หนุ่มเมืองจันท์ : สร้าง “กำลังใจ”

หนุ่มเมืองจันท์facebook.com/boycitychanFC

ผมปปฏิบัติภารกิจสำคัญมาครับ

นั่นคือ การลงอาคมในหนังสือเล่มใหม่

“เพราะฉะนั้น ฉันจึงถาม”

ถ้าเซ็นชื่อสัก 10-20 เล่มก็คงไม่เท่าไร

แต่วันนั้นต้องเซ็นชื่อหนังสือทั้งหมด

1,000 เล่มครับ

ไปถึง “มติชน” ตอนบ่ายสอง

กะว่าไม่เกินบ่าย 4 คงเสร็จ

แต่เสร็จจริงประมาณ 5 โมงกว่า

นิ้วน่วมเลยครับ

หนังสือ 1,000 เล่มนี้มาจากการเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าทาง www.matichonbook.com

เปิดให้จองวันที่ 11 ตอน 9 โมงเช้า

หมดตอน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น

จะให้เพิ่มมากกว่านี้ก็เซ็นไม่ไหว

สงสาร “นิ้ว” ครับ

แต่เพราะมีประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งนี้ผมจึงมีกลยุทธ์สร้างเสริมกำลังใจตอนเซ็นชื่อ

ลองนึกถึงภาพหนังสือ 1,000 เล่มที่กองอยู่บนโต๊ะดูสิครับ

มองไปทีไรก็นึกอยู่ในใจ

“เมื่อไรจะหมด”

มาครั้งนี้ผมจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่

“มองในสิ่งที่มี อย่ามองในสิ่งที่ขาด”

“ลายเซ็น” คือ “สิ่งที่มี” ในหนังสือ

พอเริ่มต้นเซ็น ผมก็มองเฉพาะกองหนังสือที่เซ็นแล้ว

ไม่หันไปมองกองภูเขาหนังสือที่ยังไม่ได้เซ็น

จาก 1 เล่มเพิ่มไปเรื่อยๆ

ยิ่งดูยิ่งมีกำลังใจ

2 กองแล้ว

3 กองแล้ว

มองใน “สิ่งที่มี” อย่างเดียว

จนเซ็นไปได้ประมาณ 70% จึงเริ่มหันมามอง “สิ่งที่ขาด”

เพราะถ้ามองที่จุดเดิม กองหนังสือที่เซ็นแล้ว 700 เล่ม

เซ็นเพิ่ม 1 เล่มก็แทบไม่เห็น “ความเปลี่ยนแปลง”

ในขณะที่กองหนังสือที่ยังไม่เซ็นลดเหลือกองเล็กๆ แล้ว

พอเปลี่ยนจุดที่มอง “กำลังใจ” ก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

เห็นหนังสือที่ทยอยหายไปจากกองที่ยังไม่ได้เซ็นทีละเล่มๆ

ยิ่งเซ็น กองยิ่งเล็กลง

นึกถึงตอนวิ่งเข้าเส้นชัยสิครับ

ยิ่งก้าว ยิ่งใกล้

“กำลังใจ” เพียบ

วันที่ไปเซ็นชื่อ “แหม่ม” น้องที่งานดีเอาหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เสร็จแบบอุ่นๆ เหมือนกันมาให้ดู

“ปักธงอนาคต” The Future is Ours

ประวัติชีวิตของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”

“เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี” เขียน

ตามประสาคนสนใจการเมือง ผมติดตาม “เอก” ธนาธร มาโดยตลอด

กระแสของเขาแรงจริงๆ

ไม่ว่า “เอก” จะให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์ค่ายไหน

ยอดคนดูหรือยอดวิวสูงมากจนน่าตกใจ

ผมทายว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือขายดีระดับ “ท็อปทรี” ของสำนักพิมพ์มติชนในงานหนังสือครั้งนี้

ถ้าไม่หมดเสียก่อน

ผมขอหนังสือเล่มนี้ 1 เล่มมาอ่านที่บ้าน

คืนเดียวครึ่งเล่มครับ

สนุกมาก

“เจนวิทย์” สัมภาษณ์ทั้ง “เอก” และคนรอบข้าง

ตั้งแต่คนในครอบครัว เพื่อนสมัยเรียนธรรมศาสตร์ และพนักงานในบริษัทไทยซัมมิทฯ

ชีวิตของ “เอก” ไม่ธรรมดา

จากลูกคนรวยที่ใส่แต่แบรนด์เนม ชอบขับรถหรูแข่งกัน

เข้าเรียนคณะวิศวะเพราะอยากแต่งรถ

แต่พอมาเจอบรรยากาศในธรรมศาสตร์ เขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ไปค่ายอาสา เจอโลกอีกใบที่แตกต่างจากชีวิตของเขา

กลายเป็นเด็กกิจกรรมที่สนใจปัญหาสังคม

“เอก” ทะเลาะกับพ่อ-แม่มาตลอด จนวินาทีที่ต้องมาดูแลบริษัทแทนพ่อที่กำลังป่วยหนัก

ฉากนี้เหมือนหนังชีวิตเลยครับ

ไม่เล่าต่อแล้ว

เพราะยังอ่านไม่จบ 55

“เจนวิทย์” เขียนดีมาก

สนุกน่าติดตาม

อ่านแล้วจะเข้าใจ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้ดียิ่งขึ้น

แนะนำครับ

อีกเล่มหนึ่งที่กาหัวไว้แล้ว

“พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ”

หนังสือรางวัลซีไรต์เล่มใหม่ของ “พี่แหม่ม” วีรพร นิติประภา

“วีรพร” ถือเป็นนักเขียน “ดับเบิลซีไรต์” คนที่ 3 ของเมืองไทย

ต่อจาก “ชาติ กอบจิตติ” และ “วินทร์ เลียววาริณ”

แต่เป็น “ดับเบิลซีไรต์หญิง” คนแรกของเมืองไทย

ผมมีหนังสือของ “วีรพร” ทั้ง 2 เล่มเลย

แต่ยังไม่ได้อ่านเลย

ที่สำคัญหาไม่เจอแล้วด้วย

กะว่าไปงานหนังสือจะไปสอยเล่มใหม่มา

และต้องอ่านให้ได้

มี 3 เหตุผลครับ

เหตุผลแรก คนอะไรเขียนนวนิยายเล่มแรกก็ได้ซีไรต์แล้ว

ระดับเดียวกับ “ชาติ กอบจิตติ” ที่เขียนเล่มแรก “คำพิพากษา” ก็ได้รางวัลซีไรต์เลย

เหตุผลที่สอง นักเขียนที่ได้ซีไรต์ครั้งเดียวก็สุดยอดแล้ว

แต่เขียนนวนิยายเล่มที่สองก็ได้อีก

“ดับเบิลซีไรต์” เลย

งานเขียนของ “วีรพร” ต้องระดับมหัศจรรย์แน่นอน

เหตุผลสุดท้าย เธอบอกว่าตอนที่เขียน “ไส้เดือนตาบอดฯ” นั้น

เป็นการเขียนเพื่อหาแนวทางสำหรับการเขียนเล่มต่อไป

นั่นคือ “พุทธศักราชอัสดงฯ” เล่มนี้

อะจ๊าก…

“ซีไรต์” เล่มแรก คืองานเขียนเชิงทดลองเพื่อเล่มนี้

ไม่ได้คุยโม้ แต่ “วีรพร” คิดแบบนั้นจริงๆ

แล้วจะพลาดได้อย่างไร

ลำพังเพียงแค่กระแสซีไรต์ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ก็คงขายดีอยู่แล้ว

เจอ 3 เหตุผลนี้เข้าไป ยิ่งขายดีแน่นอน

ยอดขายคงเบียดกับ “ปักธงอนาคต”

ส่วนเล่มนี้ผมก็สนใจ

เห็นชื่อเรื่องแล้วต้องซื้อ

“ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย” ครับ

แนะนำให้ซื้อเก็บไว้ในกระเป๋า

เวลาไม่พอใจใคร เราก็หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน

หันปกหนังสือไปหาคนที่เราไม่ชอบหน้า

แค่นี้ก็คุ้มแล้วครับ

และยิ่งตอนนี้ใกล้เลือกตั้ง

หนังสือ “ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย” อาจมีประโยชน์

ถ้าการเมืองยังไม่เปลี่ยนแปลง

ผมแนะนำให้อ่าน “เพราะฉะนั้น ฉันจึงถาม” ก่อน

สงสัยอะไรให้ถาม

แล้วตามด้วย “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต”

พอตระหนักแล้วว่าหาทางออกไม่เจอ

ก็คงต้องพึ่งหนังสือเล่มนี้แล้วล่ะครับ

เพื่อสร้าง “กำลังใจ” ในการใช้ชีวิตต่อไป

บทความก่อนหน้านี้ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษา ‘ธาริต’ หมิ่น ‘สุเทพ’ ก่อสร้าง 396 โรงพัก
บทความถัดไป‘รุ่นใหม่พท.’จี้สทศ.เลื่อนสอบGAT/PAT ชนวันเลือกตั้ง ชี้ละเมิดสิทธิเยาวชน ส่อขัดรธน.