เปิดตัว ‘รวิโชติ ธำรงนาวาสวัสดิ์’ หลาน “หลวงธำรงฯ” กับความปรารถนาอันแรงกล้า! ทางการเมือง ลงสนามเลือกตั้งครั้งแรก

ผมทราบเรื่องของคุณตาผ่านทางคุณแม่และคุณพ่อ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิต คุณตามีระเบียบวินัยสูงมาก อาจจะเป็นเพราะว่าท่านเคยเป็นทหาร

สิ่งที่ทุกคนที่ใกล้ชิดคุณตาได้กล่าวถึงคือ เวลาท่านทำงานท่านทุ่มเททำงานอย่างหนักมาก

ช่วงที่ผมยังทันตอนคุณตามีชีวิต ผมยังเด็กอยู่ แต่ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งเล่นในบ้านคุณตาบ่อยครั้ง เพราะเป็นบ้านในรั้วเดียวกัน

ซึ่งในช่วงบั้นปลายชีวิตคุณตาจะอยู่ในบังกะโลเล็กๆ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เลี้ยงสุนัขไว้ 1 ตัว

ด้วยความที่เด็กๆ ก็ถือว่ามีโอกาสเข้าไปนั่งเล่นที่บ้านคุณตาบ่อยๆ คุณพ่อก็เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ความเป็นทายาทตรงนี้ผมคิดว่ามีส่วนอย่างมากที่ทำให้ผมมาสนใจการเมือง

แม้คุณแม่พยายามกีดกันไม่ให้ผมมายุ่งกับการเมือง ซึ่งเชื่อว่าหลายครอบครัวที่มีบรรพบุรุษต้นตระกูลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง พอถัดมาอีกรุ่นหนึ่งเขาพยายามที่จะเดินออกมา อาจเป็นเพราะว่าหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคุณตาก็ได้

แต่ผมเองก็มองว่าบั้นปลายชีวิตของท่านก็มีชีวิตที่สงบสุข คุณแม่ไม่อยากให้ผมผจญกับการเมือง ท่านอยากให้ผมอยู่ในเส้นทางอาชีพอื่นที่ผมสนใจมากกว่า

คําบอกเล่าจากรวิโชติ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ทายาท “หลวงธำรงฯ” อดีตนายกฯ และสมาชิกคณะราษฎร ผู้เปิดตัวทำงานการเมืองกับพรรคประชาชาติและสนใจในสนามกรุงเทพมหานคร

รวิโชติเล่าว่า ช่วงชีวิตหลายช่วงของเขาหมือนว่ากำลังจะหลุดออกไปจากเส้นทางการเมืองแล้ว อย่างเช่น การไปทำงานด้านการศึกษา ไปทำวิจัย แม้แต่ธุรกิจส่วนตัวก็เคยทำ

ขณะที่คุณพ่อเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ที่รามคำแหง ก็เล่าเรื่องของคุณตาให้ผมฟัง ทำให้ผมคิดว่าเรื่องของสายเลือดความสนใจมันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวเหมือนที่ใครๆ ก็ชอบพูดว่าลูกไม้ยังไงก็หล่นไม่ไกลต้น หรือมีแรงดึงดูดบางอย่างต้องให้กลับมาเลือกเส้นทางนี้อยู่ดี

หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดจากการดำเนินธุรกิจหรือเรื่องราวต่างๆ ผมมองว่าสภาพการเมืองมันมีผล ผมอยากจะใช้โอกาสจากการที่ผมมีโอกาสเติบโตในสภาพแวดล้อมนี้

อยากจะมาทำงานตรงนี้

สําหรับจุดแข็งที่เราอยากจะถอดแบบจากคุณตามา ผมมองว่าเป็นแรงปรารถนาอันแรงกล้า ที่อยากจะผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมในสังคมเรื่องของการสร้างโอกาสให้กับคนทุกคนมีโอกาสพัฒนาชีวิตของตัวเองไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้

คุณตาผมเริ่มจากครอบครัวเล็กๆ ที่ตำบลหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ระหว่างการศึกษาด้วยความขยันหมั่นเพียรของท่านทำให้ท่านสามารถสร้างตนเองได้ จนวันหนึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โอกาสมันก็ไม่ได้ปิดเสียทีเดียว แม้ว่าจะมีโอกาสน้อย แต่ผมมองว่ายังพอมีช่อง ที่ทำให้การผลักดันเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นได้

ที่สำคัญ ผมมองว่า การตื่นรู้ของประชาชนที่เริ่มตื่นตัวทางการเมือง ที่เขามองว่าบางสิ่งบางอย่างในสังคมต้องเร่งแก้ไข เพราะบางสิ่งบางอย่างมันปิดกั้นไม่ให้เขาสามารถเดินทางหรือใช้ชีวิตแบบที่อยากจะเป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความก้าวหน้าทางอาชีพหรือการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม รวมถึงการที่ชีวิตของเขาอาจจะถูกกำหนดโดยใครก็ไม่รู้ ซึ่งเขาไม่ได้เป็นผู้เลือกมาให้กำหนดชีวิต

ฉะนั้น โอกาสที่มันจะทำให้เกิดความเท่าเทียมในสังคมหรือความเสมอภาคในสังคม ในสภาพปัจจุบันนี้ ผมมองว่า มันเหมือนเราซื้อล็อตเตอรี่ใบหนึ่ง คือเราไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นรางวัลที่ 1 หรือเปล่า

แต่ถ้าเราไม่ซื้อเลย โอกาส “มันจะเป็นศูนย์” มันจะไม่มีทางนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้เลย

ย้อนเส้นทางการเข้าสู่งานเกี่ยวกับการเมืองจริงๆ ที่ผมได้มีโอกาสทำงานที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2551 หลังจากจบปริญญาโท พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมืองถูกประกาศใช้ และต้องการบุคลากรจำนวนมาก ผมก็เลยลองไปสมัครและปรากฏว่าสอบผ่าน จึงมีโอกาสเข้าทำงานได้ที่นี่

แล้วก็มีโอกาสได้พบกับคุณสมชัย ศรีสุทธิยากร

ซึ่งท่านเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองชุดที่ 2 อีกทั้งท่านก็เคยเป็นอาจารย์ของผม สมัยตอนเรียนที่ธรรมศาสตร์ ตำแหน่งผมตอนทำงานได้เป็นผู้ช่วยเลขาฯ แผนพัฒนาการเมือง ส่วน อ.สมชัยเป็นกรรมการชุดนี้จึงได้มีโอกาสช่วยงานและร่วมงานกัน

และนั่นก็คงจะเป็นต้นเหตุของเส้นทางต่างๆ ที่ได้ดำเนินมาถึงทุกวันนี้ เพราะท่านได้ชวนผมไปทำงานด้วยกันต่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเวลาต่อมา

ต้องเล่าว่า ก็ไม่คาดคิดว่าจะมาเล่นการเมืองในวันนี้ เพราะที่ผ่านมาความตั้งใจผมอยากจะไปเลี้ยงลูกชายวัยเล็กให้เต็มที่ จึงวางแผนเกี่ยวกับเรื่องลูกอย่างเต็มที่ แต่ก็ได้รับการเชิญจากรองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้มีโอกาสพูดคุยกัน ท่านชวนมาทำงาน ผมก็เลยตัดสินใจ และไปเคลียร์เรื่องลูก ก่อนตอบรับ ซึ่งถือว่าเป็นจังหวะพอดี

ส่วนความตั้งใจในสนามการเมืองครั้งนี้ เมื่อมองจาก 4 ปีที่ผ่านมา ผมมองว่า ไม่อยากเห็นการสืบทอดอำนาจ เพราะจากรัฐธรรมนูญที่เราเห็นหลายๆ อย่าง เช่น เรื่องการให้ ส.ว.มีสิทธิเลือกนายกฯ หรือแม้กระทั่งการเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง

ผมมองว่าผิดหลักรัฐศาสตร์ ผิดหลักประชาธิปไตย

ซึ่งการเมืองไทยจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายเผด็จการ อยู่ที่ว่าไหนฝ่ายไหนพลาดไป ฝ่ายไหนช่วงชิงได้ก่อน

: มองเรื่องแบ่งเขตอย่างไร?

ส่วนการแบ่งเขตที่หลายๆ คนเป็นห่วงหรือวิพากษ์วิจารณ์กัน จากประสบการณ์การทำงานใน กกต.ของผม ตอนแรกบอกตามตรงว่าเห็นแล้วไม่สบายใจเลย เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีการนำเสนอข้อมูลจากหลายๆ ด้านเรื่องการแบ่งเขตที่มีความพิสดาร แปลกมาก กลัวว่าจะนำไปสู่ผลของการเลือกตั้งที่ยากจะเป็นที่ยอมรับ เพราะถ้าการเลือกตั้งมีผลทำให้คะแนนเสียงฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ แล้วไม่มีใครยอมรับความพ่ายแพ้ การเลือกตั้งหรือพรรคที่ประชาชนอยากจะสนับสนุนต้องมาเสียโอกาสไปเพราะว่าการแบ่งเขตในรูปแบบที่แปลกเช่นนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วกฎหมายได้กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแบ่งเขต ที่ผ่านมาผมมองว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เงียบมาก ถ้าการแบ่งเขตแบบไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นจริงๆ และทำให้พรรคการเมืองบางพรรคได้เปรียบจากการแบ่งเขตแบบนี้ก็น่าเป็นห่วง

: จุดหมายปลายทางการเมือง

จุดหมายปลายทางด้านการเมืองของตัวผม ผมไม่กล้าหวังอะไรมากเพราะ 1 ผมเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ และเป็นคนที่ไม่ได้มีกำลังอะไรมากมาย ซึ่งผมก็อยากจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือใช้ศักยภาพที่มี และประสบการณ์การทำงานในองค์กรอิสระที่ผ่านมา หรือการได้เคยไปมีส่วนร่วมการทำงานการเมืองภาคประชาชนในการรับใช้พรรค

: มีหลายพรรคทาบทามหรือไม่?

ก็มีครับ เพื่อชาติทาบทามมา เนื่องจากคุณพ่อเป็นรองหัวหน้าพรรค รวมถึงพี่ๆ หลายคนที่เคยมีโอกาสได้เรียนหลักสูตรเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ผมชัดเจนว่า จะไม่มีวันยกมือให้กับอำนาจเผด็จการในทุกวิถีทาง ถ้ามีโอกาสได้เข้าไปเป็น ส.ส. จะไม่ยอมรับอำนาจ ไม่สนับสนุนบุคคลหรือคณะบุคคลนั้นๆ

: ทำไมต้องเลือกพรรคประชาชาติ ที่หลายคนมองว่าเป็นพรรคเฉพาะทาง

ปัญหาไฟใต้มันเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันหมดทั้งประเทศ ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มีบุคลากรที่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงนโยบายที่ทำให้เจ้าของปัญหาจริงๆ ที่เข้ามาร่วมด้วย เขายังเข้ามามีส่วนร่วมได้ไม่มากเท่าที่ควร ผมมองว่านี่แหละคือจุดแข็งของพรรค และการที่ต้องการเคลียร์ปัญหาไฟใต้ที่ยืดเยื้อมานานเป็นเป้าหลัก แล้วมันจะส่งผลต่อหลายๆ เรื่องในประเทศเอง ทั้งเรื่องมิติเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การจ้างงานในพื้นที่ รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันก็ส่งผลถึงกันหมด

นี่เป็นเหตุผลแรกที่ผมเลือกจะเข้ามาทำงานตรงนี้

บทความก่อนหน้านี้ฟ้า พูลวรลักษณ์ : สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดคือ กลัวหมดพฤติกรรม พอตื่นขึ้นมา แล้วพบตัวเองว่าไม่รู้จะทำอะไร
บทความถัดไปความเชื่อคนบูชาศาสนาผี กับ “ต้นไม้” ที่(ไม่)ควรปลูก