วางบิล/เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ /สู่ร่มกาสาวพัสตร์ ปีติสุขจากสมาธิ

เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

วางบิล/เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

สู่ร่มกาสาวพัสตร์

ปีติสุขจากสมาธิ

 

หลังฉันเสร็จ ภารกิจสุดท้ายของพระปานคือให้โยมแม่กรวดน้ำ หยิบตาลปัตรขึ้นมาตั้งตรงหน้าแล้วขึ้นบท “ยถา…” โยมส้มจีนเตรียมที่กรวดน้ำไว้พร้อมก่อนหน้านี้ และกรวดน้ำ ด้วยความเคยชินเป็นปรกติวิสัย

กระทั่ง พระปานบอกบทกรวดน้ำจบลงที่ “…ยถา…” อีกครั้ง โยมแม่รินน้ำหมดพอดี ยกมือขึ้นพนมรับพร เสียงพระปานสวดบทกรวดน้ำและให้พรไม่สม่ำเสมอนัก ด้วยไม่ค่อยได้บอกบทกรวดน้ำและให้พรรูปเดียวบ่อยนัก จึงรู้สึกตะกุกตะกักบ้าง แต่ประคับประคองไปจนจบ…

โล่งอกไปที

บทให้พรหลังบทกรวดน้ำ เป็นอีกบทหนึ่งที่แปลได้ความไพเราะมีความหมาย ขึ้นภาษาบาลีว่า

สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ มาเต ภะวัตวันตราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ

แปลความว่า ขอเสนียดจัญไรอุปัทวันตรายทั้งผอง จงหลีกไปให้ไกลห่าง สรรพโรคาพยาธิความป่วยไข้จงพินาศดับสูญไป อย่าได้มากล้ำกรายให้ทุกข์โศก ขอจงนิรโรคเกษมสันต์ มีอายุยืนนานตลอดศตวรรษกาล

อภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง

ธรรม 4 ประการ คือความเป็นผู้มีอายุยืน ปราศจากโรคา ผิวพรรณผ่องใส ไร้ตำหนิ ยังความชื่นบานหรรษาให้เกิดแก่ผู้ได้ทัศนา สุขกายสบายจิต จงเพิ่มพูนดังใจคิด เสริมกำลังจิตและกายให้มากมีบ่รู้วาย ในทุกถิ่นสถานที่เกิดแล้ว

เมื่อเทศน์ให้โยมแม่ฟังและเสร็จภารกิจของสงฆ์เรียบร้อย พระปานจึงเอ่ยลากลับ บอกลุงชิตให้ออกไปเรียกรถแท็กซี่ปากซอยไม่ไกลนัก ระหว่างนั้น พระปานชวนโยมแม่ถามถึงสารทุกข์สุกดิบตามประสาแม่ลูกพอประมาณ โยมส้มจีนฟังถามและตอบคะค่ะ ไม่ค่อยฟังคำถามนัก คิดแต่ว่าจะถามถึงเรื่องการลาสิกขาดีไหม แต่หยุดไว้ไม่ถาม ทั้งคิดตลอดเวลาให้พระลูกชายเอ่ยปากเองดีกว่า

สักพักใหญ่ เสียงลุงชิตตะโกนบอกขึ้นมาพอได้ยินว่า รถมาแล้วครับ พระปานจึงขยับตัวลุกขึ้น หิ้วย่ามถือตาลปัตรติดมือ บอกลาโยมแม่ ขณะที่โยมแม่ยังยกมือไหว้

กลับมาถึงวัด อากาศหลังเที่ยงค่อนข้างร้อน หลังปรับเปลี่ยนสบงไปสรงน้ำให้สบายตัวสบายกาย กลับเข้าห้องมาจำวัดสักพักหนึ่ง ห้วงบ่ายจึงตื่นขึ้นปฏิบัติภารกิจประจำวัน กวาดลานบริเวณเจดีย์ แล้วสรงน้ำอีกครั้ง ก่อนไปลงโบสถ์สวดมนต์ทำวัตรเย็น

ระหว่างเดินไปโบสถ์ เณรพจน์เดินมาพร้อมกันชวนคุยว่า ก่อนเพลมีโยมผู้หญิงรุ่นๆ สองคนนำอาหารปิ่นโตมาถวาย พระปานคิดสักครู่หนึ่ง แล้วคิดถึงสองสาวพี่น้องที่อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานคงเอาอาหารมาถวายเพล ยังไม่ทันถามอะไร เณรพจน์บอกก่อนว่า ผู้หญิงสาวสองคนนั้นพอเห็นกุฏิปิด ลังเลสักครู่ เณรพจน์เดินมาพบจึงบอกว่า ออกไปฉันเพลที่บ้านโยมแม่ เธอทั้งสองจึงถือปิ่นโตเดินกลับออกนอกวัดไป ไม่ฝากอะไรไว้

พระปานไม่ติดใจถามต่อ เดินขึ้นโบสถ์ เตรียมตัวสวดมนต์ทำวัตรเย็นอย่างเคย

กลับจากทำวัตรเย็น พระปานแวะคุยกับพระมหาสวัสดิ์ ท่านถามถึงการไปเทศน์ให้โยมส้มจีน พระปานบอกเล่าถึงความรู้สึกที่มีระหว่างนั้น แล้วเอ่ยถึงว่า “ช่วงยถาสัพพีดูเหมือนจะผิดบ้างนิดหน่อย ตื่นเต้นน่ะครับ ไม่เคยยถาสัพพีให้พรองค์เดียวมาก่อน…”

พระมหาสวัสดิ์ยิ้มให้ “ไม่เป็นไร ผิดพลาดบ้าง เป็นธรรมดาของพระบวชใหม่ ก็พยายามท่องให้คล่อง ระหว่างบวชต้องปฏิบัติเป็นประจำ”

สนทนากันอีกสักพักใหญ่ ได้เวลาพระมหาสวัสดิ์กับพระครูพรหมต้องไปสวดอภิธรรมที่ศาลาหลังวัด พระปานไม่ต้องไปสวดด้วย จึงกลับเข้ากุฏิ ตั้งใจอ่านพระไตรปิฎกว่าด้วยพระวินัยปิฎกเล่มโตอีกพักใหญ่

คืนนั้น พระปานเข้าจำวัด ตั้งใจว่าจะปฏิบัติสมาธิให้ได้เวลานานกว่าที่เคย

ระหว่างนั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้า กำหนดลมหายใจออก ยาวบ้าง สั้นบ้าง เมื่อจิตเริ่มนิ่งสักพัก แล้วเริ่มล่องลอยไปตามวิสัยของจิต ซึ่งพระปานรู้ว่าไม่ต้องไปกำหนดอะไร ตามที่เคยอ่านเคยเรียนมา ท่านให้ใช้สติตามจิตไปเรื่อย เพียงให้สติรู้ว่าจิตไปถึงไหน เป็นอย่างไร

ถึงห้วงหนึ่งสติที่กำหนดจิตล่องลอยขึ้นเบื้องสูงทีละน้อย ร่างกายเริ่มขยายใหญ่ขึ้น เมื่อล่องลอยขึ้นสูงความรู้สึกวูบวาบคล้ายจะตกกลับลงมา ร่างค่อยๆ เล็กลง แล้วกลับล่องลอยขึ้นไปใหม่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเห็นแสงสีหลากหลายสีฉายขึ้นมารอบตัว สติที่กำกับจิตนั้นยังตามเหตุต่อไป

เวลาผ่านไปแล้วสักชั่วโมงเห็นจะได้ สติที่กำหนดจิตของพระปานบอกอย่างนั้น

ทันใด พระปานไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้สึกว่าเกิดปีติทันควัน คล้ายกับดีใจกระทั่งน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว ในความรู้สึกนึกคิดนั้น พระปานเหมือนว่าตัวเองจะยิ้มออกมาบนใบหน้า ความปีตินั้นเป็นความรู้สึกที่แปลก ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ใจหนึ่งคิดว่า คงเป็นเพราะวันนี้ได้ไปเทศน์ให้โยมแม่ฟัง แม้เป็นความตั้งใจระหว่างบวช แต่น่าจะเป็นอานิสงส์จากการบวชให้โยมแม่โดยแท้

หากไม่ได้บวช คงไม่มีโอกาสไปเทศน์ให้โยมแม่ฟังได้ ความรู้สึกนั้นกลับไปคิดถึงเรื่องที่เรียนรู้มาว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดโยมมารดาบนดาวดึงส์เทวโลกในห้วงหนึ่งพรรษาเต็มๆ ก่อนเสด็จลงมายังโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และเกิดประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ

ปีติที่เกิดขึ้น ทำให้พระปานคิดไปถึงอานิสงส์จากการบวชที่ได้รับจากโยมแม่ด้วย ทั้งเกิดความรู้สึกถึงห้วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกบวช ขณะแม่ส้มจีนหยิบกรรไกรขลิบผมปอยแรก ปานขณะยังไม่ได้เป็นนาคเป็นพระ ยังถือบุหรี่ติดนิ้ว คิดขึ้นว่า ตั้งใจจะหยุดสูบบุหรี่ระหว่างห่มผ้าเหลือง พอแม่ส้มจีนหยิบกรรไกรขลิบผมปอยแรก ปานจึงดีดบุหรี่ที่ยังเหลือครึ่งมวนไปลงท่อข้างๆ นั้น

นับแต่วันนั้น แม้บางวันบางครั้ง หรือบางคืนยังคิดยังฝันถึงการสูบบุหรี่อยู่บ้าง แต่ความอยากสูบบุหรี่เริ่มหมดไป จนถึงวันนี้แทบไม่มีเหลือ

สองสามวันต่อมา พระปานทราบว่า พระวัดนี้รูปหนึ่งจะต้องไปเป็นพระพี่เลี้ยงดูแลพระนักศึกษาปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ไปฝึกวิชาวิปัสสนาสมาธิที่วัดเขาสุกิม อำเภอท่าใหม่ จันทบุรี มีพระอาจารย์สมชาย เป็นเจ้าอาวาส นาน 1 เดือน เจ้าคุณพระสมจิตร วัดนี้ไปเป็นพระอาจารย์ จึงหารือกับพระครูพรหมกับพระมหาสวัสดิ์ ขอไปเรียนปฏิบัติด้วย

ท่านทั้งสองให้ไปขอกับเจ้าคุณพระสมจิตร เมื่อท่านไม่ขัดข้อง ต้องไปขออนุญาตกับท่านเจ้าคุณใหญ่ เจ้าอาวาส หากท่านให้ไปได้ ก็ยินดี โดยเฉพาะพระครูพรหม ทั้งยังเห็นว่าพระปานไม่ใช่พระหนุ่มเณรน้อย จะเป็นเรื่องดีที่มีโอกาสไปฝึกวิปัสสนาสมาธิครั้งนี้

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่พระรูปไหนมีความคิดเช่นนี้ และมีโอกาสอย่างนี้