อาชญากรรม : ผ่าคดีล่าหมีขอ ย้อนนาทีจับปลัด สังคมโยงฆ่าเสือดำ

ผ่าคดีพรานออฟโรด – เป็นคดีที่สร้างกระแสสังคมได้ดี ไม่แพ้ครั้งเสือดำแห่งทุ่งใหญ่นเรศวร

ที่ถูกคณะนายพรานบรรดาศักดิ์ นำโดยเจ้าสัวอิตาเลียนไทย เข้าไปตั้งแคมป์ล่า และชำแหละเป็นเศษซาก

สำหรับกรณีแก๊งออฟโรดรวม 6 คัน ที่ขับรถเข้าไปตั้งแคมป์พักแรมใกล้กับสำนักสงฆ์เต่าดำ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค จ.กาญจนบุรี

โดยผู้นำคณะอ้างกับเจ้าหน้าที่ว่าได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่เรียบร้อย!??

แต่ด้วยความติดใจสงสัย ทำให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ วางกำลังติดตามเพื่อตรวจสอบ เพราะมีลักษณะคล้ายกับทีมพรานล่าสัตว์

ในที่สุดก็สกัดขบวนรถ พร้อมขอตรวจสอบ และแล้วก็เจอซากสัตว์ เป็นขาหมีขอ 4 ข้าง พร้อมอาวุธปืนจำนวนมาก

จึงคุมตัวมาดำเนินคดี

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทั้งหมดก็ยังให้การปฏิเสธ อ้างว่าซื้อมาจากชาวบ้าน

สุดท้ายเมื่อเค้นสอบหนักเข้าก็ยอมรับสารภาพ แต่ยังบอกว่านำปืนไปให้คนอื่นล่าแทนเท่านั้น

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องถูกดำเนินคดี แล้วไปพิสูจน์กันในชั้นศาล

■ ผงะแก๊งออฟโรดล่าหมีขอ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 6 ต.ค. โดยนายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค จ.กาญจนบุรี รับรายงานจากหัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ทย.6 (เขาพลู) ว่ามีรถออฟโรด 6 คัน อ้างว่าได้รับอนุญาตจากหัวหน้าหน่วย ให้เข้าไปพักค้างแรมในพื้นที่ป่า บริเวณสำนักสงฆ์เต่าดำ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค โดยนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาวุธปืนเข้าไปด้วย

เมื่อทราบดังนั้นจึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ติดตามเข้าไปในพื้นที่ เพราะยืนยันว่าไม่ได้อนุญาตให้ใครเข้าไปในพื้นที่ป่าทั้งนั้น

จนกระทั่งช่วงเที่ยงของวันที่ 7 ต.ค. เจ้าหน้าที่พบรถออฟโรด 6 คัน เดินทางออกจากพื้นที่ดังกล่าว จึงแสดงตัวขอตรวจค้น พบมีผู้โดยสารมาพร้อมรถยนต์ 6 คัน รวม 15 คน เป็นเด็ก 3 คน ตรวจค้นรถยนต์เบื้องต้นพบอาวุธปืนไรเฟิลติดกล้องพร้อมเครื่องเก็บเสียง 1 กระบอก ปืนสั้น 9 ม.ม. 1 กระบอก อุ้งเท้าหมีขอ 4 เท้า ในรถยนต์ทะเบียน 2 ฒง 3555 กรุงเทพฯ ซึ่งมีนายอนุสรณ์ เรือนงาม ที่เป็นอส.อำเภอด่านมะขามเตี้ยเป็นคนขับ

ขณะตรวจค้น นายวัชรภัย สมีรักษ์ ที่ร่วมคณะมาด้วย อ้างตัวเป็นปลัดอำเภอด่านมะขามเตี้ย จึงเชิญตัวไปสอบสวนที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค เมื่อถึงที่ทำการนายวัชรชัยไม่ยินยอมให้ค้นตัว และไม่ให้เจ้าพนักงานแตะตัว พร้อมขู่จะฟ้องกลับ จึงประสานเจ้าหน้าที่ทหาร และพนักงานสอบสวนสภ.ไทรโยคเข้าตรวจค้นและยึดอาวุธปืน 9 ม.ม. 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน 16 นัด

พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ป่า และข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกรวม 10 ข้อหา

เบื้องต้นนายวัชรชัย หรือปลัดแมน ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าเข้าไปทำบุญที่สำนักสงฆ์เต่าดำ และบริจาคสิ่งของ พร้อมนอนพักค้างคืน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์แต่อย่างใด

ส่วนนายอนุสรณ์ หรืออส.ออย ระบุว่า ทั้งคณะเดินทางไปแก้บนที่ศาลเจ้าพ่อเขาพลู จากนั้นก็ไปที่สำนักสงฆ์เต่าดำ พอเช้า ทำบุญเสร็จ ก็ขับรถออกมาข้างนอก ผ่านศาลเจ้าพ่อเขาพลู เจอชาวบ้านที่ขี่จักรยานยนต์มาขายของ จึงจอดลงไปดู ตอนแรกคิดว่าเป็นเห็ด ต่อมาชาวบ้านคนดังกล่าวเสนอขายขาหมี 4 ข้างเป็นเงิน 100 บาท จึงซื้อมาเพื่อไปทำยา

ยืนยันทำเองคนเดียว พรรคพวกไม่มีใครรู้เรื่อง

■ ตาต้ามัดอส.ออยคนสั่งยิง

แม้ผู้ต้องหาจะปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็รวบรวมหลักฐานดำเนินคดีต่อไป โดยมีผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 12 คน ไม่รวมเด็กที่พาเข้าไปด้วย

นอกเหนือจากคดีความ กระแสสังคมก็กดดันอย่างหนัก

จนกระทั่งนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผวจ.กาญจนบุรี ต้องตั้งโต๊ะแถลง สั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้พักราชการนายวัชรชัย หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน จนกว่าคดีหรือผลการสอบสวนจะแล้วเสร็จ

เช่นเดียวกับนายสกานต์ แก่งหลวง และนายอนุสรณ์ 2 อส.อำเภอด่านมะขามเตี้ย ทางจังหวัดสั่งพักการเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนชั่วคราว หากผลการสอบสวนหรือคดีสิ้นสุดพบว่าได้กระทำผิดจะสั่งให้ออกจากสมาชิก อส. และในระหว่างนี้ อส.ทั้ง 2 นายจะไม่ได้รับค่าตอบแทน

พร้อมกันนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ลงพื้นที่ภายในอุทยานไทรโยคอีกครั้ง เพื่อเก็บหลักฐานเชื่อมโยง

ในที่สุดก็พบหลักฐานชิ้นสำคัญ ประกอบด้วย ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม., ชิ้นส่วนของสัตว์ คล้ายกับฟันกราม, กระดูก, ชิ้นเนื้อ, ขนสัตว์สีดำ, มีดพร้ามีเศษเนื้อสัตว์ติดอยู่ คล้ายกับชิ้นส่วนของหมีขอ

จึงนำส่งไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์ุพืช เพื่อตรวจสอบการเชื่อมโยงว่าชิ้นส่วนตรงกับชิ้นส่วนหมีขอตัวเดียวกับที่เจอในรถหรือไม่

ก่อนจะควบคุมตัวทั้งหมดส่งฝากขัง ศาลจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมคัดค้านการประกันตัว

อย่างไรก็ตามศาลพิจารณาให้ประกันโดยยื่นหลักทรัพย์คนละ 2 แสนบาท

แต่คดีก็ยังไม่จบเพียงแค่นี้ เมื่อพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ที่เคยคุมคดีเสือดำ เข้ามาดูแลคดีนี้ด้วยตัวเอง พร้อมเดินทางไปยังสภ.ไทรโยค เพื่อสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมดใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ครั้งนี้นายอนุสรณ์ หรืออส.ออย ก็เปิดปากรับสารภาพว่า ได้นำปืนลูกกรด .22 ติดกล้องพร้อมเครื่องเก็บเสียง ให้กับนายตาต้า ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ที่สำนักสงฆ์เต่าดำ ไปยิงหมีขอ โดยนายตาต้า ไปกับนายจีระ ชาวพม่า และทำงานเป็นคนงานในสำนักสงฆ์

นำมาซึ่งการจับกุมนายตาต้า ซึ่งก็สารภาพหมดเปลือกว่า ก่อนเกิดเหตุอส.ออยกับนายจีระ ชวนไปล่าสัตว์ใกล้กับสำนักสงฆ์ เมื่อเจอหมีขอเกาะอยู่บนต้นไทร อส.ออย ก็ยิงปืนที่เตรียมไปแต่ไม่โดน จึงให้ตนยิง ก็ยิงเพียงนัดเดียวร่วงลงมา จากนั้นจึงให้นายจีระไปชำแหละ หัวโยนทิ้งน้ำ กระดูกกรามโยนให้สุนัขแถวนั้น ขาก็ให้อส.ออย ส่อนซากลำตัวซุกใส่กระสอบ ซึ่งต่อมาจนท.ก็ค้นเจอ

ไม่เพียงแค่นั้นยังล่ากบทูดอีก 4 ตัวด้วย

เป็นคำสารภาพ ซึ่งพล.ต.อ.ศรีวราห์ยืนยันว่าหมีขอไม่ตายฟรีแน่นอน

■ ย้อนคดีเสือดำป่าทุ่งใหญ่ฯ

สำหรับคดีนี้ คนในสังคมก็อดไม่ได้ที่จะต้องเชื่อมโยงถึงคดีล่าเสือดำ ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งมีผู้ต้องหาหลักคือนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย

โดยเจ้าสัวเปรมชัยถูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจับกุมภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านเรศวร เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2561 โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบอาวุธปืน ทั้งไรเฟิล ปืนยาว เครื่องกระสุนจำนวนมาก

พร้อมกับพบซากเสือดำถูกชำแหละและถลกหนัง

ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา ก่อนยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 1.5 แสนบาท ประกันตัวออกไปต่อสู้คดี

นำมาซึ่งการถูกตรวจสอบอีกขนานใหญ่ ทั้งรังเย็นรีสอร์ต ที่อ.ภูเรือ จ.เลย ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

ต่อด้วยการเข้าตรวจสอบบ้านของนางคณิตา วิทยานันท์ ภรรยานายเปรมชัย ก็พบงาช้างอีก 4 กิ่ง ซึ่งจากการตรวจดีเอ็นเอพบว่าเป็นงาช้างแอฟริกา จึงอาจมีความผิดฐานมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ซึ่งอธิบดีอัยการภาค 7 พิจารณามีคำสั่งฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูต ข้อหา 1.ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร 2.ร่วมกัน ล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 3.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

4.ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 5.ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย 6.ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

ขณะที่นายเปรมชัยชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในการประชุม ผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ว่า วันเกิดเหตุดังกล่าวตนไปถึงเย็นวันเสาร์และได้ไปนอนพัก ก่อนจะตื่นเช้าและได้เดินทางเข้าไปทุ่งใหญ่ฯ และถูกจับในเย็นวันเดียวกัน พร้อมโดนกักขัง 2 วันสองคืน ไม่สามารถติดต่อใครได้ เพราะถูกยึดโทรศัพท์ หลังจากออกมาก็เจอกับนักข่าวเป็นร้อย

ส่วนภาพที่ปรากฏในสื่อ ก็คิดว่าทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นคนส่ง เรื่องแบล็กลิสต์ ก็โทรศัพท์สอบถามทุกกรมทุกกระทรวง มีแต่คนเห็นใจ รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็ไม่พบว่ามีใครหรือหน่วยงานใดขึ้นแบล็กลิสต์

เป็นคำยืนยันจากเจ้าสัว

ส่วนสังคมรับฟังแล้วรู้สึกอย่างไรเป็นอีกเรื่อง

บทความก่อนหน้านี้‘อุตตม’ ลั่นลงพื้นที่ทั่ว ปท.ทุกวันหยุด เมินเสียงสวดพลังดูด บอก ปชช.ตัดสินเอง
บทความถัดไปก.เกษตรฯสั่งกรมชลฯรับมือฤดูแล้ง เจอ 6 เขื่อนน้ำน้อย เร่งสรุปแผนปลูกพืชพ.ย.นี้