กระท่อม-กัญชา เป็นยาวิเศษหรือยาเสพติดร้ายแรง ?

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ /โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

กระท่อม-กัญชาเป็นยาวิเศษหรือยาเสพติดร้ายแรงในวัฒนธรรมไทย (1)

 

มีอาจารย์ฝรั่งชาวอเมริกันที่เป็นนักภาษาศาสตร์ระดับโลกคนหนึ่งชื่อ ดร.วิลเลียม เจ. เกดนีย์ เคยกล่าวว่า เรื่องราวของวัฒนธรรมไทยทั้งหมดอยู่ในเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน”

เกดนีย์คือใคร คนไทยเดี๋ยวนี้คงไม่รู้จัก

แต่ถ้าเอ่ยชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ คนไทยย่อมรู้จักบ้าง

เกดนีย์คนนี้แหละเป็นผู้เคยดูแลอุปถัมภ์จิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วงที่เขามาสอนหนังสือและทำวิจัยด้านไทยคดีที่เมืองไทยอยู่นาน จนได้ผู้หญิงไทยไปเป็นพจนานุกรมฉบับแนบกายกลับอเมริกาไปด้วย ฮา!

เรื่องราวของกระท่อม-กัญชาก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวไทยและทหารไทยที่สอดแทรกอยู่มากมายในวรรณกรรมประจำชาติเรื่องขุนช้างขุนแผน เช่น ตอนขุนแผนประชุมพลยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่

 

“ครานั้นขุนแผนแสนศักดา                        ดูท้องฟ้าเห็นจำรัสรัศมี

สบยามตามตำราว่าฤกษ์ดี                          สั่งให้ตีฆ้องชัยไว้เดโช

ยกจากวัดใหม่ชัยชุมพล                            พวกพหลพร้อมพรั่งตั้งโห่

พระสงฆ์ส่งสวดชยันโต                             ออกทุ่งโพธิ์สามต้นขับพลมา

โห่ร้องฆ้องลั่นมาหึ่งหึ่ง                             นายจันสามพันตึงเป็นกองหน้า

กองหลังสีอาดราชอาญา                           พวกทหารสามสิบห้าต่างคลาไคล

บ้างคอนกระสอบหอบกัญชา                      ตุ้งก่าใส่ย่ามตามเหงื่อไหล

บ้างเหล้าใส่กระบอกหอกคอนไป                 ล้าเมื่อไรใส่อึกไม่อื้ออึง

บ้างห่อใบกระท่อมตะพายแล่ง                    เงี่ยนยาหน้าแห้งตะแคงขึง

ถุนกระท่อมในห่อพอตึงตึง                        ค่อยมีแรงเดินดึ่งถึงเพื่อนกันฯ”

 

จะเห็นได้ว่ากองทัพไทยไม่ใช่เดินด้วยท้องเท่านั้น แต่ต้องเดินด้วยกระท่อม-กัญชาด้วยนะ อิ อิ… เรียกว่า “คอนกระสอบหอบกัญชา…ตะพ่ายใบกระท่อม” ชยันโตโห่เอาฤกษ์เอาชัยยกทัพออกมาจากวัดใหม่ชัยชุมพลกันเลย

 

หน้าที่ของใบกระท่อมในกองทัพนั้นชัดเจนอยู่แล้วคือ ช่วยให้พลทหารมีเรี่ยวแรงเดินกลางแดดร้อนๆ เป็นกระบวนทัพไม่แตกแถวหรือทิ้งช่วงกัน ดังกลอนว่า “ถุนกระท่อมในห่อพอตึงตึง ค่อยมีแรงเดินดึ่งถึงเพื่อนกัน”

คำว่า “ถุน” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายถึง “เสพพอแก้ขัด” ไม่ได้เสพเอาจริงเอาจัง ซึ่งถ้าไม่ได้ “ถุนกระท่อม” เดินทัพ มีหวังหัวแถวกับหางแถวคงไปกันคนละทิศคนละทาง ฮา! ส่วนหน้าที่ของกัญชา ก็ตอนหยุดพักพลเสพคลายเครียดที่เหนื่อยล้าเดินทัพมาทั้งวัน

 

“ขุนแผนก็สั่งให้หยุดพัก                            ที่ล้าเลื่อยเมื่อยหนักก็นอนสลบ

บรรดาพวกพหลพลรบ                             จุดคบกองไฟไว้เป็นวง

ลางคนหาเขียงหั่นกัญชา                          นั่งชักตุ้งก่าจนคอก่ง

บ้างมีแต่กัญชามานั่งลง                            ผลัดกันหั่นส่งใส่ไฟโพลง

ที่ไม่มีขอซื้อสามมื้อสลึง                           พอส่งถึงรับหั่นควันโขมง

อยากหวานเมางวงล้วงกระโปร่ง                บ้างโก้งโค้งค้นหาพุทรากวน”

 

นี่ละครับชีวิตทหารไทยย้อนยุค ซึ่งหาดูได้จากภาพทหารลิงดูดบ้องกัญชาตามฝาผนังวัดพระแก้ว แต่ในเรื่องขุนช้างขุนแผน อุปกรณ์เสพกัญชาคลาสสิคกว่า คือเป็น “ตุ้งก่า” หรือหม้อสูบกัญชาของแขก อย่างแขกเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์ในเรื่อง “ระเด่นลันได” ซึ่งนางประแดะคอยจุดชุดกัญชาที่เป็น “หม้อตุ้งก่า” ถวายผัว ดังกลอนว่า

 

“แล้วเชิญหม้อตุ้งก่าออกมาตั้ง                   นางนั่งเป่าชุดจุดถวาย

ทรงศักดิ์ชักพลางทางยิ้มพราย                  โฉมฉายควั่นอ้อยคอยแก้คอ”

กระท่อม

 

ข้อสังเกตในที่นี้คือ กัญชาคู่กับของหวาน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะสูบกัญชาเพลินจนขาดน้ำตาล แล้วแต่ว่าจะสะดวกของหวานแบบไหน จะเป็นอ้อยหรือพุทรากวนก็ไม่เกี่ยง ถ้าสมัยนี้ก็อาจจะใช้ลูกอมจูปาจุ๊ปส์หรือช็อกโกแลตแทนก็ได้ ฮา

แต่กัญชาไม่ใช่ว่าจะเสพติดกันง่ายๆ เพราะหลายคนก็คงไม่ชอบ เช่น มีบรรยายไว้ตอนพลายชุมพลจับเสน่ห์ โดยปลอมตัวเป็นแขกชวากับจหมื่นศรีไปล่อจับเถรขวาดที่ทำเสน่ห์พลายงาม

แผนขั้นแรกคือ ประเคนหม้อตุ้งก่าจุดกัญชาถวายพระ กะมอมกัญชาก่อน แต่พระแสบคอไม่เล่นด้วย

 

“สองแขกขยับจับตุ้งก่า                             จ้าหลิ่มยัดกัญชาไฟจุดเข้า

สูบคนละจ้าหลิ่มทำยิ้มเมา                          เถรเฒ่าว่าอะไรข้างในดัง

สองแขกว่าข้างในนั้นใส่น้ำ                          เถรขวาดว่ามันทำเป็นอีฉัง

กูจะขอลองรสหมดหรือยัง                         หยิบไฟเก้กังมาทันใด

สองแขกก็ยัดกัญชาส่ง                              เถรชักคอก่งไม่ทนได้

แสบคอเป็นจะตายหงายหน้าไป                   กูไม่เอาแล้วอย่าส่งมา”

 

พอแผนขั้นแรกคือมอมกัญชาจ้าหลิ่ม (พวยใส่ใบกัญชา) ไม่สำเร็จ แผนขั้นสอง คือมอมยาฝิ่น ปรากฏว่าเถรขวาดติดฝิ่นงอมแงม เผลอคายความลับอย่างลืมตัว

ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมยาเสพติดในวรรณกรรมประจำชาติเรื่องนี้บอกเราว่า กระท่อม-กัญชา เสพติดยากกว่าติดฝิ่นกินเหล้าหรือติดหมาก และบุหรี่เสียอีก

มีตัวอย่างวรรณกรรมสะท้อนสังคมไทยให้เห็นว่าติดหมากขนาดไหน แต่ไม่ได้หมายว่า เหล้า กัญชา ยาฝิ่นเป็นของดี ตอนหน้ามาติดตามนะ

บทความก่อนหน้านี้ภาพยนตร์/นพมาส แววหงส์/ MORTAL ENGINES
บทความถัดไปE-DUANG : รอยร้าว การจัดสรร ผู้สมัคร เรื่องธรรมดา พรรคการเมือง