต่ำของสโมสรแห่งนี้ไม่ได้มีแค่มูรินโญ่ เพราะ “มาตรฐานนักเตะ” และ “รายรับ” ที่ฝ่ายบริหารอยากได้แบบไม่สนใจสภาพทีมนัก ก็ยังไม่ถูกแก้

ถ้าแนวทางยังเป็นแบบนี้ กุนซือคนไหนมา ก็เอาชื่อมาทิ้งทั้งนั้น

บทความก่อนหน้านี้จัตวา กลิ่นสุนทร : ถนนสู่สนาม “เลือกตั้ง 2562” เริ่มมีอาการไม่ราบเรียบ
บทความถัดไปบทวิเคราะห์ : มองความเปลี่ยนแปลง “ภูมิอากาศ” ผ่าน 12 ตัวชี้วัด