“ประสาทแดก” นิทรรศการศิลปะที่แสดงสภาวะ ระหว่างโลกข้างในกับโลกข้างนอก

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในตอนที่ผ่านๆ มาเราเขียนถึงเทศกาลศิลปะร่วมสมัยทั้งเบียนนาเล่ (และไม่เล่) ทั้งหลายแหล่ติดต่อกันมาหลายตอนแล้ว

ตอนนี้เลยขอพักยกมาพูดถึงนิทรรศการศิลปะน่าสนใจ ที่เราได้ไปดูมาบ้างอะไรบ้าง เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ

นิทรรศการแรกที่เราจะพูดถึงมีชื่อว่า The Nerve that Eats Itself

หรือในชื่อภาษาไทยว่า “ประสาทแดก” (แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว!)

นิทรรศการThe Nerve that Eats Itselfประสาทแดก

นิทรรศการแสดงเดี่ยวของศิลปินไทย เถกิง พัฒโนภาษ ที่ประกอบด้วยงานประติมากรรมติดผนังและงานวาดเส้น ที่มีลักษณะเป็นวัสดุเส้นสายโครงข่ายซับซ้อน แปลกตา น่าพิศวง ส่งประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟ

ดูๆ ไปก็คล้ายกับภาพขยายเซลล์ประสาทของมนุษย์จากกล้องจุลทรรศน์ หรือไม่ก็เป็นชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตจากใต้ทะเลลึก, กลุ่มดาวฤกษ์ในห้วงอวกาศ

หรือสัตว์ประหลาดจากต่างโลกที่เราเห็นในภาพยนตร์ไปโน่นเลย

นิทรรศการThe Nerve that Eats Itselfประสาทแดก

“เราทำงานเกี่ยวกับเรื่องของร่างกายคนมา 20 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาเอก เริ่มจากทำประติมากรรมทั้งตัวแบบคลาสสิคที่อ้างอิงไปถึงประติมากรรมกรีก เชื่อมโยงกับงานพุทธศิลป์

ต่อมาก็พยายามลดขนาดลง แล้วแทนที่จะมองเปลือกข้างนอก เราก็มองลึกไปถึงข้างในร่างกาย ซึ่งอันที่จริงก็เป็นความหมกมุ่นส่วนตัวตั้งแต่เด็ก ที่อยากรู้ว่าร่างกายของเราเป็นยังไง มีชีวิต เจ็บปวด และตายได้ยังไง

ในขณะเดียวกันเราก็สนใจมองออกไปนอกโลก ในจักรวาล ด้วยความเป็นเด็ก เรารู้สึกด้วยตัวเองว่า ระหว่างโลกข้างในกับโลกข้างนอก สองสิ่งนี้โคตรจะเชื่อมโยงกันจนดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ

และในช่วงหลังๆ มีอีกเรื่องที่เราเริ่มสนใจก็คือ เรื่องของ Dark Matter (สสารมืด-องค์ประกอบของอนุภาคที่ยังไม่มีใครรู้จักในห้วงอวกาศ ในปัจจุบันเป็นเพียงสมมุติฐานทางด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยา) ที่มีอยู่ทั่วจักรวาล เราก็พยายามสร้างภาพของสิ่งนั้นขึ้นมา

แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อ 7 ปีก่อน เราเป็นเนื้องอกในต่อมหมวกไต ซึ่งใช้เวลาในการตรวจ 3 ปี ระหว่างนั้นเราก็สงสัยว่าเราเป็นมะเร็งหรือเปล่าวะ?

เราก็เลยพยายามสร้างภาพของโรคออกมา ซึ่งน่าสนใจตรงที่ พอหมอมาดูงานของเรา เขาบอกทันทีว่าเหมือนเซลล์มะเร็งมากๆ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ดูภาพเหล่านั้นเลย และพยายามปิดตัวเองไม่ให้เห็นด้วยซ้ำ ผลงานชุดนี้เหมือนกับการถ่ายทอดความรู้สึกว่าเรามีเอเลี่ยนอยู่ในตัวออกมา”

เถกิงกล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังผลงานชุดนี้ของเขา

งานศิลปะของเถกิงที่ดูเหมือนเซลล์ในร่างกายมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนสัตว์ประหลาดนอกโลก และกลุ่มดาวหรืออนุภาคในห้วงอวกาศ ทำให้เรานึกไปถึงเรื่องราวนิยายวิทยาศาสตร์หรือหนังไซไฟ

ที่จินตนาการว่า อันที่จริงแล้วระบบสุริยจักรวาลหรือห้วงอวกาศที่เราอาศัยอยู่อาจจะเป็นภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่างก็เป็นได้ ซึ่งบังเอิญว่าเขาก็คิดแบบนี้ด้วยเหมือนกัน

“จริงๆ แล้วเราอาจจะอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่าง และจริงๆ ก็รู้ๆ กันอยู่ ว่าในร่างกายเราก็มีสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นอาศัยอยู่ข้างในด้วยเหมือนกัน เราเลยพยายามหารูปทรงชีวภาพที่ดูยุ่งเหยิง แต่ในขณะเดียวกันเราก็พยายามจัดระเบียบมัน ให้มีทั้ง Chaos (ความยุ่งเหยิง) และ Control (การควบคุม) ซึ่งจะเห็นได้ชัดในผลงานประติมากรรมสีแดงและน้ำเงินบนผนัง (TransPollock #3 [red shift, blue shift]) ที่ดูใกล้ๆ จะเห็นรายละเอียดของเครือข่ายซับซ้อนยุ่งเหยิงวุ่นวาย กระจัดกระจาย โกลาหล แต่ถ้าเราถอยออกไปมองในระยะไกล ก็จะเห็นเป็นรูปแบบของตารางชัดเจน”

TransPollock #3 [red shift, blue shift]
ที่น่าสนใจก็คือ งานประติมากรรม (หรือ จิตรกรรมสามมิติ) ที่มีลักษณะคล้ายกับงานศิลปะนามธรรมของเถกิงทั้งสองชิ้นนี้มีความหมายแอบแฝงโยงใยไปถึงผลงานของศิลปินในกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะแบบนามธรรม ที่ครั้งหนึ่งเคยเฟื่องฟูในสหรัฐอเมริกาอย่างแอ็บสแตรกต์ เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Abstract Expressionism)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานของจิตรกรนักหลั่งรดหยดสีบนผืนผ้าใบผู้ทรงอิทธิพลในกระแสเคลื่อนไหวนี้อย่างแจ๊กสัน พอลล็อก (Jackson Pollock)

ผลงานประติมากรรมบนผนังขนาดมหึมา ความยาวกว่า 5 เมตรของเถกิงทั้งสองชิ้นนี้แสดงการคารวะไปพร้อมๆ กับเย้าหยอกตัวตนศิลปิน “สุดแมน” ผู้นี้ได้อย่างครื้นเครงยิ่งนัก

“จะว่าไป ผลงานทั้งสองชิ้นนี้เป็นบทสนทนาของเรากับงานศิลปะสมัยใหม่อย่างแอ็บสแตรกต์เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานของแจ๊กสัน พอลล็อก ซึ่งในโลกศิลปะเนี่ย พอลล็อกถูกยกให้เป็นโคตรพ่อโคตรแม่ของความ “แมน” ในโลกศิลปะเลยน่ะ

เราก็เลยแอบใส่ความเป็นเกย์ของเราเข้าไป ตั้งแต่ชื่องานที่ตั้งว่า TransPollock หรือ “พอลล็อกแต๋วแตก” ซึ่งถ้าเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นว่าเราแอบใส่ลูกปัด เลื่อม หรืออะไรที่หวานแหววลงไปในงานด้วย ก็เหมือนกับเราเอาตัวตนความเป็นเกย์ของเรามาวิจารณ์ความโคตรแมนของเขาน่ะ

งานของเราส่วนมากจะมีชั้นของความหมายซ้อนกัน ไม่สามารถอ่านได้ทางเดียว อย่างชิ้นที่ชื่อ Monstrous Monstrance #1 เนี่ย ที่มาของงานชิ้นนี้ทะลึ่งมาก เพราะตอนทำงานชิ้นก่อนหน้า ผู้ช่วยของเราแซวว่าเหมือน “ขอบตาแพะ” (เซ็กซ์ทอยชนิดหนึ่ง) เราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร พอไปเสิร์ชเจอรูป เฮ้ย แม่งแจ๋วว่ะ! รูปทรงโคตรจะเป็นประติมากรรมเลย เราก็เลยคิดใหม่ ว่าเราจะทำขอบตาแพะด้วยเหล็กดีกว่า

Monstrous Monstrance #1

แต่พอทำไปทำมาก็เริ่มมีสิ่งอ้างอิงอื่นเข้ามา อย่าง Monstrance (ภาชนะใส่น้ำมนต์มีรูปร่างเป็นแฉกรัศมี) ซึ่งเป็นวัตถุทางคริสต์ศาสนา รวมถึงสุริยุปราคาและหลุมดำด้วย”

นอกจากรายละเอียดอันซับซ้อนโกลาหล แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยระบบระเบียบและการควบคุมไปพร้อมกันๆ ในผลงานของเขาแล้ว องค์ประกอบอันสำคัญอีกประการในผลงานของเถกิงชุดนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “แสง” ที่นอกจากจะช่วยขับให้ผลงานของเขาเปล่งประกายระยิบระยับจับตาแล้ว ยังช่วยสร้างอารมณ์ลึกลับน่าพิศวงให้กับผลงานได้เป็นอย่างดี

“ตอนที่ทำงานเราก็พยายามนึกว่าแสงควรจะเป็นยังไง ด้วยความที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมคนละแบบกับห้องแสดงงาน โชคดีที่ทางหอศิลป์ให้เวลาเราได้ทดลองจัดแสง เราก็ทดลองหลายรูปแบบ ทั้งการใช้กล่องไฟ ติดสติ๊กเกอร์ ฯลฯ ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่างานแต่ละชิ้นใช้วิธีการจัดแสงไม่เหมือนกันเลย คิดดูว่านิทรรศการนี้ใช้เวลาติดตั้งงานแค่สองวัน แต่ใช้เวลาจัดแสดงเป็นสิบวันน่ะ ซึ่งก็ต้องขอบคุณอาจารย์อภิสิทธิ์ หนองบัวและทีมติดตั้งงาน ที่ช่วยทดลองให้เราเยอะมาก”

Relational Anesthetic #1

อ้อ ถ้าสงสัยว่า ชื่อประหลาดๆ ของนิทรรศการอย่าง “ประสาทแดก” นั้นมีที่มาจากไหน ศิลปินผู้ตั้งชื่อเขาก็เฉลยให้เราฟังว่า

“เราอ่านเจอข่าวเกี่ยวกับการค้นพบเซลล์มะเร็งของนักวิทยาศาสตร์ที่พาดหัวข่าวว่า “They discover the cell that eat itself” แล้วก็รู้สึกว่าประโยคนี้จับจินตนาการเรามาก และคำนี้ก็เป็นกุญแจสำคัญในแนวคิดทางศิลปะของเรา เพราะเราเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะกัดกินตัวเองและกลับไปสู่สภาวะว่างเปล่า ไม่เหลืออะไรเลย

นิทรรศการThe Nerve that Eats Itself ประสาทแดก

พอพูดอย่างงี้แล้วก็มีความเสี่ยงว่าคนจะตีความว่าเราทำพุทธศิลป์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เราแค่บังเอิญแตะในประเด็นที่คล้ายกันเท่านั้นเอง”

นิทรรศการ The Nerve that Eats Itself ประสาทแดก จัดแสดงที่แกลเลอรี่เวอร์ (Gallery VER) ซอยนราธิวาส 22 ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน – 28 ธันวาคม 2561 ใครสนใจจะไปชมก็สอบถามรายละเอียดได้ที่ facebook @galleryver อีเมล galleryver@gmail.com หรือเบอร์โทรศัพท์ 0-2103-4067 กันได้ตามอัธยาศัย

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากศิลปิน/แกลเลอรี่เวอร์

บทความก่อนหน้านี้คำ ผกา l ปลอดการเมือง คือปลอดการตรวจสอบ
บทความถัดไปE-DUANG : สัญญาณ จาก ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ ส่งตรงถึง ประยุทธ์ ประวิตร คสช.