“ทัวร์จีน” และ สงครามการท่องเที่ยวไทย

มนัส สัตยารักษ์

อยากจะประกาศว่า

“จีนทำสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันก็ทำสงครามการท่องเที่ยวกับไทย”

ข้างต้นเป็นเพียงเกริ่นของคอลัมน์นี้เท่านั้น ไม่ได้มุ่งหวังจะหมายถึงการ “ทำสงคราม” อย่างจริงจังอะไรหรอก แต่ว่าการท่องเที่ยวเป็นความสำคัญอันดับ 1 ของประเทศไทยแทนข้าวไทยซึ่งตกอันดับไปแล้ว

การท่องเที่ยวจึงทรงความสำคัญเสมือนหนึ่งสงคราม…

หลังจากผมเกษียณอายุในปี พ.ศ.2540 แล้วไม่นาน ผมได้เดินทางไปเที่ยวเมืองจีน 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันราว 4 หรือ 5 ปี บรรยากาศและสภาวะของแต่ละครั้งไม่เหมือนหรือไม่คล้ายกันเลย บางครั้งก็ตรงกันข้ามราวกับไม่ใช่ประเทศจีนเดียวกัน

หลังจากนั้นจนวันนี้ จีนก็เป็นประเทศมหาอำนาจยิ่งใหญ่เสมอสหรัฐเกือบทุกด้าน

ไปครั้งแรกโดยทัวร์ของคณะบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่หมายหลักคือเมืองปักกิ่ง วังโบราณและกำแพงเมืองจีน ขณะที่พักอยู่ในเมืองผมพยายามผูกมิตรและชวนชาวบ้านคุยแต่ไม่ประสบผล

ครั้งหนึ่งเข้าไปถามเด็กหนุ่มแต่งกายทันสมัยว่าตลาดผลไม้อยู่แถวไหน ปรากฏว่าเขามีสีหน้าคล้ายไม่พอใจแล้วเดินหนี

เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งส่งภาษาจีนกลางแต่เขารีบเดินจนแทบเป็นวิ่งข้ามถนนไปอีกฟากหนึ่ง

ไปเที่ยวจีนครั้งหลังสุดเป็นการรวมทีมไปกันเอง โดยมีเพื่อนคนจีนอยู่เมืองจีนเป็นไกด์ วันหนึ่งเขาพาเราไปที่ตลาดนอกเมืองเซี่ยงไฮ้

พอลงจากรถตู้ก็ถูกชายจีนมะรุมมะตุ้มกันเข้ามา “ต้อน” ไปซื้อนาฬิกาแบรนด์เนมปลอมในร้านค้าที่เรียงรายอยู่ในซอย

กิริยาอาการที่พวกเขาเข้ามาก็เหมือนจะฉุดกระชากลากแขนแบบเดียวกับที่เราเคยเจอมาแล้วในตลาดต่างจังหวัดของไทย

โชคดีที่เพื่อนคนจีนเข้ามาขัดจังหวะ พาเราเดินข้ามแผงลอยไปยังชั้นบนของห้องแถวที่ตกแต่งคล้ายกับศูนย์การค้า

ผมมีโอกาสได้ไปเซี่ยงไฮ้แค่หนเดียว จึงไม่แน่ใจว่าสภาพการณ์ข้างต้นยังจะมีอยู่ในเมืองจีนหรือไม่ อาจจะหมดไปแล้วก็ได้เพราะผู้นำจีนยุคหลังปราบโกงและต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างรุนแรง

คงจะจำกันได้ว่าจีนประหารชีวิตผู้ผลิตนมเป็นพิษทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตหลายคน ยึดทรัพย์และประหารชีวิตอดีตผู้ว่าราชการ โกงเงินแผ่นดิน ยึดทรัพย์และประหารชีวิตนายกเทศมนตรีคอร์รัปชั่น

ล่าสุดยึดทรัพย์และปลด 2 นายพลที่ร่ำรวยจากการรับสินบน จนฆ่าตัวตายไปรายหนึ่ง

แต่ที่ผมเปรียบเทียบสภาพการต้อนรับครั้งแรกคือการเดินหนีกับครั้งหลังที่ถูกมะรุมมะตุ้ม ก็เพื่อจะให้เห็นชัดเจนว่าจีนเติบโตอย่างพลิกแผ่นดินและรวดเร็วราวพลิกฝ่ามือ

ไปปักกิ่งครั้งแรกมีความรู้สึกในด้านบวก คือรู้สึกปลอดภัยว่าจีนและคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นศัตรูกับไทยตามที่ฝรั่งชาติตะวันตกโปรประกันดา

ความรู้สึกดีถัดมาก็คือ เงินไทยมีค่ากว่าความเป็นจริงจนรู้สึกร่ำรวยขึ้นมาครู่หนึ่ง หรือนัยหนึ่งค่าใช้จ่ายและราคาสินค้าย่อมเยามากเมื่อเทียบกับในเมืองไทย

ความรู้สึกในเชิงลบก็คือบรรยากาศไม่ยินดีต้อนรับหรือไม่อยากเป็นเพื่อนกับเรา

ผมได้รับคำอธิบายจากเพื่อนที่เคยไปประเทศจีนมาก่อนว่าจีนยังอยู่ในยุคที่เพิ่งจะมีแสงสลัวของการเปิดประเทศ ประชาชน (โดยเฉพาะคนชั้นล่าง) ยังเหมือนตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว เพราะในยุคมืดก่อนหน้านี้ คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ของจีนเห็นว่าให้ความสนิทสนมกับชาวต่างชาติจะถูกสอบสวนและอาจจะถูกลงโทษ เราต้องเห็นใจที่เขาเดินหนี

ไปจีนหนที่สองเป็นการไป “คุนหมิง” ที่คนไทยหลายคนคุ้นเคยดี พบเพื่อนคนไทยกลุ่มใหญ่ที่สนามบินดอนเมือง สอบถามได้ความว่าไปพักผ่อนและตีกอล์ฟ และในระหว่างที่เราไปในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของคุนหมิงก็พบคนไทยหลายกลุ่มจนรู้สึกอบอุ่น

นอกจากนั้น ความรู้สึกที่ว่าคนจีนไม่อยากเป็นมิตรกับเราก็หายไปด้วย จนเราคิดกันว่าน่าจะมาลงทุนทำร้านอาหารไทยที่เมืองนี้

จุดติดลบที่สำคัญอย่างสาหัสของประเทศจีนก็คือวัฒนธรรมของการใช้ส้วม!

ส้วมมีน้อยและที่มีก็สกปรกมาก เป็นส้วมที่เปิดเผยอย่างอุจาดสายตาและมีกลิ่นเหม็น บริการส้วมสาธารณะหายาก ไม่มีแม้แต่ในปั๊มน้ำมัน ส้วมเป็นจุดที่นำความเสื่อมเสียชื่อเสียงมาสู่ประเทศจีนและเท่ากับทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน

คนจีนเองคงเคยชินกับชีวิตแบบนี้ จึงใช้เวลาหลายปีกว่าจะรู้ตัวและแก้ไข

อย่างไรก็ตาม เมื่อทางการเริ่ม “ปฏิวัติ” ระบบส้วม ปรากฏว่าเขาทำได้ทั่วประเทศ และในรูปแบบและระบบที่ล้ำหน้ากว่าไทยมาก

ทูตจีนจี้ไทยสร้างมาตรฐาน “ความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน” นี่คือพาดหัวข่าวของวันนี้

เนื้อข่าวบอกว่า ปี 2560 นักท่องเที่ยวจีนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในไทย 98 คน 65 คนจมน้ำเสียชีวิต คิดเป็นร้อยละ 40 ของคนจีนที่จมน้ำทั่วโลก

ผมคิดว่ากโลบาย “ลด แลก แจก แถม” ที่ไทยชอบใช้น่าจะไม่ได้ผลกับนักท่องเที่ยวจีน ประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาล มีที่ท่องเที่ยวที่ “ควรไปก่อนตาย” มากมาย ใช้เวลาหลายปีก็เที่ยวไม่ทั่วหรือไม่หมด ว่ากันตามตรง จีนไม่จำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับไทยเลย

ฤดูท่องเที่ยวที่ผ่านมาพวกเขาแห่กันไปญี่ปุ่นมากขึ้น มาเมืองไทยน้อยลงจนเรารู้ตัวว่าการท่องเที่ยวของเราอยู่ตกอยู่ในภาวะวิกฤต

จีนลงทุน “ปฏิวัติความเคยชินที่ฝังลึก” ในเรื่องระบบส้วมได้ ทำไมไทยเราแค่ “ปฏิรูปความเคยชินและเฉยชา” ต่อปัญหาความปลอดภัยของชีวิต… ทำไมทำไม่ได้?

บทความก่อนหน้านี้เพื่อไทยชลบุรียันไม่ไปไทยรักษาชาติ ชี้คนชลบุรีรู้จักแต่เพื่อไทย หวังสร้าง ส.ส.ในชลบุรี
บทความถัดไปเพลิงไฟป่าแคลิฟอร์เนียผลาญไม่หยุด ดับพุ่ง 56 กว่า 100 ชีวิต สูญหาย