นงนุช สิงหเดชะ : เกาหลีใต้-ไต้หวัน-ญี่ปุ่น กับ “ผีน้อย” จากไทย

นงนุช สิงหเดชะ

ยังคงสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างคงเส้นคงวา สำหรับกลุ่มคนไทยที่ลักลอบไปทำงานหรือขายบริการในต่างประเทศที่เรียกกันว่า “ผีน้อย”

สร้างชื่อเสียงโด่งดังขึ้นทุกขณะ ขนาดที่ว่าล่าสุด ไต้หวัน ซึ่งเปิดให้คนไทยไปเที่ยวได้ 30 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2559 เตรียมจะลดจำนวนครั้งที่คนไทยจะเข้าไต้หวันได้โดยไม่ใช้วีซ่าเหลือปีละ 2 ครั้ง จากเดิม 6 ครั้ง

พร้อมกันนี้จะลดเวลาพำนักเหลือ 14 วัน จากเดิม 30 วัน หลังจากปีที่แล้วสามารถจับกุมหญิงไทยที่ลักลอบไปค้าประเวณีได้ 309 คน เพิ่มขึ้น 17 เท่าจากปี 2559

ที่สำคัญสุดมีข่าวว่าหญิงไทยขายบริการบางรายนำเอดส์ไปแพร่ที่ไต้หวันจนเป็นข่าวครึกโครม

ไล่เลี่ยกันนั้นมีข่าวออกมาว่าเกาหลีใต้เตรียมจะยกเลิกการให้คนไทยเข้าประเทศได้ 90 วันโดยไม่ต้องใช้วีซ่า แปลว่าต่อไปคนไทยจะไปเกาหลีใต้ต้องทำวีซ่าก่อน

เหตุที่เกาหลีใต้ให้สิทธิคนไทยนานถึง 90 วัน ก็เพื่อตอบแทนที่รัฐบาลไทยส่งทหารไปช่วยรบในช่วงสงครามเกาหลี

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็อย่างที่เป็นข่าวรายวันคือ คนไทยลักลอบไปทำงานที่นั่นมาก ซึ่งส่วนใหญ่แฝงไปกับบริษัททัวร์ โดยแรงจูงใจสำคัญคือรายได้ดี เพราะเกาหลีใต้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ค่าแรงสูงกว่าไทย

คนจบปริญญาตรีเงินเดือนเริ่มต้นราว 4-5 หมื่นบาท ถ้าหากจบมหาวิทยาลัยชั้นนำก็จะสูงกว่านี้ แต่ก็แน่นอนว่าค่าครองชีพสูงกว่าไทยราว 3-4 เท่าเช่นกัน เครื่องดื่มธรรมดาๆ ที่บ้านเราขาย 30-35 บาท ที่นั่นก็จะเป็น 120 บาท เป็นอย่างต่ำ

จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเกาหลีใต้สามารถมาเที่ยวเมืองไทยนับสิบๆ ครั้ง หลายคนมาแล้ว 30-60 ครั้ง พร้อมกับตื่นตาตื่นใจว่าอาหารเมืองไทยถูกมาก

ค่าทัวร์ที่ถูกมาก ในลักษณะทัวร์ศูนย์เหรียญ น่าจะเป็นเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้คนไทยแฝงไปกับทัวร์เพื่อลักลอบทำงานในเกาหลีใต้ เช่น ทัวร์ 3 วัน 2 คืน ราคาไม่ถึงหมื่นบาท ราคานี้รวมทุกอย่างทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่ารถบัสนำเที่ยว ค่าอาหาร

แต่เมื่อดูราคาที่เสนอมาเท่ากับว่าลูกทัวร์แต่ละคนจ่ายแค่ค่าเครื่องบิน หรือเข้าข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญ (แล้วบริษัทจะได้กำไรจากไหน)

 

สูตรสำเร็จในการหารายได้เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายคือพาลูกทัวร์ไปช้อปปิ้งร้านที่อ้างว่าเป็นร้านรัฐบาล (อ้างว่าเป็นนโยบายขอความร่วมมือจากรัฐบาลเกาหลี) ได้แก่ ร้านน้ำมันสนเข็มแดงและสมุนไพรฮอตเกนามู ร้านโสม ร้านพลอยอะเมทิส ร้านเครื่องสำอาง ซึ่งแน่นอนว่าลูกทัวร์โดนฟันหัวแบะ ต้องถูกบังคับให้เข้าร้านลักษณะนี้รวมแล้วเสียเวลาไม่ต่ำกว่า 1 วันเต็มๆ

บริษัททัวร์ต่างๆ มักจะเขียนคำชี้แจงไว้ในเงื่อนไขทัวร์ว่า แค่ขอความร่วมมือให้เข้าร้านรัฐบาล แต่ไม่ได้บังคับซื้อ (แค่บังคับเข้าไปในร้าน) แต่ถ้าใครไม่เข้าจะถูกปรับเงินเกือบ 1 หมื่นบาทต่อทริป แล้วก็อ้างอีกว่าการเข้าร้านรัฐบาลมีผลกับราคาทัวร์ คล้ายๆ กับอ้างว่าทัวร์ได้รับการอุดหนุนเงินส่วนหนึ่งจากรัฐบาลเกาหลี

ลองไปอ่านเงื่อนไขโปรแกรมทัวร์เกาหลีดูจะรู้ว่ามีสีสัน สนุก น่าทึ่งและบางครั้งตลกร้ายมากขนาดไหน

อันที่จริงหากรัฐบาลเกาหลีใต้อยากแก้ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง ควรเข้ามาสอดส่องการตั้งราคาทัวร์ของบริษัททัวร์ด้วย เพราะหลายบริษัทก็เป็นการร่วมทุนกับคนเกาหลี โดยอาจประสานความร่วมมือมายังทางการไทย เพื่อให้บริษัททัวร์แจกแจงว่าราคาที่ตั้งไว้ถูกขนาดนี้จะทำให้ลูกทัวร์ได้รับบริการที่แย่หรือไม่

นอกจากนี้ หากรัฐบาลเกาหลีมีนโยบายอุดหนุนทัวร์ด้วยการกำหนดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปกับทัวร์ต้องเข้าร้านรัฐบาลจริง ซึ่งทำให้บริษัททัวร์สามารถตั้งราคาได้ถูกเหลือเชื่อนั้น รัฐบาลเกาหลีก็ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยแฝงตัวไปกับทัวร์

การแข่งขันที่สูงทำให้บริษัททัวร์ตั้งราคาหน้าร้านไว้ถูกมาก เพื่อดึงดูดให้คนมาซื้อทัวร์ให้ครบตามจำนวนเพื่อจะออกเดินทางได้ในแต่ละทริป

แต่ไส้ในก็จะแฝงเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายจิปาถะเอาไว้ให้กับลูกทัวร์ เช่น หากโปรแกรมไหนตั้งค่าทัวร์ไว้ถูก ค่าทิปไกด์และคนขับรถที่ทางบริษัทกำหนดมาจะสูงมากกว่าปกติ

แต่ความจริงแล้วเงินส่วนนี้จะถูกส่งกลับไปเป็นรายได้บริษัท ทางไกด์และคนขับรถไม่ได้รับค่าทิปเต็มๆ จากที่ลูกทัวร์จ่าย

อีกแนวทางหนึ่งหากเกาหลีใต้ไม่อยากยกเลิกการเว้นวีซ่า ก็อาจลดจำนวนวันสำหรับคนไทยเหลือ 15 วัน แทนที่จะเป็น 90 วัน

สําหรับญี่ปุ่น ที่เพิ่งเปิดให้คนไทยไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า ก็ประสบปัญหาลักษณะเดียวกันจากคนไทย มีทั้งลักลอบนำเข้ายาเสพติด มีทั้งลักลอบไปทำงานคือไปกับบริษัททัวร์แล้วก็โดดหายไปเลย บางคนจะทำเนียนมาก หลอกไกด์ให้ตายใจว่าเป็นทัวริสต์จริง ด้วยการไปเที่ยวกับกลุ่มทัวร์ก่อนสัก 1-2 วัน พอวันที่ 3 ก็จะหายตัวไป

ตม.ญี่ปุ่นจะจับตาคนไทยเป็นพิเศษช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ฝนตกเยอะ ค่าทัวร์จะถูกเป็นพิเศษ

การที่ประเทศใดก็ตาม ยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยว ก็ล้วนแต่มีจุดหมายเดียวกันคือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นว่าทั้งญี่ปุ่นและไต้หวันต่างประสบความสำเร็จ สามารถเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวจากไทยได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ และสร้างรายได้น่าพอใจ เพราะคนไทยเป็นนักช้อปปิ้ง

แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เช่น การลักลอบไปทำงาน ก็แล้วแต่ว่าประเทศนั้นจะให้น้ำหนักกับเรื่องใด

ญี่ปุ่นนั้นอาจจะคำนวณแล้วว่า รายได้ที่ได้จากการช้อปปิ้งของคนไทยมีมากกว่าข้อเสีย ก็อาจจะไม่มีปฏิกิริยาหรือการปฏิบัติต่อคนไทยเอิกเกริกแบบที่เกาหลีใต้ทำ

ปัญหาของ “ผีน้อย” หรือหญิงขายบริการ ส่งผลกระทบต่อคนไทยที่มีวัตถุประสงค์ไปเที่ยวจริงๆ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ที่ต้องพลอยติดร่างแห ถูกตรวจสอบเข้มงวด บางคนก็ต้องเข้าห้องเย็นหลายชั่วโมง บางคนถูกส่งกลับ

หากปัญหายังไม่บรรเทาลง ก็เป็นไปได้ที่ต่อไปทั้ง 3 ประเทศอาจยกเลิกการเว้นวีซ่าให้คนไทย ซึ่งนั่นก็จะกระทบกับคนไทยที่เดินทางไปอย่างถูกกฎหมาย

หากไปอ่านกระทู้เรื่องนี้ในพันทิป ซึ่งผู้ตั้งกระทู้ตำหนิผีน้อยว่าทำให้พวกเขาเดือดร้อนและเสียชื่อเสียงประเทศ ก็จะมีผีน้อยบางคนเข้าไปตอบโต้ว่า พวกเขาจน จึงต้องทำอย่างนั้น

แต่เรื่องความจนนี้ มีนิยามกว้างขวางตามระดับกิเลสและความอยาก ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม

คนที่อ้างว่าจน ในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าพวกเขาไม่ได้จนถึงกับจะต้องไปเสี่ยงอย่างนั้น บางคนอาจจนจริง แต่หลายคนแค่อยากรวยเร็วโดยใช้ทางลัดเพราะค่านิยมและวิธีคิดที่ผิด บางทีก็ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังคำเตือนของทางการ

บทความก่อนหน้านี้The Ocean Waves รักครั้งหนึ่ง คิดถึงตลอดไป
บทความถัดไปความประทับใจจากการเยือนเสียมเรียบ