ภูมิใจไทย พลิกเกมปูพรมสู้พื้นที่ กทม. หวังตุนคะแนนสะสมบัญชีรายชื่อ

เรียกได้ว่าเนื้อหอมไม่เบา สำหรับพรรคภูมิใจไทย หลังจากกวาดอดีต ส.ส. ตามหลังพลังประชารัฐ (พปชร.) มาติดๆ

ความเด่นชัดเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ เมื่อมีการเปิดตัวนายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.อุทัยธานี นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต ส.ส.อยุธยา จากพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ตัดสินใจย้ายพรรค และมารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อีกทั้งนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา ได้นำทีมนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิจิตรเข้ามาร่วมสังกัด ยังมีนายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคชาติไทยพัฒนา พ่วงมาด้วย

ต่อมาไม่นาน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ที่เป็นนิวบลัดจากพรรคชาติไทยพัฒนา ปิดจ๊อบจากพรรคเก่า ย้ายค่ายมาสวมเสื้อภูมิใจไทย เพราะพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษจะสู้กับพรรคเพื่อไทยเห็นจะยาก หากมาอยู่มุ้งน้ำเงินยังพอฟัดพอเหวี่ยง เพราะพรรคภูมิใจไทยยังมีคะแนนในพื้นที่อีสานใต้มิใช่น้อย

ขอบคุณภาพจากเพจ คนภูมิใจไทย

จากนั้น 2 พี่น้องตระกูลปริศนานันทกุล แห่งอ่างทอง อีก 21 นิวบลัด ทั้งนายภราดรและนายกรวีร์ตัดสินใจย้ายพรรค เพราะเกิดศึกภายในขึ้นในพรรคชาติไทยพัฒนา เมื่อพ่อตือ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ต้องปาดน้ำตาเก็บของออกจากพรรค หลังจากโดนตำหนิเรื่องการให้ความเห็นทางการเมือง ที่จะเข้าข่ายเป็นบุคคลนอกที่ครอบงำพรรค เสี่ยงให้พรรคอาจถูกยุบได้

3 คนพ่อลูกจึงได้ปรึกษาหารือและตัดสินใจร่วมกันว่าจะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย เพราะเสี่ยตือเองก็เคยร่วมงานกับเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ครูใหญ่แห่งพรรคภูมิใจไทย จึงได้นำลูกมาฝากฝังไว้กับพรรค

นอกจากนี้ยังมีนายสมควร โอบอ้อม อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ หอบกลุ่มนักการเมืองจากปากน้ำโพเข้ามาร่วมสังกัดเช่นกัน

ตามด้วยนายประมวล เอมเปีย, นายมานิตย์ ภาวสุทธิ์ 2 อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็มาเข้าร่วมด้วย แม้ในอดีตนายประมวลจะเคยโจมตีพรรคภูมิใจไทยอย่างหนัก เมื่อครั้งพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้นตอบโต้ผ่านสื่อรายวัน

แต่การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เพราะผู้ใหญ่ในพรรคเห็นว่า นายประมวลดูแลพื้นที่ของตัวเองได้ดี และยังมีคะแนนอยู่

นอกจากคนจากพรรคชาติไทยพัฒนาแล้ว ยังมีคนของพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยที่หนีทัพก่อน เพราะมีกระแสข่าวว่ามีความพยายามจากฝั่งผู้มีอำนาจจ้องจะยุบพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยเองก็ต้องแตกตัวเองเป็นหลายเสี่ยง

โดยคนของพรรคเพื่อไทยที่ถ่ายจากเลือดแดงมาเป็นเลือดน้ำเงินประกอบด้วย พล.ร.อ.สุรพล จันทน์แดง อดีต ส.ส.ชลบุรี นายพหล วรปัญญา อดีต ส.ส.ลพบุรี นายดิสทัต คำประกอบ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล อดีต ส.ส.อยุธยา นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ ตามด้วยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี อดีต ส.ส.นครราชสีมา ลูกชายนายไพโรจน์ สุวรรณฉวี และ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายก อบจ.เมืองโคราช

เท่ากับว่า พรรคภูมิใจไทยกวาดมาได้เหนาะๆ

และเมื่อวันก่อน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปเปิดสาขาพรรคที่จังหวัดปทุมธานี โดยมีนายชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ.ปทุมธานี ให้การต้อนรับพร้อมเปิดฤกษ์สมัครสมาชิกพรรค และนำทีมงานว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 6 คนมาร่วมแนะนำด้วย

ตามมาด้วย นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ นายก อบจ.ระนอง หอบ 12 ส.อบจ.ระนองมาร่วมสังกัด

และไฮไลต์อยู่ที่วันเดดไลน์ 26 พฤศจิกายน เมื่อนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ อดีต ส.ส.เขตจอมทอง พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ขนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) มาสมทบเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย น.ส.ปราณี เชื้อเกตุ ส.ก.เขตบางเขน น.ส.สายรุ้ง ปิ่นโมรา ส.ก.เขตคลองสามวา นายไสว โชติกะสุภา ส.ก.เขตราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ นายณัทวุฒิ หมัดนุรักษ์ ส.ก.สวนหลวง น.ส.อุไร อนันตสิน ส.ก.เขตปทุมวัน นายทวีพร อนุตรพงษ์สกุล ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

นายอนุชาญ กวางทอง ส.ข.เขตพญาไท นายบวรกิตติ์ สันทัด ส.ข.เขตจตุจักร นายบุญมี พิบูลย์คณารักษ์ ส.ข.คลองสามวา นายพงศ์ไพศาล มะลูลีม ส.ข.เขตมีนบุรี นายอำนวย ชัยพรประเสริฐ ส.ข.เขตสายไหม นางณิฐ์ภาวรรณย์ จ้อยเอม ส.ข.เขตดอนเมือง นายอัครกฤษ นุ่นจันทร์ ส.ข.เขตบางกะปิ นายสามารถ หวังพิทักษ์ ส.ข.เขตสะพานสูง

ในอดีต พรรคภูมิใจไทยไม่เคยหวังคะแนนในพื้นที่ กทม. เพราะส่วนใหญ่จะยึดพื้นที่บุรีรัมย์และอีสานใต้เป็นหลัก แต่ในครั้งนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทุกคะแนนไม่ทิ้งน้ำ พรรคภูมิใจไทยจึงจำเป็นต้องส่ง ส.ส.ลงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ กทม. ที่เคยว่างเว้นไว้ แต่เมื่อมีอดีต ส.ก.-ส.ข.มาร่วมสังกัดมากมาย จึงจำเป็นต้องหว่านผู้สมัครทั้งหมดลงเขตเพื่อเก็บคะแนนเก่ามาตุนในมือ

อีกทั้ง น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ก็มีคะแนนในพื้นที่หลักสี่หลายหมื่นคะแนน ซึ่งคะแนนเหล่านี้จะถูกนำไปเป็นคะแนนให้กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด เพราะพรรคเองก็ไม่ได้หวังที่จะได้ ส.ส.เขต

แม้ก่อนหน้านี้จะมีดีลกับอดีตนางเอกชื่อดัง แดง-นาถยา แดงบุหงา อดีต ส.ส.กทม. เขตประเวศ และนางนันทพร วีรกุลสุนทร อดีต ส.ส.กทม. เขตจอมทอง พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหวังจะแย่งเก้าอี้ กทม.มาเก็บไว้บ้าง แต่ไม่รู้อีท่าไหน ทั้ง 2 คนตัดสินใจถอนใบสมัครกะทันหัน และกลับไปซบประชาธิปัตย์ตามเดิม จึงดูจะหมดสิทธิลุ้น ส.ส.กทม.

อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยยังหวังคะแนนใน กทม. เพราะนายอนุทินมีพื้นเพเป็นคน กทม. แม้จะย้ายที่อยู่ไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ฐานเสียงนายอนุทินยังอยู่ที่ กทม. และในครั้งนี้เสี่ยหนูจะลุยพื้นที่ กทม.มากขึ้น เพื่อปันคะแนนจาก 2 พรรคใหญ่มาเก็บเป็นต้นทุนไว้รอรวมกับคะแนนจากทั่วประเทศ

ช่วงนี้ทางพรรคภูมิใจไทยขยันจัดแคมเปญรายวัน ทั้งแนวคิดการแก้ปัญหาแกร็บคาร์ การแก้ปัญหาการประมง การแก้ปัญหาหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา การแก้ปัญหาราคาข้าว ไม่เพียงแต่เปิดเวที พรรคภูมิใจไทยยังได้มีการไลฟ์สดผ่านทางเฟซบุ๊ก เพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ โดยการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่มาเป็นเครื่องมือ

พร้อมทั้งการชูสโลแกน “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน”

โดยนายอนุทินระบุว่า การลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจให้ประชาชน หมายความถึงต้องการให้ประชาชนได้ใช้อำนาจของการเป็นคนไทย โดยไม่ถูกลิดรอนจากกรอบหรือระเบียบโบราณ ตนยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเล่นการเมืองไม่ขัดแย้งกับใคร แต่พยายามเป็นกาวใจให้ความขัดแย้งลดลง ซึ่งพรรคถือเป็นหน้าที่หลัก เพื่อนำความมั่นคงมาสู่ประเทศ

และศึกเลือกตั้งครั้งนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศไว้ชัดเจนแล้วว่าเมืองหลวงของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีแค่บุรีรัมย์เหมือนในอดีต เพราะในครั้งนี้เมืองหลวงพรรคภูมิใจไทยคือพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ…

แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ชี้ชะตาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 นี้

บทความก่อนหน้านี้‘เฌอปราง’ ร้องปอท.โดนมือดีต่อตัดภาพพร้อมดิลโด้ ชี้กระทบต่อชื่อเสียงให้เสื่อมเสีย
บทความถัดไปจิตต์สุภา ฉิน : เรา “พูดอย่าง ทำอย่าง” เรื่องความเป็นส่วนตัว