กาละแมร์ พัชรศรี : วันที่ตกหลุมรัก

กาละแมร์ พัชรศรีtwitter @kalamare

ในวันที่เราไม่ได้มีแฟนหรือคนรัก ทำให้เราได้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น

ได้มีโอกาสเดินทางเข้ามาภายในของตัวเองอย่างชัดเจนมากขึ้น

และมันทำให้ค้นพบความสุขแบบที่เราไม่เคยเจอ…

ในคืนวันหนึ่งที่ฉันตรวจเช็กบัญชีทรัพย์สินของตัวเอง ฉันเปิดสมุดที่ใช้จดบันทึกอะไรเรื่อยเปื่อยของตัวเอง สมุดที่ใช้เขียนความในใจ ความรู้สึกของตัวเองในแต่ละขณะ

มันทำให้ฉันได้มองย้อนไปดูตัวเองในวันนั้น เดือนนั้น ปีนั้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา

ฉันต้องเผชิญกับอะไร ซึ่งเรื่องส่วนใหญ่ที่เขียนคือ “เรื่องความรัก”

เรารักเขา เขาไม่เป็นอย่างใจ เขารักเราแต่เราไม่รักเขาอย่างที่เขาอยากให้มันเป็น

เห็นถึงความไม่แน่นอนในความรัก เห็นถึงความทุกข์ใจ ความกังวลใจต่างๆ นานา

เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมาย น้อยใจ ผิดหวัง เศร้า คิดคำนึง ไม่ชอบตัวเอง ดิ้นรนทำบางอย่าง หวังในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นไหม

อ่านแล้วยังเหนื่อยแทน นี่เราใช้พลังงานมากมายไปกับผู้อื่นมากขนาดนี้เลยเหรอ และเมื่อผ่านเวลานั้นไป ทุกคนก็คือคนอื่นทั้งสิ้น

 

อ่านจบ ปิดสมุดเล่มนั้นลง แล้วกลับมาสำรวจความรู้สึกตัวเองว่าเป็นอย่างไร

ไม่ได้เหงา ไม่ได้เศร้า ไม่ซึม ไม่เบื่อหน่าย แถมยังมีความสุขดี สนุกกับสิ่งที่ทำ ใจเบาสบาย อบอุ่น กลางๆ ไม่ขึ้นปรู๊ด ลงปร๊าด ไม่โหวงๆ ไม่หนักๆ เหมือนที่เคยเป็น

บวกเงินในบัญชีเสร็จ ก็ปิดไฟ นอนหลับทันที? (ฮาาาาา)

วันก่อนไปร่วมงานแต่งงานของน้องที่ออกแบบกล่องขนม Powerballs by Kalamare วันนั้นฝนตกหนัก งานที่ตั้งใจจะจัดข้างนอกก็เปียกไปหมด ฉันไปถึงงาน เจ้าสาวก็ยิ้มแย้มดี ฉันบอกว่า “เสียดายนะที่ฝนตก เจ้าบ่าวเปียกหมดเลย”

เจ้าสาวหัวเราะแล้วตอบว่า “แต่หนูเป็นเจ้าสาวที่ไม่กลัวฝนนะคะพี่”

เออ…กลับบ้านมา นั่งคิดถึงคำพูดของเจ้าสาว เราเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝนหรือเปล่า

แต่เราก็ได้คำตอบว่า เราไม่ได้สนใจฝน ลม ฟ้า แดด พายุ หิมะอะไรทั้งสิ้น

เพราะเราไม่ได้สนใจในเรื่องนั้นแล้ว

เราไม่ต้องการอยากรู้วิธีรับมือกับฝนที่จะตกลงมา หรือทำอย่างไรไม่ให้เปียก หรือเปียกแล้วจะอยู่กับมันอย่างไรให้มีความสุข

คือไม่ได้สนใจ ไม่ได้อยากรู้ ไม่มีความคิดว่าจะอยู่อย่างไรดี ไม่ได้คิดภาพนั้นในหัวเลย

จนมานั่งแปลกใจว่า นี่เราเดินทางมาถึงจุดที่เราไม่อยากมีผัวได้ไง (วะ)

 

เอาจริงคือ เพื่อนฉันยังอยากให้ฉันมีผัวมากกว่าตัวฉันเองอีก เพื่อนยังจะคอยมองหาให้ แล้วคอยบอกว่าคนนั้นสิมรึง คนนี้สิแก เฮ้ย คนนั้นสนใจนะ แต่เราดันไม่มีความสนใจหรือกระตือรือร้นเรื่องนี้เลย

จนฉันแปลกใจตัวเองว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ไง

ฉันเลิกอธิษฐานขอพรเรื่องคนรักไปตั้งแต่เมื่อไหร่ คงตั้งแต่ฉันรู้แล้วว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร

ในฐานะที่เรารู้จักกันมานาน แม้ฉันอาจไม่เคยเจอหน้าค่าตาคุณ แต่หลายครั้งก็มีผู้อ่านเดินเข้ามาทักทายว่าติดตามอ่านมติชนสุดฯ อยู่เสมอ ทุกคนเห็นการเติบโตของฉัน

ดังนั้น คุณก็น่าจะได้รู้ถึงเป้าหมายชีวิตของฉันตอนนี้

 

ฉันค้นพบว่า ในวันที่เราเริ่มศึกษาธรรมะ ได้เริ่มลงมือทำทีละเล็กละน้อย ฉันค้นพบความอบอุ่นหัวใจ ความสุขสงบ ความรักที่อบอวลอยู่ในใจ ไม่เหงา ไม่เศร้า ไม่ใช้เวลาแบบเปล่าประโยชน์ ไม่ต้องมีใครหรือทำอะไรเพื่อฆ่าเวลา ไม่ว่างเปล่าในหัวใจ และสิ้นสุดการตามหาคำตอบว่า “เราเกิดมาทำไม”

ฉันยังใช้ชีวิตแบบคนปกตินี่แหละค่ะ เพราะฉันก็มีภารกิจที่ต้องทำ ทำชีวิตของตัวเองให้ดี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นอีกมากมาย เวลาคนเดินเข้ามาบอกว่าดูเราอยู่เลยทำตาม

อยากมีชีวิตแบบคุณ และเรารู้ว่าเราสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้อีก

สิ่งที่ฉันอธิษฐานขอพรเสมอคือ ขอให้ฉันมีพลังกาย พลังใจให้ฉันได้ทำชีวิตตัวเองให้ดี และทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

และขอให้ฉันมีปัญญาดวงตาเห็นธรรม ให้มีสติและปัญญา

เขียนจบ…อมยิ้มเบาๆ