คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง / คนในเมืองกับงานศพและมรณานุสติร่วมสมัย? : ข้อพินิจบางประการ จากงานนิ้วกลมซ้อมตาย

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

ผมได้รับเชิญจาก “นิ้วกลม” นักเขียนชื่อดังระดับอริยบุคคลแห่งยุคสมัย ผู้ร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ เช่น พุทธิกา จัดกิจกรรม “ซ้อมตาย” โดยให้ไปพูดใน “งานศพ” ของเขาเองที่วัดธาตุทอง

ทีแรกผมก็ออกจะงุนงงไม่น้อยว่า ผมจะไปพูดเกี่ยวกับความตายในงานศพของคนที่ยังไม่ตายยังไง (วะ)

ผู้จัดก็บอกว่า ในส่วนของผมไม่ต้องพูดถึงเจ้าตัว แต่ให้พูดเกี่ยวกับความตายให้กับคนที่มางาน

ผมก็รับอาราธนา โดยตั้งใจว่า เอาวะ เขาตั้งใจชวน แสดงว่าก็น่าจะทำประโยชน์ให้เขาได้บ้างละน่า

 

โปรเจ็กต์นี้ผมขอเล่าคร่าวๆ ว่า นิ้วกลมต้องการ “ออกแบบ” งานศพของตนเอง โดยจินตนาการว่า มันควรจะเป็นอย่างไร ให้มีทั้งความประหยัดเรียบง่าย เกิดประโยชน์สูงสุด

และในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นงานที่ช่วยให้คนที่เข้าร่วมได้เกิดมรณานุสติ

ดังนั้น ในงานดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นที่ศาลาสวดศพวัดธาตุทอง จึงมีลักษณะคล้ายๆ นิทรรศการ ศาลาสวดศพถูกคลุมทึบและจัดแสงอย่างสตูดิโอ ในผนังด้านในของศาลามีเพียงโลงศพสีขาวโล่งๆ และรูปคนตายยิ้มแฉ่ง ไม่มีดอกไม้ ไม่มีพวงหรีด ไม่รับซอง ใครประสงค์จะแสดงความอาลัยก็ให้หยิบหนังสือที่ชอบมาหนึ่งเล่มสำหรับร่วมบริจาค

กิจกรรมในงานซึ่งจัดเป็นรอบๆ ประกอบด้วยการฉายวิดีโอ ซึ่งเพื่อนของนิ้วกลมกล่าวถึงเขา จากนั้นเป็นการสวดพระอภิธรรม ซึ่งที่จริงคือบทสวดพุทธภาษิตเกี่ยวกับความตายมากกว่า (สวดแปล พร้อมขึ้นหน้าจอบทที่พระสวดให้ด้วย)

จากนั้นผู้บรรยายขึ้นบรรยายเกี่ยวกับความตายราวๆ สิบห้านาที และก็ถึงช่วงที่คนร่วมมีส่วนร่วมคือการ “นอนโลง” ซึ่งทางผู้จัดเตรียมไว้ให้ โดยมีโลงพอดีกับคนลงทะเบียนแต่ละรอบ พร้อมกับฟังบรรยายเกี่ยวกับความตายประกอบแสง-เสียง เน้นสร้างจินตภาพ เป็นอันจบงาน หลังจากนั้นก็รอรอบถัดไป

ส่วนงานวันสุดท้ายคืองานเผาศพ ซึ่งมีการเวียนเมรุ และบรรยายถึงนิ้วกลมโดยครอบครัวและเพื่อนสนิท

 

ผมไม่ได้ไปงานส่วนท้ายนี้ แต่ดูถ่ายทอดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ ซึ่งดูแล้วก็กระอักกระอ่วนบอกไม่ถูก เพราะคนบรรยายและบรรยากาศโศกเศร้าเหมือนตายจริง ทั้งๆ ก็รู้ว่ามันยังไม่ตายนี่แหละ คนในงานอาจเศร้าจริงๆ แต่ผมบรรยายไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกยังไง

ที่จริงนิ้วกลมกับผมก็สนิทสนมกันพอสมควร แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับอะไรหลายสิ่งของเขา โดยเฉพาะในด้านความคิด แต่เขาก็เป็นคนน่ารักครับ รู้ทั้งรู้ว่าเราด่าก็ยังจะยิ้มรับ เพื่อนแบบนี้ทำเอาคนขี้ด่าอย่างผมไปไม่ถูกเลย

ในวันที่ตัวเองบรรยาย ผมเริ่มต้นด้วยการบ่นเล่นๆ ว่า งานศพไรวะ ไม่เห็นมีอะไรมาเลี้ยง (เคยได้เห็นท่านอาจารย์นิธิเขียนว่า กระเพาะปลาในงานศพของวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ วัดธาตุทองอร่อยที่สุด) แถมบรรยากาศวังเวงเงียบสงัด แล้วก็ไม่มีดอกไม้อะไรให้ชื่นใจบ้างเลย หลังจากโวยวายแล้ว ก็ลากเข้าไปเรื่องธรรมะบ้าง ไม่ธรรมะบ้างจนจบ

ที่จริงงานของเขาก็สร้างสรรค์นะครับ อย่างน้อยๆ ผมก็อนุโมทนากับเครือข่ายพุทธิกาเสมอในเจตนารมณ์อันดีที่จะชวนให้ผู้คนมาสนใจเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างมีสติและการจัดการกับการรักษาระยะสุดท้าย รวมทั้งการจัดงานศพที่เหมาะสม ผมเองได้ประโยชน์จากอะไรอย่างนี้มากในช่วงที่คุณแม่ป่วยหนัก ต้องขออนุโมทนาไว้เลย

แต่กระนั้นงานซ้อมตายของนิ้วกลมในครั้งนี้ สำหรับผมแล้วมันกลับสะท้อนอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจเป็นมุมมองทั้งต่อความตายและงานศพของ “คนชั้นกลางในเมือง” โดยเฉพาะคนที่พอจะสนใจเรื่องจิตวิญญาณหรือธรรมะบ้าง

 

กล่าวคือ นิ้วกลมบอกเองว่า อยากให้งานนี้ “เรียบง่ายที่สุด” “สิ้นเปลืองน้อยที่สุด” มีบรรยากาศส่งเสริมการเข้าใจธรรมะ จึงสงบเงียบที่สุด

ในงานไม่มีเสียงคุยกันเลย ขนาดจะกระแอมไอยังต้องค่อยๆ กลัวคนข้างๆ สติหลุด

งานศพแบบนี้สำหรับผมแล้ว ถ้าเป็นงานศพจริงๆ คงต้องบอกว่า ออกจะ “ใจร้าย” ต่อคนที่อยู่ข้างหลัง และคนร่วมงาน

ดอกไม้ในงานศพคือสิ่งชุบชูใจในท่ามกลางความเศร้าหมอง ผมไม่คิดว่าดอกไม้ในงานศพที่จัดอย่างพอดีๆ จะเป็นความสิ้นเปลืองถึงกับต้องตัดทิ้งไป ผมว่าเราไม่ควรพรากความงามออกจากสิ่งที่เรากำลังเห็นว่าเสื่อมสลายไป ดอกไม้ในงานศพซึ่งอยู่ติดกับโลงนั้นช่วยให้ผู้คนคลายความโศกเศร้า และในขณะเดียวกัน ก็บอกถึงความเป็นอนิจจังผ่านความเหี่ยวเฉาแปรสภาพของมันเองด้วย

ทำไมเราจึงต้องรีบปฏิเสธความงามที่อยู่เคียงข้างความเป็นอนิจจัง แล้วปล่อยให้คนร่วมงานเผชิญความแห้งเหี่ยวของจิตใจขนาดนั้น

 

ประการที่สอง ผมคิดว่า เสียงพูดคุย ความอึกทึกวุ่นวาย การเลี้ยงอาหาร เงินช่วย มหรสพ ทั้งหมดซึ่งคนชั้นกลางเห็นว่าเป็นสิ่งที่สิ้นเปลือง ไม่ใช่เนื้อหาสาระหรือธรรมะนั้น สำหรับผมแล้ว มันกลับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อญาติพี่น้อง เพราะผมคิดว่า นี่คือสิ่งชุบชูใจในภาวะที่เศร้าโศกที่สุด

ในสมัยที่คุณแม่ผมเสียชีวิตนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมยังคงจดจำจนถึงบัดนี้คือ น้ำใจจากมากมายหลายทางที่มาสู่พวกเรา

ผมได้เห็นพระภิกษุ ซึ่งปกติเราได้แต่ถวายของท่าน แต่ท่านเอาของมาช่วยงานจนเราแทบไม่ต้องซื้อหาไทยทานหรือผ้าไตรเลย

คนเอาข้าวของผลหมากรากไม้จากสวนมาช่วย ความอึกทึกวุ่นวายทุกวันที่ช่วยทำให้พวกเราผ่านแต่ละวันเหล่านั้นมาได้

แต่นี้อาจคือความเป็น “บ้านนอก” ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่มีเนื้อหาสาระของธรรมะ เป็นก็แต่พิธีกรรมที่ไม่เกิดประโยชน์ สำหรับผู้ใฝ่ธรรมะในเมือง

ในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่าสิ่งที่ดูเหมือนไม่เป็นธรรมเหล่านี้ ที่จริงก็มีคุณค่าในตัวเอง มีความหมายทางธรรมในตัวเอง หากเราพินิจไตร่ตรองมันอย่างถี่ถ้วน มันอาจไม่ได้สะท้อนคำสอนใดในตำรา ทว่ามันกลับทำให้เรา “รู้สึก” ถึงอะไรมากมายได้

 

ผมคิดว่า งานศพที่ผมเคยได้เป็น “คนออกแบบ” คืองานศพของคุณแม่นั้น ทำให้พวกเราได้รู้สึกถึง “ความรัก” เพราะแม่มีชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมและรักคนอื่นอย่างจริงใจ ความรักจึงย้อนกลับมาในทุกทาง

งานศพแม่มีเพื่อนๆ ซึ่งร่วมเต้นไลน์แดนซ์กันมา ชวนกันมาเต้นหน้าศพ เต้นไปน้ำตาซึมไป มีวงดนตรีสากลบรรเลงสนุกสนาน เลี้ยงข้าวปลาอาหารกันเต็มที่ ผมคิดว่า ทั้งหมดนี้มีความหมายต่อ “มรณานุสติ” ของผมและคนอีกมากมาย

เพราะมีชีวิตที่เต็มเปี่ยม งานศพจึงไม่ว่างเปล่าแต่เต็มเปี่ยมด้วยเช่นกัน

แต่ผมมิได้ปฏิเสธว่ามีงานศพที่สิ้นเปลือง เต็มไปด้วยความยุ่งยากและทำให้เกิดความทุกข์ต่อคนข้างหลังอยู่จริงๆ งานแบบนี้สมควรต้องปรับปรุงให้พอเหมาะพอควร แต่กระนั้นงานศพที่พยายามจะให้คนร่วมงานเข้าถึงธรรมสังเวชและเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจนไม่เหลือพื้นที่แห่งความรื่นรมย์เลย ก็หนักหนาเกินไปสำหรับผม

ที่จริงก็น่าเห็นใจคนในเมืองนะครับ โดยเฉพาะที่มีครอบครัวเดี่ยวหรือไม่ได้มีญาติพี่น้องคนรู้จักมากนัก การจัดการงานศพออกจะเป็นเรื่องยุ่งยาก บางครั้ง “ความเรียบง่าย” จึงดูคล้ายความจำเป็นและเป็นภาพในจินตนาการเดียวที่มีเกี่ยวกับงานศพ

 

ส่วนกิจกรรมการนอนโลงโดยพยายามเปลี่ยนความหมายเชิงพิธีกรรมนำมาสู่เรื่องธรรมะ (อันนี้คือความพยายามที่น่าสนใจของคนร่วมสมัย) สำหรับผมแล้ว ผมไม่แน่ใจนักว่านี่จะเป็นมรณานุสติที่ดี เพราะตอนใส่โลงจริงเมื่อผมตาย ผมก็ไม่ได้รับรู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไร ในแง่นี้แม้ว่าจะเป็นความพยายามสร้างบรรยากาศของมรณานุสติ แต่ผมไม่แน่ใจในศักยภาพของมันนัก

ผมกลับคิดว่า ความตายจริงๆ ของคนที่เรารักนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง เป็นมรณานุสติที่ยากที่เราจะสร้างแฟนตาซีเกี่ยวกับมัน ไม่เหมือนกับจินตภาพที่เราพยายามสร้างต่อตัวเราเอง

ผมคิดว่ากิจกรรมทั้งหมดนี้ได้สะท้อนความพยายามที่จะทำให้ “ธรรมะ” มีความร่วมสมัย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไม่ใหม่เลย น่าจะเก่าไปถึงสมัยรัชกาลที่สี่ แต่เรายังคงวนเวียนกับโจทย์นี้ตลอดเวลา

จากโจทย์นี้ ในทางหนึ่งก็ทำให้เราพยายาม “ตัด” สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ใช่ธรรมะ เช่น ประเพณีพิธีกรรมหรือความสัมพันธ์เชิงสังคมออกไป โดยอาจยังไม่ได้พิเคราะห์คุณค่าหรือโทษของมันอย่างรอบด้านพอ

นี่ได้กลายเป็นท่าทีหลักของผู้ใฝ่ธรรมะร่วมสมัย โดยเฉพาะคนหนุ่ม-สาว ที่พยายามทำให้ทุกอย่างมันทันสมัย แต่มันก็อาจเป็นกับดักอีกแบบหนึ่ง

สุดท้ายคิดไปคิดมาก็ยิ่งงงงวยเข้าไปใหญ่

ในขณะที่เราพยายามสอนกันเหลือเกินว่า ความตายเป็นของธรรมดา ซึ่งเป็นรากฐานของมรณานุสติ

แต่จากกิจกรรมนี้ ผมเห็นว่า เรากลับยิ่งทำให้มัน “ไม่ธรรมดา” ยิ่งขึ้นไปอีก

บทความก่อนหน้านี้อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : สิทธิมนุษยชนหรือความมั่นคง
บทความถัดไป‘นิโคลีน’ เข้าทำเนียบพบหมูป่า โชว์สกิลภาษาอังกฤษ นายกฯยินดี สร้างชื่อให้ประเทศ