ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : ค้อนในมือของเทพธอร์ ทำไมถึงกลายไปเป็นเครื่องราง ของพวกไวกิ้ง?

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา นิตยสาร Iceland Magazine ออนไลน์ ได้รายงานว่ามีการสำรวจพบกลุ่มโบราณวัตถุขนาดเล็กอยู่บนพื้นดินในหุบเขาที่มีชื่อพื้นเมืองเป็นภาษาไอซ์แลนดิก ออกเสียงยากๆ ว่า ธยอร์ซาร์ดาลือร์ (pjorsardalur) ทางตอนใต้ของประเทศไอซ์แลนด์

โบราณวัตถุเหล่านี้พบรวมด้วยกันทั้งหมดอยู่ 4 ชิ้น ต่างก็มีอายุเก่าแก่ไปจนถึงยุคที่พวกไวกิ้งเรืองอำนาจ ในช่วงประมาณ พ.ศ.1350-1600 เลยทีเดียว โดยประกอบด้วย หัวเข็มขัดที่ทำขึ้นจากโลหะ เข็มเหล็ก กับหินลับมีด

แต่โบราณวัตถุชิ้นที่ผมอยากจะพูดถึงเป็นการเฉพาะในที่นี้ก็คือเจ้าจี้ห้อยคอที่สลักเป็นรูป “ค้อนของธอร์” (Thor) เทพเจ้าองค์ดังของชาวนอร์ส (Norse) ที่หมายรวมพวกไวกิ้งเป็นกลุ่มหนึ่งในนี้ด้วย

 

เทพเจ้าธอร์ไม่ใช้ค้อนเป็นอาวุธเฉพาะในจักรวาลของภาพยนตร์ชุดดังอย่าง The Avengers เท่านั้นนะครับ เพราะในเทพปกรณ์ของพวกนอร์ส เทพเจ้าองค์นี้ก็ทรงมีค้อนเป็นอาวุธคู่กายไว้สำหรับปราบพวกยักษ์หิมะ

ที่มักจะเข้ามารุกรานสวรรค์ของเทพเจ้านอร์ส ที่เรียกว่า “แอสการ์ด” (Asgard) ด้วยจริงๆ ที่สำคัญก็คือ เจ้าค้อนนี้ไม่ใช่ค้อนไก่กาธรรมดาเสียที่ไหน แต่เป็นค้อนวิเศษที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันพัง และไม่ว่าจะใช้ทุบอะไร ไอ้เจ้าของสิ่งนั้นก็จะแหลกสลายไปจนหมด ซ้ำยังขว้างไปไหนก็ไม่เคยพลาดเป้า

แถมขว้างไปแล้วก็จะย้อนกลับมาหาเจ้าของคือเทพเจ้าธอร์ได้เองอยู่เสมอ อย่างเดียวกับที่เราเห็นธอร์ในขบวนการอเวนเจอร์สนั่นแหละ

และเทพปกรณ์ที่บอกถึงที่มาของ “ค้อน” นี้ต้องถือว่าเก่าแก่เอามากๆ เพราะมีอยู่ในบทประพันธ์ทำนองมหากาพย์ ที่ว่าด้วยเรื่องของเทพเจ้านอร์ส ที่เรียกว่า “โพรเซ เอดดา” (Prose Edda)

ซึ่งเชื่อกันว่าถูกรวบรวมและเรียบเรียงจนมีหน้าตาแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบันตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.1763 โดยกวีนักประวัติศาสตร์ ควบตำแหน่งนักการเมืองแห่งไอซ์แลนด์ อย่าง สนอร์ริ สเตอร์เลอซอน (Snorri Sturluson, พ.ศ.1722-1784) เลยทีเดียว

 

เรื่องของเรื่องนั้นมีอยู่ว่า เทพเจ้าแห่งความเจ้าเล่ห์และความสับสนอลหม่านอย่างโลกิ (Loki, ที่จริงแล้วในปกรณัมเทพเจ้านอร์ส โลกิไม่ใช่ทั้งน้องของธอร์ และไม่ใช่ลูกของโอดินเหมือนอย่างในจักรวาลของภาพยนตร์ The Avengers) ได้ไปกลั่นแกล้งเทพเจ้าธอร์ด้วยการถอนผมสีทองที่ยาวสลวยของเทพีซิฟ (Sif) ผู้เป็นชายาอันเป็นที่รักของธอร์ เสียจนเกลี้ยงหัว

พอธอร์จับได้ก็จึงสั่งให้โลกิไปหาทางทำให้ผมของเทพีซิฟกลับมายาวสลวยเหมือนดังเดิมอีกครั้งเพื่อแลกกับชีวิตของโลกิเอง

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามของชาวนอร์ส อันได้แก่ ราชาแห่งเทพโอดิน (Odin) ผู้เป็นบิดาของธอร์, เฟรย์ (Freyr) เทพเจ้ารูปงามผู้เป็นเจ้าแห่งแสงอาทิตย์และอากาศที่ดี และคนสุดท้ายก็คือ ธอร์

ด้วยความฉลาดเฉลียวของโลกิ จึงทำให้เขารู้ดีอยู่แล้วว่า มีแต่พวก “คนแคระ” ซึ่งชาวนอร์สถือว่าเป็น “ครูช่าง” เท่านั้น ที่สามารถสร้างเส้นผมสีทองที่ยาวสลวยและงอกได้ใหม่เรื่อยๆ ให้กับเทพีซิฟอีกครั้ง

ดังนั้น เขาจึงไปปั่นหัวคนแคระสองกลุ่ม คือ บุตรทั้งสามแห่งอิวัลดี (Ivaldi) กับอีกกลุ่มคือสองพี่น้องเอทรี (Eitri, บางทีก็เรียกว่า Sindri) กับบร็อกก์ (Brokkr) เพื่อให้สร้างของวิเศษให้กับเขา โดยหลอกให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งดูแคลนฝีมือช่างของตนเอง จนต้องแข่งกันสร้างของวิเศษขึ้นมากลุ่มละ 3 อย่างเพื่อนำไปให้เทพโอดิน, เฟรย์ และธอร์ เป็นผู้ตัดสิน

ปัญหาก็คือ เอทรี กับบร็อกก์นั้นฉลาดพอจนรู้ว่านี่เป็นแผนของโลกิ

ดังนั้น พวกเขาจึงตั้งเงื่อนไขว่า จะไม่เข้าแข่งขันถ้าโลกิไม่ยอมรับพนันว่าถ้าพวกเขาชนะจะได้รับหัวของโลกิเป็นรางวัล เพราะพวกเขาคิดว่าในหัวของโลกิมีอะไรเต็มไปหมด น่าจะเอามาเป็นวัตถุดิบสำหรับใช้สร้างเป็นของวิเศษอย่างอื่นได้อีกเพียบ

ซึ่งโลกิก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรับพนันไปด้วยความจำยอมนะครับ ส่วนในการแข่งขันครั้งนั้น บุตรทั้งสามแห่งอิวัลดีได้สร้างหอกกุงเนียร์ ที่ขว้างไม่พลาดเป้า และใครสาบานอะไรต่อหน้าหอกจะไม่มีวันตระบัดสัตย์ได้ให้กับโอดิน, เรือสคิดบลัดเนียร์ที่สามารถพับเก็บเป็นผืนผ้าใส่กระเป๋าได้ ให้เทพเฟรย์ และเส้นทองคำถักเป็นผมที่สามารถงอกขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ เหมือนเส้นผมจริงๆ ให้เทพีซิฟ ชายาของธอร์

ในขณะที่กลุ่มของเอทรีกับบร็อกก์นั้น ได้สร้างกำไลดร็อปเนียร์ ที่ทุกๆ 9 คืนจะมีกำไลแบบเดียวกันเพิ่มออกมาอีก 8 วง ให้กับโอดิน, สร้างหมูป่าทองคำที่ใช้เทียมรถแทนม้าเพราะวิ่งเร็วกว่า และส่องแสงสว่างในทุกความมืด ให้กับเทพเฟรย์ และแน่นอนว่าของวิเศษชิ้นสุดท้ายนั้นก็ย่อมเป็นค้อนของธอร์

โลกินั้นคิดว่า ฝ่ายบุตรทั้งสามแห่งอิวัลดีน่าจะเป็นฝ่ายชนะเพราะพวกเขาได้ทำให้เส้นผมของเทพีซิฟกลับมายาวสลวยอีกครั้ง แถมยังส่องสว่างสวยงามยิ่งกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ เขายังไม่ประมาทด้วยการแปลงร่างเป็นแมลงไปกัดเปลือกตาของบร็อกก์ให้บวมและเลือดไหล ขณะที่กำลังสูบลม (ในขณะที่เอทรีทำหน้าที่คล้ายๆ ช่างตีในเตาหลอม) จนทำให้บร็อกก์เจ็บปวดเสียจนสูบลมผิดจังหวะ ซึ่งทำให้ค้อนของธอร์นั้นผิดรูปไปเพราะว่ามีด้ามสั้นกว่าค้อนปกติ

เทพเจ้าที่ไหนกันเล่าครับ ที่จะอยากมีค้อนรูปร่างไม่สมส่วนเป็นอาวุธคู่กายโดยเฉพาะเทพเจ้าที่เหี้ยมหาญระดับธอร์

ดังนั้น โลกิจึงมั่นใจว่าหัวของเขาจะไม่หลุดหายไปไหนแน่

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทั้งโอดิน เฟรย์ และธอร์ ต่างก็ยกย่องว่าเจ้าค้อนรูปร่างไม่สมประกอบอันนี้ต่างหากที่วิเศษสุด ในบรรดาของวิเศษทั้ง 6 ชิ้นด้วยคุณสมบัติของมันอย่างที่ผมได้บอกไว้แล้วตั้งแต่ต้น

แต่ระดับเทพแห่งความฉลาดปลิ้นปล้อนอย่างโลกิแล้ว จะมาเสียท่าง่ายๆ อย่างนี้ได้อย่างไรกัน? พอเมื่อเห็นท่าจะไม่ดี โลกิก็รีบอ้างคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับโอดินว่าจะมอบหัวของเขาให้กับโอดินผู้เดียวเท่านั้น

และเมื่อเอาสัญญาที่มีราชาแห่งทวยเทพมาเกี่ยวข้อง บร็อกก์ก็จึงตัดเอาหัวของโลกิกลับไปไม่ได้ แต่เขาก็โกรธเสียจนจับเอาโลกิมาเย็บปากให้พูดไม่ได้แทน

จนเรื่องก็จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งเพียงเท่านี้ ส่วนธอร์ก็มีค้อนวิเศษไปใช้อย่างสบายใจมานับแต่บัดนั้นนั่นเอง

 

พวกนอร์สนั้นถือกันว่า “ธอร์” เป็นเทพเจ้าแห่ง “สายฟ้า” นะครับ ตอนที่พวกเยอรมนิก (ที่หมายรวมถึงชาวนอร์ส) ได้ปรับแปลงระบบการเรียกชื่อวันในรอบสัปดาห์แบบโรมันที่ตั้งชื่อวันตามชื่อของเทพเจ้า พวกเขาได้เปลี่ยนชื่อ “วันพฤหัสบดี” จากภาษาละตินว่า “dieslovis” หรือวันของจูปิเตอร์ ราชาแห่งทวยเทพ ควบตำแหน่งเทพเจ้าแห่งสายฟ้าของพวกโรมัน (คือมหาเทพซุส ในภาษากรีก) มาเป็นภาษาโปรโตเยอรมนิก (Proto-Germanic) ว่า “ponarez dagaz” ซึ่งก็คือ “Thor”s day” และจะเพี้ยนมาเป็น “Thursday” ในโลกภาษาอังกฤษปัจจุบันนี้

ดังนั้น ค้อนซึ่งเป็นอาวุธของธอร์ จึงต้องเกี่ยวข้องกับสายฟ้าไปด้วย ในบทประพันธ์ โพรเซ เอดดา เรียกชื่อค้อนเอาไว้ตั้งแต่เกือบพันปีที่แล้วว่า “มยอลเนียร์” (Mj.lnir) ซึ่งมีรากมาจากภาษาโปรโตเยอรมนิก หมายถึง “บดให้ละเอียด” ในทำนองเหมือนกับอะไรที่โดนสายฟ้าฟาดเข้าใส่

และอันที่จริงแล้ว ในเทพปกรณ์นอร์สนั้นระบุว่า มยอลเนียร์เป็น “hamarr” ซึ่งในภาษานอร์สเก่า และนอร์วีเจียนปัจจุบัน สามารถแปลได้ทั้งว่าเป็นค้อน, หิน, หินผา หรือแม้กระทั่งหน้าผา

และถ้าสืบกันไปถึงรากที่เก่ากว่านี้ เช่น ในภาษาตระกูลอินโดยูโรเปียนจะแปลว่า “หิน” หรือ “เครื่องมือที่ทำจากหิน” มาก่อนที่จะแปลว่า “ค้อน” เสียอีก

ในภาษาสันสกฤต ซึ่งก็จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาอินโดยูโรเปียนเช่นกันนั้น คำว่า “hamarr” ตรงกับ “อศฺม” ที่แปลได้ทั้งว่า หิน, หินผา และเมฆ โดยในบางตำราก็ว่า แปลว่า เครื่องมือทำจากหิน และสายฟ้า ได้ด้วย (มีข้อสังเกตเก่าแก่ด้วยว่า อาวุธที่เกี่ยวกับสายฟ้า หรือของเทพเจ้าแห่งสายฟ้า มักจะเป็นหิน โดยเฉพาะหินที่ใช้ลับมีด ที่ฝรั่งเรียก grindstone ซึ่งเวลาลับมีดจะเกิดเป็นประกายไฟ)

ดังนั้น การที่เทพเจ้าแห่งสายฟ้าอย่าง “ธอร์” จะถือค้อนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกในทางระบบสัญลักษณ์โบราณ

และก็จึงไม่แปลกอะไรอีกเช่นกัน ที่พวกไวกิ้งจะเอา “ค้อน” ของ “ธอร์” มาใช้เป็นเครื่องราง ในรูปของจี้ที่ใช้สำหรับห้อยคอ เพราะทั้งค้อนและ “สายฟ้า” ต่างก็เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจของเทพธอร์ ที่จะคุ้มครองพวกเขานั่นเอง

อันที่จริงแล้ว จี้ห้อยคอรูปค้อนของธอร์นี้หาได้ไม่ยากนักในวัฒนธรรมของพวกไวกิ้ง เพียงแต่เพิ่งพบเป็นชิ้นแรก และชิ้นเดียวในประเทศที่เป็นเกาะอย่างไอซ์แลนด์เท่านั้นเอง

บทความก่อนหน้านี้คกก.ปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขฯ เข้าพบ“บิ๊กอู๋”หารือยกระดับหลักประกันสุขภาพแรงงาน
บทความถัดไปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-โกศแปดเหลี่ยมเจ้าสัววิชัย 3 พ.ย.