จรัญ มะลูลีม / การจากไปของศาสดามุฮัมมัดหลังฮัจญ์อำลา

จรัญ มะลูลีม
A picture taken on August

อุสามะฮ์เด็กหนุ่ม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากศาสดามุฮัมมัดให้เป็นแม่ทัพและกองทัพของเขาได้ตั้งสำนักงานใหญ่ขึ้นที่อัลญุรฟ์ซึ่งอยู่ติดกับนครมะดีนะฮ์แล้วก็เตรียมตัวที่จะเดินทางไกลไปปาเลสไตน์อยู่ที่นั่น

ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวกันอยู่นั้น ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ล้มป่วยลง อาการป่วยอันสาหัสของท่านทำให้กองทัพยกไปไม่ได้

บางคนอาจจะถามด้วยความแปลกใจว่าเหตุใดอาการป่วยของศาสดาจึงสามารถเป็นอุปสรรคต่อการเดินทัพไปรบซึ่งตัวท่านเองเป็นคนสั่งไว้ได้

อย่างไรก็ดี เราต้องจำไว้ว่า ในการที่กองทัพจะยกไปยังอัซซาม (ซีเรีย) นั้นจะต้องข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่และสถานที่อันรกร้างไปซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ เลย และต้องใช้เวลาหลายวันด้วย

และเมื่อคิดถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของมุสลิมที่มีต่อท่านศาสดาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่พวกเขาจะปล่อยท่านไว้ในนครมะดีนะฮ์ได้ ในขณะที่ท่านกำลังทนทุกข์อยู่ด้วยอาการป่วยอย่างหนัก

คนเหล่านี้ต่างก็รู้ด้วยว่าศาสดานั้นไม่เคยป่วยหนักๆ เลย ตลอดช่วงเวลาเหล่านั้นไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนต่อสุขภาพของท่านในทางร้ายเลยนอกจากอาการขาดความอยากอาหารเป็นระยะสั้นๆ

ในปี ฮ.ศ.6 เนื่องจากการใช้เวทมนตร์ของพวกยิวและอาการไม่สบายเล็กน้อยเนื่องจากท่านรับประทานเนื้อแกะที่มีพิษเข้าไปเมื่อ ฮ.ศ.7 เท่านั้น

 

ยิ่งกว่านั้นจังหวะชีวิตของท่านและการใช้เหตุผลในคำสอนของท่านก็มักจะปกป้องท่านไว้จากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ท่านมักจะรับประทานแต่น้อยและมีความพึงพอใจกับสิ่งจำเป็นที่ง่ายๆ และมีน้อยอย่างที่สุด

เสื้อผ้าและบ้านเรือนของท่านสะอาดอย่างที่สุดอยู่เสมอ เพราะศาสดามุฮัมมัดไม่เพียงแต่จะคอยดูแลให้ได้มีการทำหน้าที่ซักล้างเป็นไปอย่างดีอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น ท่านยังเคยกล่าวด้วยว่า “นี่ถ้าฉันไม่เกรงผู้คนจะลำบากมากเกินไปละก็ฉันจะสั่งให้พวกเขามีหน้าที่ต้องแปรงฟันวันละห้าครั้งทีเดียวละ”

อีกประการหนึ่งพิธีการละหมาดและการปฏิบัติประจำวันที่ท่านทำอยู่รวมทั้งนิสัยประหยัดของท่านในเรื่องที่เกี่ยวกับการหาความสำราญ การที่ท่านงดเว้นจากการมั่วสุมในสิ่งไม่ดีนานาชนิดและความไม่สนใจกับสิ่งต่างๆ ในโลกวัตถุนี้ ซึ่งทำให้ท่านอยู่ห่างจากบ้าน แต่กลับติดต่อกับชีวิตแห่งจักรวาลและความลับแห่งความเป็นอยู่

อุปนิสัยต่างๆ เหล่านี้ของท่านได้ปกป้องท่านจากโรคต่างๆ และทำให้ท่านมีสุขภาพดี โครงร่างตามธรรมชาติของท่านที่แข็งแรงประกอบกับจิตใจภายในที่โน้มเอียงไปสู่คุณธรรมความดีต่างก็ทำให้ท่านมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่างดี

 

อย่างไรก็ดี ในเมื่อบัดนี้ท่านป่วยหนักขึ้นมาจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่บรรดาสหายและสาวกของท่านจะต้องมีความเป็นห่วงเป็นใยวิตกกังวล เกรงไปว่าการที่ท่านใช้กำลังหักโหมมาในช่วงยี่สิบปีหลังของชีวิตนั้นอาจจะเริ่มมีผลกระทบต่อท่านได้

นับตั้งแต่ท่านได้ประกาศความเป็นศาสดาในนครมักกะฮ์และเริ่มเรียกร้องผู้คนให้มาเคารพพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว ให้ละทิ้งรูปเคารพของบรรพบุรุษเสียนั้น ศาสดามุฮัมมัดได้ผจญกับการต่อต้านและความยากลำบากอย่างใหญ่หลวงจนสาวกของท่านต้องหนีไปอยู่ในอบิสสิเนีย

และตัวท่านเองไปอยู่ในที่โดดเดี่ยวอ้างว้างตามภูเขาและชานนครมักกะฮ์

การหนีจากนครมักกะฮ์มายังนครมะดีนะฮ์ซึ่งมาด้วยการทำสนธิสัญญาอะเกาะบะฮ์นั้นเกิดขึ้นภายใต้สภาพที่เสี่ยงภัยและเป็นอันตรายอย่างที่สุด

ศาสดามุฮัมมัดมิได้ทราบว่ามีอะไรรอท่านอยู่ในนครมะดีนะฮ์ก่อนที่ท่านจะเอาความมืดในยามค่ำคืนพรางกายไปที่นั่น

เมื่อท่านไปถึงที่นั่นก็ต้องตกเป็นเป้าของการวางแผนสมคบกันคิดร้ายของพวกยิวทันทีหลังจากที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานชัยชนะให้ท่านหลังจากการทดสอบเหล่านี้

และทรงอนุญาตให้ผู้คนจากทุกมุมของแผ่นดินมาร่วมในศาสนาใหม่นี้แล้ว

 

หน้าที่ของศาสดามุฮัมมัดก็ได้เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ต้องคอยรักษาสันติภาพ ต้องเป็นผู้นำของชุมชน การสร้างสถาบันต่างๆ ของชุมชนขึ้นมา สงครามอันต่อเนื่องที่ท่านต้องต่อสู้และการโจมตีต่างๆ ที่ท่านต้องคอยต่อต้านนั้นคงจะทำให้หลังของผู้ชายที่แข็งแรงที่สุดหักลงได้ทีเดียว

สถานการณ์ใดเล่าจะน่าเศร้าไปยิ่งกว่าตอนที่ศาสดามุฮัมมัดพบตัวท่านเองอยู่ในสงครามอุฮุดเมื่อพวกมุสลิมหนีจากฝ่ายข้าศึกไปและท่านขึ้นไปบนภูเขาลำพังคนเดียวโดยมีทหารกุร็อยช์ติดตามไป ในท่ามกลางก้อนหินและลูกธนูของข้าศึก ท่านล้มลงได้รับบาดเจ็บจนฟันหน้าหักไปหลายซี่?

สภาพใดที่จะน่าหวาดกลัวไปยิ่งกว่าเมื่อตอนที่ท่านไปรบที่หุนัยน์และฝ่ายมุสลิมต้องถอยหลังในตอนเช้าตรู่ต่อหน้าการโจมตีของข้าศึก การถอยหนีข้าศึกครั้งนั้นเป็นไปอย่างน่ากลัวจนอะบู ซุฟยานสามารถพูดออกมาได้ว่า “มีแต่ทะเลเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขากลับมาได้อีก”

และท่ามกลางกระแสธารแห่งการถอยหนีของพวกทหารนี้ ศาสดามุฮัมมัดยังยืนหยัดปักหลักอยู่ คอยเรียกพวกมุสลิมว่า “จะไปไหน? จะไปไหนกัน? กลับมาก่อน! กลับมาหาฉัน!”

จนกระทั่งพวกเขากลับมาและได้ชัยชนะ

 

ยิ่งกว่านั้นยังมีภาระเรื่องการสอนศาสนาอีกเล่า รวมทั้งภาระอันหนักหน่วงเรื่องวะห์ยุ (การเปิดเผยสัจธรรมของอัล-กุรอาน) ความพยายามทางจิตวิญญาณจนแทบจะหมดกำลังในการที่จะต้องคอยติดต่อกับความเป็นจริงแหงสากลจักรวาลกับสิ่งที่อยู่สูงส่ง อันเป็นการใช้ความพยายามที่มีรายงานว่าศาสดาต้องพบกับความลำบากยิ่งกว่าที่บังเกิดแก่ศาสดาฮูด (Hud) และอารยธรรมโบราณอย่างอื่นๆ บรรดาสาวกของศาสดาสามารถเป็นพยานในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้ พวกเขาได้เห็นท่านแบกรับภาระของท่านอย่างมั่นคงด้วยความเด็ดเดี่ยวไม่โอนเอียง

บัดนี้เมื่อท่านต้องล้มป่วยลงหลังจากการทำงานอันมีเกียรติเช่นนั้นแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องการพลัดผ่อนการยกทัพไปยังอัชชามไว้สักระยะหนึ่ง จนกว่าพวกเขาจะมั่นใจในเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า

ในระหว่างนั้นก็ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเพิ่มความวิตกกังวลให้แก่บรรดาสาวก ในตอนที่ล้มป่วยลงใหม่ๆ นั้น ในคืนวันหนึ่งศาสดานอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากตอนกลางวันร้อนอ้าวและยาวนาน แต่กลางคืนสั้นและมีลมพัดเย็น

ศาสดามุฮัมมัดจึงรู้สึกอยากออกจากบ้านไปเดินเล่นรอบๆ เมือง

ในการออกไปเดินเล่นครั้งนี้มีแต่คนรับใช้ของท่านคืออะบู มุวัยฮิบะฮ์ ติดตามท่านไปคนเดียว

ท่านไปที่ไหนหรือ?

ท่านได้ไปที่บะกีอุล ฆัรก็อด ซึ่งมีหลุมฝังศพของมุสลิมเรียงรายอยู่ที่ซานนครมะดีนะฮ์

ตามรายงานมีว่าท่านได้ไปยืนอยู่ระหว่างหลุมฝังศพของสาวกของท่านที่เสียชีวิตไป และพูดกับพวกเขาด้วยคำพูดต่อไปนี้ :

“ขอสันติจงมีต่อพวกท่านผู้อยู่ในหลุมศพเหล่านี้ ขอให้ท่านเป็นสุขอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้ซึ่งท่านได้ออกมาจากภาวะของผู้ที่มีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดิน การโจมตีที่ทำให้ล้มลงกำลังมีมาครั้งแล้วครั้งเล่าดุจดังลูกคลื่นแห่งความมืดแต่ละครั้งร้ายกาจกว่าครั้งก่อนๆ อยู่เรื่อยๆ”

อะบู มุวัยหิบะฮ์ได้รายงานว่าศาสดาได้บอกเขาเมื่อมาถึงบะกีอุล ฆัรก็อดว่า “ฉันได้ถูกบัญชาให้มาละหมาดให้แก่บรรดาผู้ที่นอนอยู่ในบริเวณนี้ จะไปกับฉันไหม?”

หลังจากละหมาดให้แก่คนตายที่ฝังอยู่ในสุสานนั้นแล้วก็ถึงเวลาที่จะกลับบ้าน ศาสดาได้เดินเข้ามาหาอะบู มุวัยฮิบะฮ์ และพูดกับเขาว่า “โอ้ มุวัยฮิบะฮ์ ฉันได้รับลูกกุญแจของโลกนี้และความเป็นนิรันดร์ในนั้นแล้ว ตอนนี้ฉันได้ถูกเสนอสรวงสวรรค์และการไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าของฉันด้วย ฉันถูกให้เลือกเอาระหว่างสองอย่างนี้”

อะบู มุวัยฮิบะฮ์ ก็ตอบว่า “มีอะไรบ้างเล่าที่ข้าพเจ้าจะให้เพื่อท่านไม่ได้? โอ้ นายท่าน! เป็นไปไม่ได้หรอกหรือที่จะเลือกเอาทั้งสองอย่าง? จงเลือกเอาลูกกุญแจของโลกนี้ ความเป็นนิรันดร์ในโลกรวมทั้งลูกกุญแจของสวรรค์ด้วยเถิดขอรับ”

ศาสดามุฮัมมัดก็ตอบว่า “ไม่ได้หรอก ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า โอ้ อะบู มุวัยฮิบะฮ์ เอ๋ย ฉันได้เลือกเอากุญแจแห่งสวรรค์ และการไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าของฉันแล้ว”

บทความก่อนหน้านี้‘ประวิตร’ ชี้ ไม่จำกัดสิทธิ์ เยาวชนเลือกตั้ง ให้ศธ.กำหนดวันสอบGAT/PAT ใหม่
บทความถัดไป‘บิ๊กป้อม’ โยน กกต.ดู ‘สุเทพ’ ลงพื้นที่หาสมาชิกพรรคหาเสียงหรือไม่ เมินแร๊พใต้ดินล้อ รบ.-คสช. (คลิป)