จาก “พินิจ” สู่ “พอลลีน งามพริ้ง” ความเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคล และพัฒนาการ “สังคมลูกหนังไทย”

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน “พินิจ งามพริ้ง” ชายผู้มีประสบการณ์การทำงานด้านประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) ให้แก่บริษัทเอกชนใหญ่ๆ หลายแห่ง ได้ก้าวเข้ามาก่อตั้งชมรม “เชียร์ไทย พาวเวอร์”

ซึ่งนอกจากจะเป็นการรวบรวมแฟนฟุตบอลทีมชาติไทยได้อย่างเป็นปึกแผ่นแล้ว แฟนบอลกลุ่มนี้ยังยกระดับตัวเอง จนสามารถประท้วงขับไล่อดีตนายกสมาคมฟุตบอลฯ

ขณะที่พินิจเองก็เคยประกาศลงสมัครชิงเก้าอี้นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในช่วงเวลาโกลาหลก่อนนายวรวีร์ มะกูดี จะต้องลงจากตำแหน่ง

ต่อมา พินิจที่เคยแต่งงานมีครอบครัวและมีลูกชายวัย 20 ต้นๆ ก็ตกเป็นข่าวฮือฮา เมื่อเขาเดินทางออกจากประเทศไทย ไปใช้ชีวิตในฐานะ “ผู้หญิงข้ามเพศ” ที่ต่างแดนอยู่พักใหญ่

และประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “พอลลีน งามพริ้ง”

ปัจจุบันนี้ “พอลลีน” กลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยได้ปีกว่าๆ แล้ว โดยเธอเปิดร้านอาหารอิตาเลียนชื่อ “พิซซ่า อารีน่า” อยู่ที่เมืองทองธานี

นี่คืองานหลักงานประจำที่ตอบสนองความชอบส่วนตัวของพอลลีน ซึ่งอยากจะทำอาหารขายในเชิงพาณิชย์

“ถ้าถามว่ายังเป็นแฟนฟุตบอลอยู่มั้ย? ก็ยังติดตามอยู่” เจ้าของร้านพิซซ่า อารีน่า นิยามตัวตนในฐานะแฟนฟุตบอลของตัวเอง

อดีตประธานชมรมเชียร์ไทย พาวเวอร์ เปิดเผยว่า ยังตามเชียร์ฟุตบอลไทยอยู่เช่นเคย แม้จะไม่เข้มข้นเหมือนเมื่อก่อน

ทุกวันนี้พอลลีนมักตีตั๋วเข้าสนามเฉพาะในแมตช์สำคัญๆ ของทีมชาติไทย แต่จะห่างหายจากแมตช์อุ่นเครื่อง หรือการแข่งขันของทีมชาติชุดเยาวชนและทีมบอลหญิง ซึ่งเธอส่งไม้ให้เพื่อนๆ ชมรมเชียร์ไทยฯ เดินหน้าประกอบกิจกรรมต่อ

เท่าที่สัมผัสวงการฟุตบอลไทยมา 17-18 ปี ตั้งแต่ยังใช้ชื่อว่า “พินิจ งามพริ้ง” พอลลีนเห็นว่าวงการลูกหนังไทย ณ จุดนี้ กำลังก้าวไปไกลมากอย่างน่าพอใจ

ทั้งในเรื่องระบบการจัดการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เรื่องความเป็นมืออาชีพของนักเตะและสโมสร รวมถึงพลังของกองเชียร์

“เรากำลังก้าวไปสู่จุดที่ดีขึ้นกว่าเดิม กระบวนการของแต่ละประเทศก็จะใช้เวลาไม่เท่ากัน บางประเทศตั้งใจทำและมีทรัพยากรที่เพียงพอ แล้วก็ทำแบบถูกวิธี ก็จะไปได้เร็ว

“อย่างประเทศของเรามันก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภคทางด้านกีฬาหรือที่เกี่ยวข้อง เช่น การเดินทาง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จะกระตุ้นให้คนเข้าไปดูไปเชียร์ และเกิดธุรกิจที่แพร่หลาย มันไม่ได้พร้อมไปซะทุกอย่าง ฉะนั้น มันก็ต้องใช้เวลา”

พอลลีนประเมินวิวัฒนาการของสังคมลูกหนังไทยโดยรวมอย่างตระหนักถึงข้อเท็จจริงบางด้าน

ครั้งหนึ่ง พอลลีนในนาม “พินิจ” เคยมีบทบาทในการออกมาแสดงความเห็นกระตุ้นเตือนว่า วงการฟุตบอลไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่วงการฟุตบอลไทยควรเป็นของแฟนบอลที่ต่างมีส่วนในพลังศรัทธาร่วมกัน

เธอเล่าว่า ยุคนั้นเกิดการต่อสู้เชิงความคิด เพราะหลายฝ่ายหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในสมาคมฟุตบอลฯ

เมื่อให้ประเมินการทำงานของผู้บริหารสมาคมชุดปัจจุบันภายหลังการผลัดใบ พอลลีนยังมองทุกสิ่งในแง่บวก

“พอมาถึงจุดนี้ มันก็เป็นแนวทางที่เราวางเอาไว้ตั้งแต่เมื่อ 17-18 ปีที่แล้ว ว่ามันควรจะต้องเป็นแบบนี้ และมันก็มาถึงจุดหรือเลยจุดที่เราคิดว่ามันควรจะเป็นในเบื้องต้น”

อดีตประธานชมรมเชียร์ไทย พาวเวอร์ ประกาศผลสอบของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม้จะเอ่ยปากเตือนว่าสมาคมยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรต้องทำ ทั้งในประเด็นเฉพาะหน้าและระยะยาว

สําหรับศึกฟุตบอลเอเอฟเอฟซูซูกิคัพหรือการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ที่ขุนพลช้างศึกทีมชาติไทยกำลังลงฟาดแข้ง โดยปราศจากนักเตะตัวหลักอย่างชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา และกวิน ธรรมสัจจานันท์ ซึ่งยังมีโปรแกรมแข่งขันลีกอาชีพที่ประเทศญี่ปุ่นและเบลเยียม

พอลลีนวิเคราะห์ว่า แม้ทีมชาติไทยจะไม่ใช่ชุดใหญ่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แข้งช้างศึกยังคงเป็นเต็งหนึ่งของการแข่งขันแน่นอนหากพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า เพื่อนบ้านทุกชาติต่างมองว่าไทยเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ผลการแข่งขันจริงๆ นั้นขึ้นอยู่กับฝีเท้าของนักเตะในสนาม และการวางแผน-แก้ไขสถานการณ์แต่ละช่วงของทีมงานผู้ฝึกสอนข้างสนาม ตลอดจนการรวมพลังของเหล่ากองเชียร์บนอัฒจันทร์

“ถ้าพูดถึงโอกาสของทีมไทย มันก็คือต้องเป็นแชมป์อย่างเดียว โอกาสและเป้าหมายมันก็คือต้องเป็นแชมป์ เพราะถ้าเกิดเราไม่เป็นแชมป์ โอกาสที่จะไปอยู่ 1 ใน 5 หรือแนวหน้าของเอเชีย มันก็จะหายไปโดยปริยาย”

อดีตประธานชมรมเชียร์ไทยฯ พูดถึงความกดดันหนักอึ้งของนักเตะทีมชาติไทยชุดซูซูกิคัพ

ก่อนปิดฉากบทสนทนา พอลลีนบรรยายถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปในวงการฟุตบอลไทย ซึ่งไม่ได้หมายถึงความเปลี่ยนแปลงในมิติด้านเกมกีฬาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการยอมรับไลฟ์สไตล์และวิถีเพศสภาพอันหลากหลาย

“พอลลีนเมื่อก่อนนี้เป็นพินิจ งามพริ้ง ก็ทำบทบาทหน้าที่ในบทบาทหนึ่งนะคะ แล้วตอนนี้มาเป็นพอลลีน บทบาทเดิมพอลลีนก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน ก็ยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มกองเชียร์ทุกกลุ่มอยู่เหมือนเดิม แต่ว่าเรามีบทบาทมากขึ้นในการที่จะเพิ่มเติมศักยภาพและให้แรงบันดาลใจกับคนที่มีความคิดหลากหลาย มีเพศสภาพที่หลากหลาย

“กีฬาฟุตบอลแต่เดิมเนี่ยเป็นเรื่องของผู้ชายซะเป็นส่วนใหญ่นะคะ แล้วก็เป็นสังคมที่ค่อนข้างปิด ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะต้องเข้มแข็ง บางครั้งก็ต้องมีความมุทะลุดุดัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องของเกมกีฬาการแข่งขัน แต่ในความเป็นจริง เราสามารถที่จะแข่งขันหรือว่าพัฒนาตัวเองในเชิงกีฬาได้ในทุกเพศสภาพ

“พอลลีนว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญในสังคม ที่เราควรจะต้องเปิดกว้างในทุกๆ เรื่อง ฟุตบอลเป็นของทุกคน มันไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปอยู่ที่ใครหรือกลุ่มเพศไหน เพราะฉะนั้น พอลลีนก็อยากจะเห็นการเปิดกว้างในแง่ของการเคารพกัน ในความแตกต่าง ในความหลากหลาย ที่ควรจะมีมากขึ้นในวงการฟุตบอล”

บทความก่อนหน้านี้หากในที่สุดแล้ว “สืบทอดอำนาจ” ได้ แต่จะอยู่อย่างไรในโลกอนาคต ?
บทความถัดไปสามัคคี ประชารัฐ คึกสุดขีด / ฉบับประจำวันที่ 30 พ.ย. – 6 ธ.ค. 2561