ทวีปที่สาบสูญ แฮ่น

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์parinyasin@gmail.com

เหมือนเวลาจะผ่านไปนานชั่วกัปกัลป์ เป็นความทรมานจนไม่อาจบรรยายได้ ชั่วขณะทำให้หวนนึกถึงครั้งหนึ่งที่เคยอยู่ในห้องเรียน

เป็นช่วงใกล้จบชั้นหกแล้ว วันนั้นฉันอยู่แถวหลังห้อง เป็นวิชาอะไรก็จำไม่ได้แน่ แต่ที่ติดอยู่ในความทรงจำคือเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่ขาเก ครูยืนหน้ากระดานดำ พูดอะไรสักอย่าง อาจเป็นการบอกให้ทุกคนเปิดหนังสือ หรือให้ลอกโจทย์ลงในสมุด แต่ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกว่ามีบางสิ่งเกิดใหม่

ความที่เก้าอี้ขาคลอน จึงทำให้ต้องพยายามทรงตัวให้ดี และอาจเป็นผ้ากระโปรงที่เสียดยัดเข้าในซอกขา หรือเพราะขากำลังวางแนบบนไม้แป้นเย็นๆ จู่ๆ ฉันก็แปลบปลาบ…ซาบซ่าน มีความรู้สึกแปลกๆ เกิดในร่างกาย

ฉันยังไม่เข้าใจมันดีนัก ขยับตัวอีกกลับพบความแหลมหวานมากกว่าเดิม อย่างช้าๆ ฉันลองเกร็งต้นขาแนบเข้าหากัน จากนั้นค่อยคลายออก และลองขยับตัวเบาๆ เพื่อรับเอาความแข็งกระด้างของไม้แผ่นรองนั่ง กดแนบกับเนื้ออ่อนนุ่ม

ร่างกายฉันอ่อนนุ่ม…นั่นคือสิ่งที่ตระหนักขึ้นมาได้ และโดยไม่มีใครจะทันสังเกตได้เลย ฉันรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าตัวเองมีเหงื่อหลั่งออกมาจากข้างใน และมีกลิ่น…กลิ่นที่สาบอวลอยู่ในจมูกเพียงลำพัง

ยังจำได้ด้วยว่า ตอนนั้น เพื่อนชื่อเดือนนั่งอยู่ใกล้ๆ เด็กตัวใหญ่ผู้เป็นญาติของชื่นใจ เธอเหลือบตามาดูฉันผ่านๆ แต่ไม่ได้สงสัยอะไร

อาจเป็นครั้งนั้นที่ทำให้ฉันเรียนรู้มาอีกเรื่อยๆ ว่า ในหลายเวลา เราสามารถจะรู้สึกอย่างนั้น หรือมากกว่านั้นได้อีก…

 

แต่นั่นก็ต่างกันกับยามมองหน้าผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งกำลังทอดตามัวมนจ้องมาที่ฉันด้วยเช่นกัน

ฉันคิดขึ้นในหัวโดยไม่ตั้งใจว่า เป็นสายตาที่ฉันชอบ ใช่ รู้สึกนึกชอบ เพราะมันทำให้หวนคิดถึงหลายบทตอนในชีวิตที่เคยผ่านมา ใช่จะไม่เคยเห็นนัยน์ตาแบบนี้ หรือใช่จะไม่เคยมีความรู้สึกกระตุกเต้นอย่างที่เป็นอยู่ แต่เพราะฉันไม่ค่อยได้อยู่ในสถานะแบบนี้

การมีคนกลืนน้ำลายลงคอจนเห็นชัด การสำเหนียกได้ถึงความต้องการอันท่วมท้นจนแทบขาดใจ ทั้งๆ ที่อีกซีกหนึ่งในตัวยังคงว่างเปล่า…

เรายืนจ้องกันอยู่เช่นนั้น กระทั่งพี่โสมเอ่ยเสียงพร่าว่า

“พี่ว่าจะกลับไปกินข้าวบ้านวันนี้ น้องไปกับพี่มั้ย”

ฉันอยากจะให้ดวงตะวันแผดแสงกล้ามาเสียเร็วๆ ถ้าตะวันตรงหัวเมื่อไหร่เราจะได้พักงานกินข้าว แต่ก็เหมือนทุกวันที่ฉันห่อข้าวใส่ถุงย่ามมาแล้ว พลางนึกถึงหวานขึ้นมา ก็คงจะผิดหวังหากจะไม่นั่งกินข้าวด้วย

“พี่อยู่กับใครนะ” ฉันนึกได้รางเลือนว่า พี่โสมเคยพูดถึงแม่ คนป่วยกระเสาะกระแสะที่แทบไม่ออกไปไหน

“แม่”

นั่นไง ใช่จริงด้วย แล้วถ้าฉันไป…เราจะได้อยู่กันลำพังหรือ

“เอาไว้วันหลังดีกว่า” ปากฉันพูดออกไป รู้ว่าสายตาคนอื่นๆ เริ่มมองเข้ามา เมื่อเห็นว่าเรายังยืนประจันกันอยู่

มือที่แตะเอวคลายออก แต่มีความหวนหาอย่างเห็นได้ชัด

และก็คงเป็นนั่น ที่ทำให้ฉันตัดสินใจในอีกหลายวันต่อมา

 

บ้านของคนตัวสูงอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เราเข้างานกันอยู่ แต่แค่ต้องเดินทะลุสวนรกครึ้มเข้าไป ผ่านกระท่อมหรือตูบใต้ร่มไม้ของคนงานผัวเมียอีกคู่ ป้าอูบกับลุงอูนซึ่งมีอายุมากกว่าใคร แต่ยังแข็งแรง ใช้มีดใช้จอบคล่องแคล่ว บางวันเหล่าคนงานก็จะพากันเฮโลเข้าไป “โสะส้มกิน” ที่ตูบใต้ร่มมะแฟน ลุงอูนเป็นชายร่างแกร่ง ผิวเนื้อสีน้ำตาลจัด ส่วนป้าอูนนั้นผมหยิกยาว ผิวเข้มพอๆ กับผัว แต่ตาคมกริบเอาเรื่องกว่า

ฉันไม่สนิทกับสองผัวเมียนัก ต่างกันกับหวาน ซึ่งมักเบิกทางด้วยเสียงหัวเราะและการพูดจา เป็นที่เฮฮาขบขัน จนเข้านอกออกในได้ทั่ว

เมื่อเราข้ามสะพานไม้ไผ่ยวบยาบเข้าไป คนตัวสูงบอกว่า ถ้าลัดเข้าทางนี้จะไปถึงหลังบ้านโดยง่าย แต่ถ้าใช้ทางเส้นนอก จะเป็นการเข้าออกผ่านบ้านญาติ แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นจุดสนใจ ใครๆ ก็ใช้เส้นทางนี้ลัดไปที่อื่นด้วย

ฉันมาเข้าใจเมื่อผ่านสวนรกครึ้มเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงร่มลานลำไย บ้านของคนตัวสูงคงคล้ายบ้านเก่าของพ่อแม่ที่อยู่ร่วมบริเวณกับพวกลุงและยาย มองไปจึงเห็นหลังคาบ้านอีกสองสามหลังเยื้องกันอยู่ห่างๆ

บ้านที่มาถึงเป็นเพียงกระต๊อบซอมซ่อ และพอมุดหัวเข้าในชายคา ก็รู้ว่าเป็นเรือนที่ยากจนกว่าบ้านเราเสียอีก

 

ฉันได้กลิ่นสาบๆ เป็นกลิ่นอับที่กึ่งคุ้นจมูกกึ่งแปลกหน้า เมื่อสายตาชินกับความสลัวรางข้างใน จึงค่อยเห็นกองขยุกใกล้ฝาเรือน และมารู้ว่าเป็น “ร่าง” ที่ยังมีชีวิต เมื่อพี่โสมเข้าไปใกล้

ร่างสูงยอบตัวลง ถามเบา

“อุ๊ยกินข้าวหรือยัง”

“ไผ” เสียงถามแหบๆ

“โสมเอง”

“อ้อ”

แล้วก็เงียบไป ไม่มีคำพูดใดต่อ

“อุ๊ยกินข้าวแล้วหรือยัง” คนตัวสูงเขย่าแขนผอมฟ่าม “แล้วแม่ไปไหน”

“แม่มึงไปสวรรค์ชั้นฟ้าพู้น” คนเฒ่ายกแขนขึ้น ราวจะชี้ไปบนฟ้า ทว่ายกขึ้นแค่คืบก็ตกลง

ร่างสูงหัวเราะเบาๆ

“ถ้าอุ๊ยอยากข้าวบอกโสมนะ”

“อือ ยังบ่อยาก จ๋างปากจ๋างคอ หนาวก่หนาว”

ร่างนั้นงอขดตัวเข้าอีก คนตัวสูงดึงผ้าห่มคลุมให้จนถึงปลายเท้า ฉันจ้องดูอย่างตะลึงพรึงเพริด ไม่ทันตั้งตัวว่าจะได้มาเห็นสภาพคนเฒ่าอย่างนี้

มีบางอย่างทำให้ฉันคิดถึงยาย…ก่อนตาย ยายเคยนอนแบบนี้หรือเปล่า

ไม่สิ ยายไม่ได้เป็นซากอย่างนี้ วันที่ยายจากไปยังลุกมานึ่งข้าวเป่าไฟตอนเช้าอยู่เลย

“น้อง มาทางนี้” มือใหญ่ยื่นมาแตะแขนฉัน

ข้างนอก ตะวันคงกำลังลอยโค้งจะลงต่ำ ก่อนหน้าแดดยังจัดจ้าสาดแสงลงสู่ทุกหนทุกแห่ง ทว่าในเรือนซอมซ่อหลังนี้ ไม่ว่ายามใด เห็นทีจะมีแต่ความสลัวราง

ฉันตกใจกับสภาพบ้านพี่โสมหรือ…ไม่น่าจะใช่ ควรจะรู้สึกดีด้วยซ้ำไป ที่ไม่ใช่บ้านหรูหราอย่างของจอมฝัน ความยากไร้ที่ไม่แตกต่างกันควรจะทำให้ฉันสบายใจ แต่อะไรบางอย่างก็รบกวนความรู้สึกมาก…มากจนความรู้สึกก่อนหน้าแทบเหือดหาย

 

ย่างเข้าในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ด้านใน ค่อยหายใจโล่งขึ้น มีแสงสว่างมากกว่าตัวเรือนด้านหน้า อาจเพราะหน้าต่างเล็กๆ ที่แง้มไว้ มองไปเห็นมุ้งสี่สายพับตลบหลัง มีสะลีที่นอนลายดอกโบตั๋น วิทยุเอเอ็มเครื่องเล็กวางใกล้หัวนอน

“ห้องพี่”

รอยยิ้มที่น่าดูเปิดออกมาจากใบหน้าสวยสะ คนร่างสูงยืนอยู่ตรงนั้น มองฉันด้วยสายตาผ่องใส

“เป็นยังไง คิดไม่ถึงละสิ”

ฉันอดจ้องดูร่างที่ยืนเด่นไม่ได้ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าก็ดูเอี่ยมใหม่ ถ้าไม่เห็นบ้านที่อยู่อาศัย คงคิดว่าเป็นหนึ่งในผู้ดีมีสตางค์

“นี่แหละ บ้านพี่ เป็นยังไง เห็นแล้วจะรังเกียจพี่หรือเปล่า”

หากเป็นปกติ ฉันคงจะสวนไปว่า พูดเหมือนละครลิเก แต่เพราะมีข้อเท็จจริงให้เห็นตำตา จึงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรเหมือนกัน

ฉันไม่ได้รังเกียจ แต่…แค่ไม่รู้ควรจะทำตัวอย่างไร ใช่ว่าบ้านตัวเองจะดีวิเศษกว่านัก หากสิ่งที่ได้มาพบ เหนือความคาดหมายมากเกินไป

“แล้ว…แม่พี่ไปไหนนะ”

“อ๋อ เขาไปรับจ้างแหละ ทางโน้น” ฉันไม่แน่ใจว่าทางไหน “ค่ำๆ ถึงจะกลับมา แต่ยายพี่เขาหลงแล้วน่ะ ถามทีไรก็ว่าแม่ไปสวรรค์ทุกที”

มีเสียงหัวเราะเบาๆ อีก

“…แล้วคนอื่นล่ะ”

“ไม่มีแล้ว อยู่กันแค่นี้ มานี่มา หาพี่หน่อย”

ฉันรู้สึกได้ว่า คนตัวสูงไม่อยากจะพูดเรื่องอื่นอีกต่อไป แต่เมื่อมีถ้อยคำเชิญชวนก็กลับให้ขาแข็งนิ่งอยู่ อีกวูบหนึ่ง ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองมาทำไม

“น้อง” จนมีเสียงเรียกซ้ำ

 

ฉันกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง เพื่อให้มันไหลลงในช่องอก ผ่านไปหาช่องท้อง มันต้องเป็นอย่างนั้นใช่ไหม แต่ฉันจะบอกกับคนร่างสูงอย่างไรว่าตอนนี้ ส่วนที่เคยเปียกฉ่ำ…ยังแห้งเหือดอยู่

กระทั่งนิ้วเรียวลากไล้ไปตามผิวเนื้อต้นคอ

“รักกันนะ”

ฉันไหววูบกับคำที่หล่นออกมาจากปาก พร้อมกับหน่วยตาสีลูกหว้าผุดมาในความคิดพร้อมกัน

“ไม่นะพี่” ความคิดสวนออกปากไป

“พี่ไม่ชอบให้ปิมพูดเกี่ยวกับความรัก!” ตัวฉันเองเคยบอกเด็กผมขอดอย่างนั้น ทั้งที่ก่อนหน้า ยังมายาต่อเด็กหญิงด้วยคำลวง “โอ๋ๆ คนดี ไม่เอานะ พี่…รักหรอกถึงอยากให้มาด้วยกัน”

แต่ผิดคาดอีกครั้ง ร่างสูงยังจ้องหน้าฉันแน่วนิ่ง

“ไม่รักก็ไม่เป็นไร”

ฉันคิดว่าตัวเองหูฝาด แต่ก็ไม่

“พี่ก็ไม่อยากรักใครอีกเหมือนกัน…แค่ชอบกันก็พอนะ”

 

มันอาจจะเป็นครั้งสำคัญ ที่ทำให้ฉันก้าวเข้าสู่อีกพรมแดนใหม่ๆ ในชีวิต ปราศจากความคิด ปราศจากความรัก ปราศจากความคาดหวังใดๆ ในคนตรงหน้า รู้เพียงแค่ว่ามีบางสิ่งที่เราจะมอบแก่กันได้

ฉันคิดว่า มันคงจะเกิดได้ไม่ง่าย หรืออาจต้องใช้เวลากว่าจะเรียกบางความรู้สึกกลับมาใหม่ แต่ไม่…ร่างกายของฉันไวต่อสัมผัสจนน่าตกใจ ทั้งๆ ที่…ตระหนักอยู่ว่ามีร่างชราอยู่ในผ้าห่มขี้งาเหม็นอับๆ ด้านนอกด้วย

“แม่พี่จะมามั้ย” กระซิบถามไป

“ไม่มาหรอก ต้องค่ำๆ โน่น ตอกเหล้าได้ที่ถึงจะกลับ”

เราเหมางานกันในวันนี้ และสักบ่ายสามก็เสร็จลุล่วงดี ฉันทำทีว่าจะกลับบ้านก่อน ไม่รอแม้แต่หวาน ก่อนจะวกจักรยานกลับมา

คนตัวสูงรอรับหน้า และพาฉันมาจนถึงวินาทีที่…

“ชอบแบบไหนล่ะ บอกพี่สิ” เสียงแผ่วกรอกเข้ามาในหู “พี่รู้นะ ว่าน้องน่ะแฮ่นขนาดไหน”